SCGP คาดดีมานด์ชะลอตัว Q3 ปรับพอร์ตรับมือเงินเฟ้อ-วิกฤตตะวันออกกลาง
SCGP คุมเข้มวินัยการเงิน ลดสต็อกส่วนเกิน และเร่งไดเวอร์ซิฟายซัพพลายเชนทั่วโลกเพื่อล็อกต้นทุน เผยกลยุทธ์ "ผูกสูตรราคาตามวัตถุดิบ" ลดความเสี่ยงกำไรผันผวน พร้อมรับอานิสงส์บาทอ่อนหนุนรายได้ เดินหน้าทรานส์ฟอร์มสู่ Consumer Link และ Green Solution รับพฤติกรรมลูกค้าที่หันมาใช้กระดาษทดแทนพลาสติก
28 เมษายน 2569 บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2569 โดยมี รายได้จากการขายรวม 29,295 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับปีก่อน) แต่มี กำไรสำหรับงวด 1,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 74 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ EBITDA เท่ากับ 4,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 (YoY)
ผลประกอบการ Q1/2569: อินโดนีเซียฟื้นแกร่ง-กำไรสุทธิโตกระโดด
นายดนัยเดช เกตุสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน วิเคราะห์ว่า โดยปกติไตรมาสที่ 1 จะเป็นไตรมาสที่ดีในทุกตลาดเนื่องจากมีการ Re-stock หลังจากหยุดช่วงปลายปี และเป็นช่วงก่อนวันหยุดยาวในไตรมาส 2 ทั้งสงกรานต์ในไทย, Holy Week ในฟิลิปปินส์ และฮารีรายอในอินโดนีเซีย แม้ปีนี้ฮารีรายอจะตรงกับเดือนมีนาคมทำให้ Q1 ในอินโดนีเซียอ่อนลงเล็กน้อย และเวียดนามดรอปลงจากช่วงตรุษเวียดนาม แต่เมื่อเปรียบเทียบ Year on Year พบว่าการเติบโตในทุกตลาดค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยเวียดนามเติบโตสูงสุด รองลงมาคืออินโดนีเซียและไทย นอกจากนี้บริษัทยังได้รับประโยชน์จากความผันผวนของค่าเงินบาท
"โดยภาพรวมเราเป็น Net Export เราสามารถทำมูลค่าการส่งออกได้มากกว่าการนำเข้าที่ประมาณ 100 ล้านบาท หากเงินบาทอ่อนค่าลง 1 บาทที่เราเปลี่ยนไป เราจะได้ประโยชน์ประมาณ 100 ล้านบาท ปีนี้เราลดการส่งออกบางผลิตภัณฑ์ เช่น บรรจุภัณฑ์กระดาษ ภาพรวมจึงอยู่ที่ประมาณ 50 ถึง 100 ล้านบาท เพราะฉะนั้นเราค่อนข้างจะได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนลง แต่เรามีการปิดความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว"
วิกฤตตะวันออกกลาง: กระทบต้นทุน-กดดันกำลังซื้อ
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCGP เปิดเผยว่าบริษัทมีการติดตามสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางทุกวัน เนื่องจากส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานบรรจุภัณฑ์โดยตรง โดยเฉพาะราคาน้ำมันและแนพทา (Naphtha) ที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เรซิ่นและเชื้อเพลิงราคาแพงตามไปด้วย ซึ่งสร้างผลกระทบใน 2 มิติหลัก คือ:
- ความตึงตัวของซัพพลาย: กระทบต่อบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด ซึ่งส่งผลต่อลูกค้าที่มียอดขายรวมประมาณ 1.3 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้ 1% เป็นการส่งออกไปตะวันออกกลาง ซึ่งหากยอดขายลูกค้าหายไปเพียง 1% ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่อง
- การชะลอตัวของดีมานด์: คาดการณ์ความต้องการของลูกค้ามีโอกาสชะลอตัว 2-4% ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป หากค่าแรงในเดือนพฤษภาคมไม่มีการปรับเพิ่ม จะทำให้เงินเหลือสำหรับซื้อสินค้าลดลง
ในแง่ของพอร์ตฟอลิโอ SCGP ที่มียอดขาย 1.3 แสนล้านบาทต่อปี มีสัดส่วน 15% เป็นบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์ วัสดุทางการแพทย์ และบรรจุภัณฑ์อาหารที่เป็นพลาสติก ซึ่งมีโอกาสเกิดภาวะขาดแคลน (Short Trade) ได้ ขณะที่ต้นทุนได้รับผลกระทบทั้งทางตรงจากพลังงานและเรซิ่น และทางอ้อมจากค่าขนส่ง
"ในช่วงวิกฤต 2 เดือนที่ผ่านมา สิ่งที่เราเห็นคือลูกค้าเองก็ไม่อยากเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบ เพราะฉะนั้นสัญญาจะผูกสูตรกับราคาวัตถุดิบ วัตถุดิบราคาขึ้นเท่าไหร่เราสามารถปรับราคาพร้อมกับลูกค้าได้ทันที"
ยุทธศาสตร์รับมือเงินเฟ้อและจุดเปลี่ยน New Normal
ซีอีโอ SCGP คาดการณ์ว่าเงินเฟ้ออาจรุนแรงขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 เนื่องจากรายได้ผู้บริโภคเท่าเดิมแต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ 2-4% บริษัทจึงวางกลยุทธ์บริหารสินค้าคงคลังให้เหลือเท่าที่จำเป็นเพื่อลดการใช้เงินทุน (Capital) และปรับพอร์ตโฟลิโอไปสู่กลุ่ม Consumer Link มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้สร้างโอกาสใหม่จากการที่ซัพพลายเออร์มีจำกัด ทำให้บริษัทเร่งกระจายความเสี่ยง (Diversify) แหล่งจัดหาวัตถุดิบไปยังหลายพื้นที่ ซึ่งจะเป็น New Normal ของบริษัทในอนาคต
"ลูกค้าทั้ง 3-4 ประเทศหันมาพึ่งเรามากขึ้น เพราะเรามี Supply Chain ที่แข็งแกร่งสามารถเมนเทนซัพพลายให้ลูกค้าได้ ขณะเดียวกันจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ลูกค้าบางรายจะใช้พลาสติกน้อยลงและหันมาใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษแทน ทำให้เราพัฒนาโซลูชันได้มากขึ้น ซึ่งความทุ่มเทของเราคือการลดต้นทุนและมีวินัยทางการเงิน โดยหนี้สินต่อทุนเราลดลงทุกปี และจะเลือกลงทุนเฉพาะโครงการที่มีศักยภาพการเติบโตและเป็นยุทธศาสตร์ (Strategic) จริงๆ"
สรุปแผนกลยุทธ์และการเติบโต (Visual Summary)
1. เป้าหมายปี 2569 (Toward Transformative Transformation):
- Profitability: ตั้งเป้า EBITDA รวมทั้งปีที่ 18,300 ล้านบาท โดยใน Q1 ทำได้แล้ว 4,641 ล้านบาท (คิดเป็น 25% ของเป้าหมาย) และรักษา Margin ที่ 16% (สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ >14%)
- Efficiency: ลดต้นทุนไปแล้ว 219 ล้านบาท โดยมีโครงการ AI Initiative เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ (132 ล้านบาท)
- Expansion: ดำเนินโครงการขยายกำลังผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภค ปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 48% (เป้าหมาย 49%)
2. การจัดการห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Analysis):
- วัตถุดิบ: เร่งขยายการจัดหาวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (RCP) ภายในประเทศโดยตรง (Direct 30%) และนำเข้าผ่านเครือข่ายตนเองในเนเธอร์แลนด์และสหรัฐฯ (Peute 16%) เพื่อคุมต้นทุน
- พลังงาน: เพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก (Alternative Fuel) เป็น 35% ใน Q1 และมุ่งสู่เป้าหมาย 40% ภายในสิ้นปี
3. แผนการใช้เงินลงทุน (CAPEX Plan):
ปี 2569 วางงบลงทุนไว้ที่ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็น:
Growth CAPEX: 5,500 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจ
- Maintenance & ESG: 4,500 ล้านบาท เพื่อซ่อมบำรุงและพัฒนานวัตกรรมรักษ์โลก
ปัจจุบันใน Q1 ใช้ไปแล้ว 1,236 ล้านบาท (คิดเป็น 4% ของรายได้) โดยบริษัทยังคงรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด เห็นได้จากอันดับความน่าเชื่อถือระดับ A(tha) Stable Outlook จาก Fitch
4. แนวโน้มไตรมาสที่ 2:
- คาดการณ์ปริมาณขายฟื้นตัวต่อเนื่องจากตลาดอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ต้องระมัดระวังเรื่องต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่ง SCGP จะใช้การปรับราคาขาย (Selling Price Adjustment) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงต่อไป