โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SCGP คาดดีมานด์ชะลอตัว Q3 ปรับพอร์ตรับมือเงินเฟ้อ-วิกฤตตะวันออกกลาง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 เมษายน 2569 เวลา 23.45 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

SCGP คุมเข้มวินัยการเงิน ลดสต็อกส่วนเกิน และเร่งไดเวอร์ซิฟายซัพพลายเชนทั่วโลกเพื่อล็อกต้นทุน เผยกลยุทธ์ "ผูกสูตรราคาตามวัตถุดิบ" ลดความเสี่ยงกำไรผันผวน พร้อมรับอานิสงส์บาทอ่อนหนุนรายได้ เดินหน้าทรานส์ฟอร์มสู่ Consumer Link และ Green Solution รับพฤติกรรมลูกค้าที่หันมาใช้กระดาษทดแทนพลาสติก

28 เมษายน 2569 บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2569 โดยมี รายได้จากการขายรวม 29,295 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับปีก่อน) แต่มี กำไรสำหรับงวด 1,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 74 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ EBITDA เท่ากับ 4,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 (YoY)

ผลประกอบการ Q1/2569: อินโดนีเซียฟื้นแกร่ง-กำไรสุทธิโตกระโดด

นายดนัยเดช เกตุสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน วิเคราะห์ว่า โดยปกติไตรมาสที่ 1 จะเป็นไตรมาสที่ดีในทุกตลาดเนื่องจากมีการ Re-stock หลังจากหยุดช่วงปลายปี และเป็นช่วงก่อนวันหยุดยาวในไตรมาส 2 ทั้งสงกรานต์ในไทย, Holy Week ในฟิลิปปินส์ และฮารีรายอในอินโดนีเซีย แม้ปีนี้ฮารีรายอจะตรงกับเดือนมีนาคมทำให้ Q1 ในอินโดนีเซียอ่อนลงเล็กน้อย และเวียดนามดรอปลงจากช่วงตรุษเวียดนาม แต่เมื่อเปรียบเทียบ Year on Year พบว่าการเติบโตในทุกตลาดค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยเวียดนามเติบโตสูงสุด รองลงมาคืออินโดนีเซียและไทย นอกจากนี้บริษัทยังได้รับประโยชน์จากความผันผวนของค่าเงินบาท

"โดยภาพรวมเราเป็น Net Export เราสามารถทำมูลค่าการส่งออกได้มากกว่าการนำเข้าที่ประมาณ 100 ล้านบาท หากเงินบาทอ่อนค่าลง 1 บาทที่เราเปลี่ยนไป เราจะได้ประโยชน์ประมาณ 100 ล้านบาท ปีนี้เราลดการส่งออกบางผลิตภัณฑ์ เช่น บรรจุภัณฑ์กระดาษ ภาพรวมจึงอยู่ที่ประมาณ 50 ถึง 100 ล้านบาท เพราะฉะนั้นเราค่อนข้างจะได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนลง แต่เรามีการปิดความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว"

วิกฤตตะวันออกกลาง: กระทบต้นทุน-กดดันกำลังซื้อ

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCGP เปิดเผยว่าบริษัทมีการติดตามสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางทุกวัน เนื่องจากส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานบรรจุภัณฑ์โดยตรง โดยเฉพาะราคาน้ำมันและแนพทา (Naphtha) ที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เรซิ่นและเชื้อเพลิงราคาแพงตามไปด้วย ซึ่งสร้างผลกระทบใน 2 มิติหลัก คือ:

  • ความตึงตัวของซัพพลาย: กระทบต่อบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด ซึ่งส่งผลต่อลูกค้าที่มียอดขายรวมประมาณ 1.3 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้ 1% เป็นการส่งออกไปตะวันออกกลาง ซึ่งหากยอดขายลูกค้าหายไปเพียง 1% ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่อง
  • การชะลอตัวของดีมานด์: คาดการณ์ความต้องการของลูกค้ามีโอกาสชะลอตัว 2-4% ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป หากค่าแรงในเดือนพฤษภาคมไม่มีการปรับเพิ่ม จะทำให้เงินเหลือสำหรับซื้อสินค้าลดลง

ในแง่ของพอร์ตฟอลิโอ SCGP ที่มียอดขาย 1.3 แสนล้านบาทต่อปี มีสัดส่วน 15% เป็นบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์ วัสดุทางการแพทย์ และบรรจุภัณฑ์อาหารที่เป็นพลาสติก ซึ่งมีโอกาสเกิดภาวะขาดแคลน (Short Trade) ได้ ขณะที่ต้นทุนได้รับผลกระทบทั้งทางตรงจากพลังงานและเรซิ่น และทางอ้อมจากค่าขนส่ง

"ในช่วงวิกฤต 2 เดือนที่ผ่านมา สิ่งที่เราเห็นคือลูกค้าเองก็ไม่อยากเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบ เพราะฉะนั้นสัญญาจะผูกสูตรกับราคาวัตถุดิบ วัตถุดิบราคาขึ้นเท่าไหร่เราสามารถปรับราคาพร้อมกับลูกค้าได้ทันที"

ยุทธศาสตร์รับมือเงินเฟ้อและจุดเปลี่ยน New Normal

ซีอีโอ SCGP คาดการณ์ว่าเงินเฟ้ออาจรุนแรงขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 เนื่องจากรายได้ผู้บริโภคเท่าเดิมแต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ 2-4% บริษัทจึงวางกลยุทธ์บริหารสินค้าคงคลังให้เหลือเท่าที่จำเป็นเพื่อลดการใช้เงินทุน (Capital) และปรับพอร์ตโฟลิโอไปสู่กลุ่ม Consumer Link มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้สร้างโอกาสใหม่จากการที่ซัพพลายเออร์มีจำกัด ทำให้บริษัทเร่งกระจายความเสี่ยง (Diversify) แหล่งจัดหาวัตถุดิบไปยังหลายพื้นที่ ซึ่งจะเป็น New Normal ของบริษัทในอนาคต

"ลูกค้าทั้ง 3-4 ประเทศหันมาพึ่งเรามากขึ้น เพราะเรามี Supply Chain ที่แข็งแกร่งสามารถเมนเทนซัพพลายให้ลูกค้าได้ ขณะเดียวกันจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ลูกค้าบางรายจะใช้พลาสติกน้อยลงและหันมาใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษแทน ทำให้เราพัฒนาโซลูชันได้มากขึ้น ซึ่งความทุ่มเทของเราคือการลดต้นทุนและมีวินัยทางการเงิน โดยหนี้สินต่อทุนเราลดลงทุกปี และจะเลือกลงทุนเฉพาะโครงการที่มีศักยภาพการเติบโตและเป็นยุทธศาสตร์ (Strategic) จริงๆ"

สรุปแผนกลยุทธ์และการเติบโต (Visual Summary)

1. เป้าหมายปี 2569 (Toward Transformative Transformation):

  • Profitability: ตั้งเป้า EBITDA รวมทั้งปีที่ 18,300 ล้านบาท โดยใน Q1 ทำได้แล้ว 4,641 ล้านบาท (คิดเป็น 25% ของเป้าหมาย) และรักษา Margin ที่ 16% (สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ >14%)
  • Efficiency: ลดต้นทุนไปแล้ว 219 ล้านบาท โดยมีโครงการ AI Initiative เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ (132 ล้านบาท)
  • Expansion: ดำเนินโครงการขยายกำลังผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภค ปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 48% (เป้าหมาย 49%)

2. การจัดการห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Analysis):

  • วัตถุดิบ: เร่งขยายการจัดหาวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (RCP) ภายในประเทศโดยตรง (Direct 30%) และนำเข้าผ่านเครือข่ายตนเองในเนเธอร์แลนด์และสหรัฐฯ (Peute 16%) เพื่อคุมต้นทุน
  • พลังงาน: เพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก (Alternative Fuel) เป็น 35% ใน Q1 และมุ่งสู่เป้าหมาย 40% ภายในสิ้นปี

3. แผนการใช้เงินลงทุน (CAPEX Plan):

  • ปี 2569 วางงบลงทุนไว้ที่ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็น:

  • Growth CAPEX: 5,500 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจ

    • Maintenance & ESG: 4,500 ล้านบาท เพื่อซ่อมบำรุงและพัฒนานวัตกรรมรักษ์โลก
  • ปัจจุบันใน Q1 ใช้ไปแล้ว 1,236 ล้านบาท (คิดเป็น 4% ของรายได้) โดยบริษัทยังคงรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด เห็นได้จากอันดับความน่าเชื่อถือระดับ A(tha) Stable Outlook จาก Fitch

4. แนวโน้มไตรมาสที่ 2:

  • คาดการณ์ปริมาณขายฟื้นตัวต่อเนื่องจากตลาดอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ต้องระมัดระวังเรื่องต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่ง SCGP จะใช้การปรับราคาขาย (Selling Price Adjustment) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงต่อไป

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...