โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อิหร่านใช้ “น้ำมัน” เป็นอาวุธ เขย่าตลาดโลกสกัดอำนาจทหารสหรัฐ

PostToday

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 15.48 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. เวลา 23.00 น.

แหล่งข่าวระดับภูมิภาคเปิดเผยว่า ก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีอิหร่าน รัฐบาลเตหะรานได้วางยุทธศาสตร์สำคัญไว้ล่วงหน้า นั่นคือการใช้เส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลกเป็นเครื่องต่อรอง เพื่อชดเชยความเสียเปรียบทางกำลังทหาร

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นคอขวดด้านพลังงานของโลก หากเกิดการหยุดชะงักจะส่งผลกระทบทันทีต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

ปัจจุบันการขนส่งผ่านช่องแคบนี้ลดลงอย่างรุนแรง โดยข้อมูลของสหประชาชาติชี้ว่า การเดินเรือลดลงถึง 97% นับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เส้นเลือดพลังงานโลกถูกกุมไว้

ตามปกติแล้ว ประมาณ หนึ่งในห้าของปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลก ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านกับรัฐอ่าวเปอร์เซีย

การควบคุมช่องแคบแห่งนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของอิหร่าน แหล่งข่าวระบุว่า เตหะรานได้เปลี่ยนทรัพยากรเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค ให้กลายเป็น เครื่องยับยั้งทางการทหารที่ทรงพลังที่สุด

นักวิเคราะห์มองว่า นี่คือความพยายามของอิหร่านในการ “เปลี่ยนสนามรบให้กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลก”

สงครามไม่สมดุล: จุดอ่อนทหาร แต่สร้างแรงกดดันเศรษฐกิจ

Ali Vaez ผู้อำนวยการโครงการอิหร่านของ International Crisis Group ระบุว่า อิหร่านตระหนักดีว่าตนไม่สามารถเอาชนะสหรัฐและอิสราเอลได้ในการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง

เขากล่าวว่า แผนของเตหะรานคือการขยายความขัดแย้งให้ยืดเยื้อทั้งในมิติ เวลาและพื้นที่

“หากอิหร่านสามารถจับเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกันได้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อาจเป็นฝ่ายยอมถอยก่อน”

แผน IRGC เปิดใช้หลังผู้นำสูงสุดถูกสังหาร

แหล่งข่าวระบุว่า แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวถูกพัฒนาโดย กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) มานานหลายปี เพื่อรับมือกับความเป็นไปได้ของสงครามกับสหรัฐและอิสราเอล

แผนนี้ถูกเปิดใช้อย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังจาก Ayatollah Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิตในวันแรกของการสู้รบ

วัตถุประสงค์หลักคือการรักษาระบบการปกครองของอิหร่านที่ดำเนินมานานกว่า 47 ปี ภายใต้ผู้นำศาสนาอิสลามสายต่อต้านตะวันตก

กลยุทธ์ “โจมตีเล็ก ผลกระทบใหญ่”

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจาก The Washington Institute, Michael Eisenstadt ระบุว่า ยุทธศาสตร์ของอิหร่านคือรูปแบบของ สงครามไม่สมมาตร (asymmetric warfare)

โดยใช้การโจมตีจำนวนไม่มาก แต่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจมหาศาล เช่น

-การโจมตีด้วยโดรน

-การยิงขีปนาวุธต้นทุนต่ำ

-การคุกคามเส้นทางเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย

การโจมตีเหล่านี้มุ่งเป้าไปยังฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาค พร้อมกับสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลวอชิงตัน

สหรัฐถูกวิจารณ์ประเมินสถานการณ์ผิด

Vaez ยังวิจารณ์ว่าสหรัฐเข้าสู่สงครามครั้งนี้ด้วยการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด

เขาระบุว่า วอชิงตันไม่คาดการณ์ถึง

-การโจมตีด้วยโดรนต่อประเทศอ่าวเปอร์เซีย

-การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือ

-ความจำเป็นในการอพยพพลเมือง

ซึ่งสะท้อนถึงการไม่เรียนรู้บทเรียนจากบทบาทของโดรนในสงครามยุคใหม่

เป้าหมายหลักของอิหร่าน: “อยู่รอด”

แม้สหรัฐจะมีศักยภาพในการทำให้อิหร่านอ่อนแอลงอย่างมาก แต่นักวิเคราะห์มองว่า การเอาชนะอิหร่านอย่างเด็ดขาดจำเป็นต้องใช้ การบุกภาคพื้นดินขนาดใหญ่ ซึ่งอาจต้องใช้ทหารมากถึง หนึ่งล้านนาย

สิ่งนี้ถือเป็นภาระที่สหรัฐไม่น่าจะยอมรับได้

Vaez ระบุว่า เป้าหมายระยะสั้นของอิหร่านคือ การอยู่รอดของรัฐ ส่วนเป้าหมายระยะยาวคือการพิสูจน์ว่า การกดดันผ่านกำลังทหาร เศรษฐกิจ หรือการโดดเดี่ยวทางการทูต ยังไม่สามารถบังคับให้อิหร่านยอมจำนนได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...