โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

รู้จัก “เกาะคาร์ก” เกาะเล็กกลางอ่าวเปอร์เซียที่ส่งออกน้ำมันถึง 90% ของอิหร่าน และอาจเขย่าตลาดพลังงานโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 มี.ค. เวลา 15.47 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. เวลา 08.47 น.

“เกาะคาร์ก” อาจเป็นเพียงเกาะเล็กในอ่าวเปอร์เซียที่ยาวไม่ถึง 10 กิโลเมตร แต่กลับเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบถึงราว 90% ของอิหร่าน และเชื่อมโยงโดยตรงกับเส้นทางพลังงานสำคัญของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดในระบบพลังงานโลกคือ Kharg Island เกาะขนาดเล็กในอ่าวเปอร์เซียของ Iran ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดของประเทศ แม้เกาะแห่งนี้จะมีความยาวเพียงประมาณ 8 กิโลเมตร แต่กลับเป็นจุดที่รองรับการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านราว 90% ของปริมาณทั้งหมด

ความสำคัญของเกาะคาร์กไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเศรษฐกิจของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังมีความหมายต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก เพราะโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบนเกาะแห่งนี้เป็นหนึ่งใน “จุดยุทธศาสตร์พลังงาน” ของภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งทุกความเคลื่อนไหวสามารถส่งผลต่อราคาน้ำมันและตลาดการเงินทั่วโลกได้แทบจะทันที

ศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน

เกาะคาร์กตั้งอยู่ในอ่าวเปอร์เซียตอนเหนือ ห่างจากชายฝั่งอิหร่านประมาณ 25 กิโลเมตร และอยู่ไม่ไกลจาก Strait of Hormuz ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางผ่านของน้ำมันดิบประมาณ หนึ่งในห้าของการค้าพลังงานโลก ทำให้พื้นที่รอบอ่าวเปอร์เซียกลายเป็นหัวใจของระบบพลังงานโลก

โครงสร้างพื้นฐานบนเกาะคาร์กประกอบด้วยคลังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่จำนวนมาก ท่าเรือน้ำลึกสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) และระบบท่อส่งน้ำมันจากแหล่งผลิตบนแผ่นดินใหญ่ของอิหร่าน โดยท่าเรือน้ำมันบนเกาะสามารถรองรับการโหลดน้ำมันได้ประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน

น้ำมันดิบจากแหล่งผลิตสำคัญของอิหร่าน เช่น Ahvaz, Marun และ Gachsaran จะถูกส่งผ่านเครือข่ายท่อส่งมายังเกาะคาร์ก ก่อนจะถูกบรรทุกลงเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียซึ่งเป็นผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์พลังงาน จึงมักเรียกเกาะแห่งนี้ว่า“Iran’s oil lifeline” หรือ เส้นเลือดใหญ่ของอุตสาหกรรมน้ำมันอิหร่าน เพราะหากการดำเนินงานบนเกาะหยุดชะงัก แม้เพียงระยะเวลาสั้น ๆ การส่งออกน้ำมันของประเทศส่วนใหญ่ก็อาจหยุดลงทันที

จากเกาะเล็กสู่ศูนย์กลางพลังงาน

บทบาทของเกาะคาร์กในระบบพลังงานของอิหร่านเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 เมื่อบริษัทน้ำมัน Anglo-Iranian Oil Company ซึ่งต่อมากลายเป็นบริษัทพลังงานระดับโลกอย่าง BP ได้เริ่มพัฒนาเกาะแห่งนี้ให้เป็นท่าเรือส่งออกน้ำมันหลักของประเทศ

เหตุผลสำคัญที่เลือกเกาะคาร์กคือสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสม เนื่องจากบริเวณรอบเกาะมีระดับน้ำลึกเพียงพอสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ในภูมิภาค Khuzestan ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำมันของอิหร่าน

ในช่วงทศวรรษ 1970 โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบนเกาะคาร์กได้รับการขยายเพิ่มเติมอย่างมาก รวมถึงการสร้างท่าเรือน้ำมันนอกชายฝั่งและคลังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ ทำให้เกาะแห่งนี้สามารถรองรับการส่งออกน้ำมันในระดับมหาศาล และกลายเป็นศูนย์กลางพลังงานของประเทศอย่างเต็มรูปแบบ

เป้าหมายยุทธศาสตร์ในสงคราม

ความสำคัญของเกาะคาร์กสะท้อนชัดเจนในช่วง Iran–Iraq War เมื่ออิรักพยายามโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเพื่อทำลายรายได้จากน้ำมัน

ในช่วงเวลานั้น เกาะคาร์กถูกโจมตีทางอากาศหลายสิบครั้ง เนื่องจากการทำลายท่าเรือน้ำมันของอิหร่านจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ สงครามดังกล่าวยังนำไปสู่เหตุการณ์ที่เรียกว่า “Tanker War” หรือสงครามเรือบรรทุกน้ำมัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและท่าเรือน้ำมันของกันและกัน

แม้จะถูกโจมตีหลายครั้ง โครงสร้างพื้นฐานบนเกาะคาร์กก็ได้รับการซ่อมแซมและกลับมาใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกาะแห่งนี้ยังคงรักษาบทบาทเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่านมาจนถึงปัจจุบัน

จุดเสี่ยงของตลาดพลังงานโลก

ในทางเศรษฐศาสตร์พลังงาน เกาะคาร์กถูกมองว่าเป็น“single-point vulnerability” หรือ จุดอ่อนเชิงยุทธศาสตร์ของระบบพลังงานอิหร่าน หากโครงสร้างพื้นฐานบนเกาะแห่งนี้ถูกโจมตีหรือไม่สามารถใช้งานได้ ปริมาณน้ำมันที่หายไปจากตลาดโลกอาจสูงถึง 1–2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ในสถานการณ์ที่ตลาดน้ำมันมีความตึงตัวอยู่แล้ว การสูญเสียอุปทานในระดับนี้สามารถดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อเกิดพร้อมกับความเสี่ยงต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

นักวิเคราะห์พลังงานบางราย เตือนว่า หากการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงัก ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นไปถึง 120–150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ เนื่องจากตลาดพลังงานโลกมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคนี้อย่างมาก

จีน ลูกค้าหลักของน้ำมันอิหร่าน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการซื้อขายน้ำมันอิหร่านคือ China โดยข้อมูลจาก Reuters ระบุว่า จีนซื้อน้ำมันมากกว่า 80% ของน้ำมันที่อิหร่านส่งออกทางทะเล

น้ำมันส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังโรงกลั่นอิสระในมณฑลซานตง ซึ่งนิยมซื้อน้ำมันอิหร่านเนื่องจากมีราคาถูกกว่าน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากอิหร่านต้องเสนอส่วนลดเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตร

ในบางช่วงเวลา น้ำมันจากอิหร่านคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของการนำเข้าน้ำมันทางทะเลของจีน ทำให้จีนกลายเป็นลูกค้าหลักที่ช่วยประคองรายได้จากน้ำมันของอิหร่าน

อินเดีย ผู้ได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงในภูมิภาค

ขณะที่ India แม้จะไม่ได้ซื้อน้ำมันอิหร่านในระดับเดียวกับจีนแล้ว แต่ก็ยังได้รับผลกระทบอย่างมากจากความเสี่ยงในอ่าวเปอร์เซีย เนื่องจากอินเดียนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่า 50% ของความต้องการทั้งหมด

หากการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคนี้หยุดชะงัก อินเดียจะต้องเผชิญต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นทันที ซึ่งอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และดุลการค้าของประเทศ

จุดยุทธศาสตร์ที่โลกจับตา

เรื่องราวของเกาะคาร์กสะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบางแห่ง แม้จะมีขนาดเล็ก แต่กลับมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก

เกาะเล็ก ๆ กลางอ่าวเปอร์เซียแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงท่าเรือน้ำมันของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบพลังงานโลก ซึ่งทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นบนเกาะสามารถส่งแรงสะเทือนไปถึงราคาน้ำมัน ตลาดการเงิน และเศรษฐกิจโลกได้ในเวลาอันรวดเร็ว

อ้างอิง : www.eia.gov , www.iea.org , www.britannica.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...