กางตำราชี้ทางรอด "ธุรกิจครอบครัวไทย" ตลท. จ่อปลดล็อค "Dual-Class Shares" หนุนกงสีเข้าตลาดหุ้น
คำกล่าวที่ว่า "รุ่นปู่สร้าง รุ่นลูกขยาย รุ่นหลานทำลาย" คือเรื่องที่ตามหลอกหลอนธุรกิจครอบครัวไปทั่วโลก เพราะการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
บางตระกูลสามารถส่งมอบอาณาจักรข้ามศตวรรษได้อย่างแข็งแกร่ง แต่แบรนด์ระดับโลกอีกไม่น้อยกลับต้องสูญเสียอำนาจควบคุมให้คนนอก เพียงเพราะศึกสายเลือด ผลประโยชน์ทับซ้อน และการไร้ซึ่งกฎกติกาที่ชัดเจนของกงสี
บทเรียนความสำเร็จและความล้มเหลวจากบริษัทระดับโลกเหล่านี้ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กำลังสะท้อนให้เห็นถึง "จุดเป็น-จุดตาย" ที่ผู้ประกอบการต้องเร่งถอดบทเรียนเพื่อหาทางรอด
ถอดรหัส ความสำเร็จ-ความล้มเหลว บริษัทระดับโลก
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เล่าถึงเคสแบรนด์ระดับโลกทั้งฝั่งที่ประสบความสำเร็จ เราจะเห็นแบรนด์ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ตั้งแต่ธุรกิจที่อายุยืนยาวที่สุดในโลกอย่าง Hoshi Ryokan โรงแรมในญี่ปุ่นที่สืบทอดมาแล้วยาวนานกว่า 1,300 ปี แบรนด์รถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Ford และ Toyota อาณาจักรขนมหวาน Mars ไปจนถึงแบรนด์ลักซ์ชัวรีที่ยังคงรักษาสายเลือดตระกูลไว้อย่างเหนียวแน่นอย่าง Hermès และ Patek Philippe
ธุรกิจเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่า การมีโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง จะสามารถพากิจการฝ่าวิกฤติระดับโลกมาได้นับศตวรรษ
ส่วนบริษัทที่ล้มเหลว ได้ปรากฏโลโก้ของแบรนด์ดังระดับโลกมากมาย ทั้ง Gucci, LVMH, The Wall Street Journal, Guinness, Barilla หรือแม้แต่ Samsung ซึ่งในบริบทของธุรกิจครอบครัว คำว่า "ล้มเหลว" ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าบริษัทล้มละลายหรือปิดกิจการ
แต่หมายถึงความล้มเหลวในการส่งมอบกิจการให้สายเลือดรุ่นต่อไป จนนำไปสู่การสูญเสียอำนาจควบคุม ถูกฮุบกิจการ หรือเกิดศึกสายเลือดจนครอบครัวพังทลาย
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษา 2 กรณี ได้แก่
1.บทเรียนจาก Guinness แบรนด์เบียร์จากไอร์แลนด์ สะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดจากการปล่อยมือเร็วเกินไป และการให้ผู้บริหารมืออาชีพเข้ามารันธุรกิจแทนทั้งหมด 100% โดยที่ลูกหลานในครอบครัวไม่เข้าไปดูแลเอาใจใส่หรือตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ถือเป็นเรื่องที่ "อันตรายมาก" เพราะในที่สุด กิจการที่เป็นมรดกตกทอดก็หลุดลอยและถูก Takeover ไปอยู่ภายใต้เครือ Diageo ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับพรีเมียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก เจ้าของแบรนด์อย่าง Johnnie Walker และ Smirnoff ในปัจจุบัน
และ 2.บทเรียนจาก The Wall Street Journal สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ที่เคยอยู่ภายใต้ตระกูล Bancroft กรณีนี้คือภาพสะท้อนของ "ศึกสายเลือดและผู้นำที่ไม่ยอมปล่อยวาง" การปล่อยให้ลูกๆ แข่งขันกันเองอย่างดุเดือด
มาจากผู้เป็นพ่อที่แม้จะอายุมากแล้วแต่ก็ยังนั่งกอดตำแหน่งประธาน ไม่ยอมถ่ายโอนอำนาจ ท้ายที่สุด โครงสร้างที่เปราะบางก็นำไปสู่การถูกมหาเศรษฐีสื่อ Rupert Murdoch เข้าซื้อกิจการไป
ประธาน ตลท. ชี้ให้เห็นว่า จุดจบของธุรกิจที่ล่มสลายล้วนมีรากฐานมาจากเรื่องเดียวกันคือ "ขาดการกำกับดูแลกิจการที่ดี" มีโครงสร้างไม่ชัดเจน ไม่มีพินัยกรรม และมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้แทบไม่มีความแตกต่างกับกรณีธุรกิจครอบครัวในประเทศไทย
กาง “6C” สูตรความสำเร็จธุรกิจครอบครัวไทย
จากบทเรียนความสำเร็จและความล้มเหลว ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ได้ถอดรหัสออกมาเป็น "สูตรความสำเร็จ 6C" เริ่มต้นจากการวางรากฐานโครงสร้างที่แข็งแกร่งด้วย
- C1 - Corporate Governance Structure หรือการกำกับดูแลกิจการและกงสีที่ดี ผ่านการทำธรรมนูญครอบครัว จัดตั้งโฮลดิ้ง และทำข้อตกลงต่างๆ ให้โปร่งใส ซึ่งจะนำไปสู่การจัดการ
- C2 - Compensation and Benefit ที่ชัดเจน โดยยึดกฎเหล็กที่ว่า "ความยุติธรรม ไม่ได้หมายถึงความเท่าเทียมเสมอไป" เพื่อจัดสรรผลประโยชน์และจ่ายค่าตอบแทนตามผลงานและความรับผิดชอบ ปิดรอยรั่วปัญหาเรื่องเงินทองซึ่งเป็นจุดเปราะบางที่สุด
- C3 - Communication หรือการสื่อสารแบบสองทางที่เปิดใจรับฟังความคิดเห็นอย่างไตร่ตรอง โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชัน เพื่อลดช่องว่างในครอบครัว
- C4 - Conflict Management การมีกลไกบริหารจัดการความขัดแย้งอย่างเป็นระบบ โดยมองว่าความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องมีกฎกติกาหรือให้กรรมการอิสระเข้ามาช่วยเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยอย่างประนีประนอม เพื่อรักษาทั้งธุรกิจและความสัมพันธ์เอาไว้
- C5 - Care and Compassion ความเอื้ออาทรและเมตตากรุณาต่อกัน สำคัญที่สุดเพราะต่อให้สัญญารัดกุมแค่ไหนก็ไม่เท่าความรักและสายใยครอบครัวที่ปลูกฝังมาตั้งแต่การเลี้ยงดู
- C6 - Change หรือการพร้อมปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง ทั้งปัจจัยที่ควบคุมได้และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เพื่อพาธุรกิจกงสีให้เติบโตอย่างยั่งยืน
"Dual Class of Share" ปลดล็อกกงสีไทยเข้าตลาดหุ้น
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันกำแพงที่ขวางไม่ให้ธุรกิจครอบครัวไทยนับแสนแห่งเดินเข้าสู่ตลาดหุ้นคือความกลัวเสียอำนาจควบคุม กลัวว่าถ้าเข้าตลาดไปแล้ว จะถูกคนอื่นมาแย่งชิงบริษัทที่ครอบครัวสร้างมา
เพื่อทลายกำแพงนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงกำลังเร่งผลักดันกฎหมายเรื่อง "Dual Class of Share" (หุ้นที่มีสิทธิออกเสียงแตกต่างกัน) ซึ่งจะเปรียบเสมือนกุญแจที่เปิดทางให้ผู้ก่อตั้งสามารถระดมทุนขยายกิจการได้ โดยที่ "จำนวนหุ้น" อาจจะลดลง แต่ "สิทธิในการออกเสียง" ยังคงเหนือกว่านักลงทุนทั่วไป ทำให้ครอบครัวยังคงกำหนดทิศทางบริษัทไว้ได้เช่นเดิม
หากเครื่องมือนี้ถูกนำมาใช้สำเร็จ จะเป็นการปลดล็อคข้อจำกัดครั้งใหญ่ เพิ่มปริมาณหุ้นหมุนเวียน (Free Float) และจะกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดกองทุนสถาบันจากต่างประเทศ ให้เข้ามาลงทุนในหุ้นคุณภาพดีของไทยได้มหาศาล
อย่างไรก็ดี หากเราสามารถนำบริษัทครอบครัวในไทยที่มีอยู่กว่าแสนแห่ง มาจัดโครงสร้างให้ดี และดึงเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยได้เพียง 10% ประเทศไทยจะมีบริษัทจดทะเบียนถึง 10,000 บริษัท ซึ่งนั่นจะหมายถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและความมั่งคั่งที่ยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้
https://www.facebook.com/ThairathMoney
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กางตำราชี้ทางรอด "ธุรกิจครอบครัวไทย" ตลท. จ่อปลดล็อค "Dual-Class Shares" หนุนกงสีเข้าตลาดหุ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- กางตำราชี้ทางรอด "ธุรกิจครอบครัวไทย" ตลท. จ่อปลดล็อค "Dual-Class Shares" หนุนกงสีเข้าตลาดหุ้น
- บอร์ด CPALL เบรกดีล โอน 3 บริษัทย่อยลุย Virtual Bank จับตาประชุมผู้ถือหุ้น ชี้ชะตา 29 พ.ค.นี้
- IRPC ชี้แจงการดำเนินงานคลังน้ำมันในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
- หุ้นเอเชียพุ่งแตะจุดสูงสุดรอบ 6 สัปดาห์ รับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจาใหม่
- ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้น ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูง
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath