ขู่ทำลายล้าง “สหรัฐ” ระดมเสริมขีปนาวุธพิสัยไกล 965 กม. เข้าประจำ “ตะวันออกกลาง” กดดันอิหร่านเปิดฮอร์มุซ มูลค่ายิง JASSM-ER แต่ละครั้ง 1.5 ล้านดอลลาร์
ขู่ทำลายล้าง “สหรัฐ” ระดมเสริมขีปนาวุธพิสัยไกล 965 กม. เข้าประจำ “ตะวันออกกลาง” กดดันอิหร่านเปิดฮอร์มุซ มูลค่ายิง JASSM-ER แต่ละครั้ง 1.5 ล้านดอลลาร์
นักข่าว บลูมเบิร์ก รายงานเมื่อวันเสาร์ (4 เมษายน) ว่าสหรัฐฯมีคำสั่งเมื่อปลายเดือนมีนาคม ให้ดึงขีปนาวุธร่อนยิงจากอากาศระยะไกลสู่พื้นดิน หรือ JASSM-ER จากคลังสำรองของกองบัญชาการแปซิฟิกของสหรัฐฯไปยังตะวันออกกลาง การเคลื่อนไหวครั้งนี้ส่งสัญญาณถึงขนาดและความรุนแรงของปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่กำลังดำเนินอยู่ และในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยมีขีปนาวุธเพิ่มเติมจากภายในสหรัฐฯ และฐานทัพในต่างประเทศอื่น ๆ ถูกส่งไปยังฐานทัพของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ และฐานทัพอากาศแฟร์ฟอร์ดในสหราชอาณาจักร
ขีปนาวุธ JASSM-ER ( Joint Air-to-Surface Missile-Extended Range) แต่ละลูก มีมูลค่าประมาณ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 49 ล้านบาท ออกแบบมาเพื่อโจมตีเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงและมีการป้องกันอย่างแน่นหนา ในขณะที่เครื่องบินที่ยิงขีปนาวุธ สามารถอยู่ภายนอกเขตป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้ามได้ ด้วยระยะทำการ 965 กิโลเมตร ( 600 ไมล) ขีปนาวุธชนิดนี้ถือเป็นสินทรัพย์สำคัญ ในปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯยุคปัจจุบัน เนื่องจากความสามารถในการพรางตัว และหลบเลี่ยงระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงได้ แหล่งข่าวระบุว่า สหรัฐฯใช้ขีปนาวุธ JASSM รุ่นระยะไกลและใกล้กว่าที่ประมาณ 400 กิโลเมตร ในสงครามอิหร่านไปแล้ว ประมาณ 2 ใน 3 และหลังจากการย้ายครั้งนี้แล้ว สหรัฐฯจะเหลือขีปนาวุธล่องหนพิสัยไกล เพียงประมาณ 425 ลูก จากก่อนสงคราม 2,300 ลูกที่พร้อมใช้งานสำหรับส่วนที่เหลือของโลก ซึ่งเพียงพอสำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B ประมาณ 17 ลำในภารกิจเดียว อีกประมาณ 75 ลูก "ใช้งานไม่ได้" เนื่องจากความเสียหายหรือความบกพร่องทางเทคนิค อย่างไรก็ตาม การส่ง JASSM-ER จำนวนมากไปตะวันออกกลาง ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ทั้งหมด เนื่องจากขณะนี้ มีการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 และ B-1B โจมตีเหนืออิหร่านแล้ว และยังไม่ทราบแน่ชัดด้วยว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วางแผนปฏิบัติการขั้นต่อไปไว้อย่างไร หลังจากส่งทหารราบรวมทั้งนาวิกโยธินและหน่วยพลร่มเข้าสู่ภูมิภาคแล้ว อีกด้านหนึ่ง การที่สหรัฐฯ โยกย้ายทรัพยากรทางทหารครั้งนี้ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งในภูมิภาคแปซิฟิกในอนาคต ซึ่งสหรัฐฯ ได้สะสมทรัพยากรจำนวนมากไว้ เพื่อเป็นการป้องปรามความทะเยอทะยานของจีนในภูมิภาคนี้ รวมถึงแผนการที่จะเข้ายึดไต้หวัน อย่างไรก็ตาม รายงานสหรัฐฯล่าสุด ประเมินแผนการของจีนต่อไต้หวันใหม่ อาจมีส่วนในการตัดสินใจโยกย้ายอาวุธสำคัญ ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯยังได้เคลื่อนย้ายขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออตที่ผลิตโดยสหรัฐฯ จากภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงอินโดแปซิฟิกด้วย