โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เปิดจุดอ่อน "นมโรงเรียน" โควตา 61:39 ป่วน ขัดมติ ครม.-โลจิสติกส์รวน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

นายนที โดดสูงเนิน นายกสมาคมโคนมก้าวหน้า เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงกรณีประกาศหลักเกณฑ์การจัดสรรสิทธิ์โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ปี 2569 ว่ายังมีหลายประเด็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะโครงสร้างการจัดสรรน้ำนมดิบในโครงการนมโรงเรียนงบประมาณ ปีละ 14,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 สหกรณ์ 49% องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) 10% และสถาบันการศึกษา 2% รวมไม่เกิน 61% และส่วนที่ 2 ภาคเอกชน 39% ซึ่งมองว่ายังมีความคลุมเครือ อาจนำไปสู่ความผิดพลาดในการบริหารจัดการ

ประเด็นสำคัญคือการจัดกลุ่มพื้นที่ออกเป็น 7 กลุ่ม ซึ่งอาจขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเรื่องการบริหารโลจิสติกส์ เนื่องจากพบความไม่สมดุลของปริมาณน้ำนมดิบและจำนวนนักเรียนในแต่ละพื้นที่ บางกลุ่มมีน้ำนมดิบมากแต่มีนักเรียนน้อย ทำให้เกิดนมส่วนเกิน ขณะที่บางพื้นที่มีความต้องการสูงแต่ปริมาณน้ำนมไม่เพียงพอ

“หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ จะเกิดเหตุซ้ำรอยปีที่ผ่านมา เช่น การขนส่งนมจากสหกรณ์ในเชียงใหม่ไปยังนครสวรรค์ ซึ่งขัดหลักโลจิสติกส์อย่างชัดเจน การจัดสรรควรยึดความเป็นธรรม นมทุกลิตรจากเกษตรกรต้องได้รับสิทธิ์ตามสัดส่วน และผู้ประกอบการควรเป็นผู้รับความเสี่ยง ไม่ใช่ผลักภาระให้เกษตรกร”

ในประเด็นการผลักดันโรงงานนมผงแห่งที่ 2 (สหกรณ์โคนมกำแพงแสน และแห่งแรก สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น ) นายนทีมองว่า แม้เป็นแนวทางที่ดี แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้านทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่สายพันธุ์โคนมไปจนถึงตลาดโลก โดยการผลิตนมผงให้คุ้มทุนจำเป็นต้องมีปริมาณน้ำนมดิบไม่น้อยกว่า 200 ตันต่อวัน หรือมีขนาดการผลิตระดับ Economy of Scale

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการบริหารจัดการ “ครีม” ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตนมผง ว่าจะนำไปต่อยอดอย่างไร หากไม่มีอุตสาหกรรมรองรับ เช่น การผลิตเนยหรือชีส และหากไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติได้ ก็อาจเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดซ้ำเดิม

นายนที เสนอว่า ในระยะยาวอ.ส.ค. ควรปรับบทบาทเป็น “พี่ใหญ่” ของอุตสาหกรรม โดยลดบทบาทในตลาดนมโรงเรียน และหันไปพัฒนาตลาดเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูง เช่น ชีสและเนย ซึ่งประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลักพร้อมเสนอให้รัฐสนับสนุนผ่านมาตรการเชิงนโยบาย อาทิ การเจรจาลดค่าธรรมเนียมการวางสินค้า (GP) ในห้างค้าปลีก จากระดับ 40% เหลือ 2% ในระยะแรก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ขณะที่ปัญหาหนี้สินของ อ.ส.ค. ที่มีอยู่ราว 2,000 ล้านบาท หากมีการปรับโครงสร้างและวางแผนตลาดใหม่อย่างชัดเจน เชื่อว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ เสนอให้ภาครัฐกำหนดหลักเกณฑ์โครงการนมโรงเรียนให้มีความชัดเจนและคงที่อย่างน้อย 3 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการ สามารถวางแผนธุรกิจและพัฒนาตลาดนมเชิงพาณิชย์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือส่งเสริมให้การบริโภคนมของเด็กไทยเป็นเรื่องปกติ และยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

เปิดข้อสังเกตของสมาคมโคนมก้าวหน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...