โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เช้านี้ ค่าเงินบาท อ่อนค่า เปิด 32.12 บาท/ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.12 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์

9 เม.ย. 2569 - นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.12 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้าง และกลับมาเคลื่อนไหวเหนือโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 31.86-32.13 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางบ้าง ท่ามกลางการโจมตีต่อเป้าหมายของอิสราเอลในพื้นที่เลบานอนที่ยังคงดำเนินต่อไป

ขณะเดียวกัน ทางอิหร่านยังคงใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีใส่พื้นที่ในหลายประเทศแถบตะวันออกกลาง อีกทั้งทางการอิหร่านยังคงประกาศปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz จนกว่าอิสราเอลจะหยุดโจมตีใส่เป้าหมายต่อพื้นที่ของกลุ่มพันธมิตร Axis of Resistance (เช่น กลุ่ม Hezbollah ในเลบานอน)

ซึ่งความกังวลดังกล่าว ได้หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวสูงขึ้นมาก หลังปรับตัวลงแรงในวันก่อนหน้า ส่วนเงินดอลลาร์ได้ทยอยปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สอดคล้องกับการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสเพียง 25% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ จากเดิมผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 60% หลังรับรู้กระแสข่าวการพักการโจมตีเป็นเวลา 2 สัปดาห์ของสหรัฐฯ ต่อเป้าหมายในอิหร่าน

นอกจากนี้ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่กลับมากังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลาง ได้กดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทด้วยเช่นกัน

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB)

เราประเมินว่า พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ได้ช่วยชะลอโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (หลังจากแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จนหลุดแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และแข็งค่าทดสอบโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.85 บาทต่อดอลลาร์) ทำให้ เงินบาทมีความเสี่ยงที่จะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้บ้าง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงมากขึ้น ซึ่งต้องติดตามท่าทีของทางการอิหร่าน ต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงและการเปิดช่องแคบ Hormuz รวมถึง ท่าทีของทางการสหรัฐฯ และอิสราเอล

ทั้งนี้ แม้เงินบาทอาจมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง แต่การอ่อนค่าของเงินบาทได้เริ่มจำกัดลงในช่วงนี้ หลังผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกอาจปรับระดับ USDTHB ที่รอขายเงินดอลลาร์ลงมาบ้าง เช่นเดียวกับฝั่งผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) อาจพิจารณา ทยอยปิดสถานะขายทำกำไรมากขึ้น หากเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลง ทำให้เงินบาทอาจมีโซนแนวต้านแรกในช่วง 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.50 บาทต่อดอลลาร์) หากเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลง ซึ่งเกิดขึ้นได้ไม่ยาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง

ส่วนโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ จะเริ่มกลับมากดดันเงินบาทในช่วงสัปดาห์ 3 4 ของเดือนเมษายน และช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งจากการประเมินของเรา โดยอ้างอิงงานวิจัย (Academic Research) และบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ในต่างประเทศ พบว่า โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติราว 1 แสนล้านบาท ในไตรมาสที่ 2 อาจกดดันให้ เงินบาทอ่อนค่าลงได้ราว 15-85 สตางค์ต่อดอลลาร์ (ค่ากลาง จะอยู่ที่ 40 สตางค์ต่อดอลลาร์)

ส่วนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะถูกจำกัดเช่นกัน จนกว่าพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะมีสัญญาณที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งต้องรอลุ้น ผลการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ กรุง Islamabad ประเทศปากีสถาน โดยเงินบาทจะมีโซนแนวรับในช่วง 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับถัดไปในช่วง 31.85 บาทต่อดอลลาร์

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.95-32.20 บาท/ดอลลาร์

มุมมองตลาดอื่น ๆ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ก่อนที่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จะจำกัดการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งนี้ โดยรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากการรีบาวด์ขึ้นแรงของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ขณะที่ หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงแรง ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ (ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง) ส่งผลให้ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +2.51% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +2.80%

ทางฝั่ง ตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาพุ่งขึ้นกว่า +3.88% ตอบรับความหวังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ โดยบรรดาหุ้นเทคฯ ต่างปรับตัวขึ้นแรง อาทิ ASML +8.9% เช่นเดียวกันกับบรรดาหุ้นสไตล์ Growth หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงแรงของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ

ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูงและยังมีความเสี่ยงที่อาจกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ได้กลับมากดดันบรรยากาศในตลาดการเงิน โดน ล่าสุด สัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นยุโรป (อ้างอิง ตลาดหุ้นเยอรมนี) พลิกกลับมาปรับตัวลงราว -0.3% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย

ในส่วน ตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 4.29% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ลงจากช่วงหลังรับรู้กระแสข่าวการพักการโจมตีและกลับมาเจรจาหยุดยิง โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่เกิดขึ้น ได้สอดคล้องกับมุมมองของเราในวันก่อนว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ

โดยหากสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังทรงตัว ไม่มีพัฒนาการเพิ่มเติมชัดเจน ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ (อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ที่จะรับรู้ในสัปดาห์นี้) ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่

และเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อย่างช่วงที่ตลาดกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักชัดเจน เช่น ประเมินว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% (ที่เป็นระดับ Fair Value ที่เราประเมินจากโมเดล ACM และ Yield Spread) ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้

ทางด้าน ตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (และทิศทางราคาน้ำมันดิบ) หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูงและอาจกลับมาร้อนแรงขึ้นได้อีกครั้ง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวขึ้น สู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.5-99.2 จุด)

ในส่วนของ ราคาทองคำ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ ซึ่งหนุนให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาทยอยปรับตัวสูงขึ้น ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมา ปรับตัวลดลง สู่โซน 4,700-4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้

ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ คาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 1 ปี 2026 โดย Atlanta FED (GDPNow) อัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนกุมภาพันธ์ (ซึ่งจะยังไม่สะท้อนผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง) อัตราการเติบโตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 (ประมาณการครั้งสุดท้าย) และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims)

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis เทียบกับสิ่งที่บรรดาผู้เล่นในตลาดกำลังคาดหวังอยู่)

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...