โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งานเลี้ยงบนเรือที่กำลังล่ม: เมื่อ 1.3 แสนคัน คืออนุสาวรีย์แห่งความเหลื่อมล้ำและสติปัญญาที่หลับใหล

The Better

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • THE BETTER
โดย…นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม

ในขณะที่โลกกำลังนับถอยหลังสู่เส้นตายวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ และราคาน้ำมันดูไบ (Physical) ทะยานไปแตะระดับที่สุ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ สังคมไทยกลับเลือกที่จะเฉลิมฉลองด้วยยอดจองรถยนต์มหาศาลกว่า 1.3 แสนคัน ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เครื่องหมายของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว แต่มันคือการประกาศชัยชนะของความเหลื่อมล้ำและการเพิกเฉยต่อความจริงที่น่ากังวลที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

1. มายาคติวิถีชีวิตเปลี่ยนและความจริงที่ถูกปฏิเสธ

คำกล่าวที่ว่ายอดขายรถกระบะร่วงลงเพราะวิถีชีวิตเปลี่ยนไปใช้รถเก๋งหรือรถไฟฟ้า คือคำอธิบายที่มองข้ามความจริงที่เจ็บปวด เพราะความจริงคือเส้นเลือดใหญ่ของประเทศกำลังถูกตัดท่อหายใจ ยอดปฏิเสธสินเชื่อรถกระบะที่พุ่งสูงเกินกว่าร้อยละ 70 ไม่ใช่เพราะประชาชนไม่อยากทำงาน แต่เพราะระบบสถาบันการเงินมองว่าประชาชนระดับฐานรากไม่มีอนาคตจากภาระหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเกินขีดความสามารถ

ในขณะที่เครื่องมือทำมาหากินของคนตัวเล็กถูกยึดหรือกู้ไม่ผ่าน แต่ยอดจองรถยนต์หรูและรถไฟฟ้าราคาแพงกลับพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ สิ่งนี้สะท้อน ”ภาวะเศรษฐกิจรูปตัวเค (K-Shaped) “ ที่แยกขาดจากกันอย่างสุดขั้ว คนกลุ่มหนึ่งใช้ต้นทุนที่มีมากกว่าไปซื้อเทคโนโลยีเพื่อประหยัดต้นทุนส่วนตัว ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งแม้แต่จะเข้าถึงเครื่องมือประกอบอาชีพพื้นฐานยังทำไม่ได้

2. จิตสำนึกของรัฐบาล: หน้าที่ที่มากกว่าการแจกเงิน

รัฐบาลต้องเลิกใช้แนวทางประชานิยมแจกเงินเพื่อเลี้ยงไข้ความเดือดร้อนไปวันๆ แต่ต้องมีจิตสำนึกในการแก้ไขโครงสร้างความเหลื่อมล้ำที่ต้นตอ มาตรการช่วยเหลือคนตัวเล็กต้องไม่ใช่แค่การอุดหนุนราคาพลังงานที่ปลายเหตุ แต่คือการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรและการเงิน

หน้าที่สำคัญที่รัฐต้องทำทันทีคือการปฏิรูประบบ Credit Scoring ของสถาบันการเงิน รัฐบาลต้องเป็นตัวกลางในการค้ำประกันสินเชื่อหรือสร้างระบบการประเมินเครดิตรูปแบบใหม่ที่เอื้อให้คนตัวเล็กสามารถเข้าถึงเครื่องมือทำมาหากิน (รถเพื่อการพาณิชย์) ได้ในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้กลไกธนาคารเลือกปฏิบัติเพียงเพราะพวกเขามีต้นทุนชีวิตที่ต่ำกว่า

3. มาตรการเชิงโครงสร้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

เพื่อช่วยเหลือคนตัวเล็กให้รอดพ้นจากมหาพายุเศรษฐกิจที่กำลังจะมาถึง รัฐบาลต้องมีมาตรการดังต่อไปนี้:

การสร้างระบบโลจิสติกส์ร่วม (Shared Logistics): รัฐต้องสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าหรือระบบขนส่งร่วมของชุมชน เพื่อลดความจำเป็นในการถือครองรถกระบะส่วนตัวของเกษตรกรรายย่อย ช่วยลดต้นทุนพลังงานและภาระหนี้สินในระยะยาว

การเข้าถึงข้อมูลและโอกาสทางเศรษฐกิจ: รัฐบาลต้องมีจิตสำนึกในการเปิดเผยข้อมูลวิกฤตโลกอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่ปิดตาประชาชนด้วยข่าวสารด้านบวกเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ประชาชนทุกระดับสามารถวางแผนการเงินและชีวิตได้อย่างทันท่วงที

การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจและคณะกรรมการนโยบาย: คณะกรรมการหรือบอร์ดในองค์กรสำคัญต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อความล้มเหลวในการบริหารจัดการวิกฤต ไม่ใช่เพียงแค่นั่งรับเบี้ยประชุมไปวันๆ โดยมองไม่เห็นหัวประชาชนที่กำลังจะอดตาย ความเหลื่อมล้ำจะลดลงได้ก็ต่อเมื่อผู้กุมนโยบายมีจริยธรรมในการทำงานเพื่อมหาชนอย่างแท้จริง

บทสรุป: หน้าที่ของชาติในวันที่มหาชนหลงทาง

ภาพรถที่ติดยาวเหยียดบนเส้นทางหลักในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา คือภาพสะท้อนของคนที่กำลังใช้บุญเก่าเที่ยวครั้งสุดท้ายก่อนจะเผชิญความจริงในอนาคตอันใกล้ หากปราศจากการแก้ไขเชิงโครงสร้างที่จริงจัง รถใหม่ป้ายแดงที่จองกันถล่มทลายอาจกลายเป็นภาระก้อนโตที่แบกไม่ไหว และสังคมไทยจะเหลือเพียงซากปรักหักพังของความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงจนเกินกว่าจะเยียวยา

การเตรียมพร้อมสำหรับผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดจึงไม่ใช่การสร้างความตระหนก แต่คือการสร้างความไม่ประมาทและการพึ่งพาตนเองที่ต้องมาคู่กับความโปร่งใสของรัฐบาล ประเทศนี้จะอยู่รอดได้ก็ต่อเมื่อคนตัวเล็กมีลมหายใจ และคนตัวใหญ่มีจิตสำนึกที่จะแบ่งปันและรับผิดชอบต่อเสถียรภาพของชาติไปพร้อมกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...