โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อึ้ง! ต่างชาติยึด เกาะพะงัน-เกาะสมุย จดตั้งบริษัท 68% ธุรกิจอสังหาฯ-บัญชี นอมินีเพียบ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 08 พ.ค. เวลา 04.29 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. เวลา 04.29 น.

กรมพัฒนาธุรกิจ เผยธุรกิจบนเกาะพะงัน-เกาะสมุย ต่างชาติครอง68% ต่อยอดเช็คเข้มทั่วไทย สกัด‘นอมินี’ตักตวงผลประโยชน์

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ‘เกาะพะงันและเกาะสมุย’ จ.สุราษฎร์ธานี สกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี(ถือหุ้นแทน) หลังเกิดกระแสปากต่อปาก ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว

โดยจำนวนบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนประกอบกิจการบนเกาะพะงันและเกาะสมุย พบว่า มีจำนวน 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะ รวม 16,811 ราย ซึ่งบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนดังกล่าวมีทั้งที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายและที่หลีกเลี่ยงโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี และเป็นการทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่ได้ร่วมกันลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดในลักษณะนอมินีมาลงโทษให้สิ้นซาก

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นสำคัญ มากกว่าการควบคุมการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ อีกทั้ง มองถึงเจตนาดีในการเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจ้างงานในประเทศและสร้างความเจริญเติบโตแก่ระบบเศรษฐกิจ แต่ด้วยความเห็นแก่ได้ของนักลงทุนชาวต่างชาติบางรายที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ประกอบธุรกิจโดยมิได้รับอนุญาต รวมทั้งคนไทยบางกลุ่มที่เห็นแก่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ยอมร่วมกระทำความผิดให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติ จึงทำให้การประกอบธุรกิจเกิดการบิดเบี้ยวและทำลายระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

นับแต่นี้เป็นต้นไป กรมฯ พร้อมกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติลงทุนอย่างรัดกุมและเข้มงวด หากเข้ามาประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายก็พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่เพราะถือว่ามาร่วมสร้างความเจริญให้ประเทศ แต่หากเข้ามาใน “รูปแบบสีเทา” ใช้คนไทยเป็นนอมินีตักตวงผลประโยชน์เข้าตนเองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ก็พร้อมปราบปรามอย่างหนักเพราะถือเป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจที่เข้ามาบ่อนทำลายประเทศ

จากข้อมูลที่กรมฯ ได้สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง จ.สุราษฎร์ธานี เกาะพะงันและเกาะสมุยซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับโลก ที่มีโอกาสจะมีการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีสูง พบว่า

จ.สุราษฎร์ธานี มีบริษัทจำกัดจำนวน 21,717 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 11,649 ราย (53.6%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ฝรั่งเศส 2,365 ราย (20%) อังกฤษ 1,446 ราย (12%) รัสเซีย 1,205 ราย (10%) อิสราเอล 1,147 ราย (10%) เยอรมัน 608 ราย (5%) จีน 569 ราย (5%) อเมริกัน 444 ราย (4%) ออสเตรเลียน 335 ราย (3%) อิตาเลียน 258 ราย (2%) และ เบลเยียม 222 ราย (2%)

เกาะพะงัน มีบริษัทจำกัด 4,761 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย (67.48%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ อิสราเอล 720 ราย (22%) ฝรั่งเศส 426 ราย (13%) อังกฤษ 359 ราย (11%) รัสเซีย 306 ราย (10%) เยอรมัน 194 ราย (6%) อเมริกัน 144 ราย (4%) อิตาเลียน 89 ราย (3%) ยูเครน 69 ราย (2%) ออสเตรเลียน 58 ราย (2%) และ เบลเยียน 56 ราย (2%)

เกาะสมุย มีบริษัทจำกัด 12,050 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย (68.16%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ฝรั่งเศส 1,937 ราย (24%) อังกฤษ 1,077 ราย (13%) รัสเซีย 885 ราย (11%) จีน 478 ราย (6%) อิสราเอล 419 ราย (5%) เยอรมัน 406 ราย (5%) อเมริกัน 291 ราย (4%) ออสเตรเลียน 273 ราย (3%) สวิส 173 ราย (2%) และ อิตาเลียน 169 ราย (2%)

“จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน ณ เกาะพะงันและเกาะสมุยมีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ (16,811 ราย) พบว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่จะได้ยินว่าต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรม และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงันไปบ้างแล้ว พบธุรกิจที่มีลักษณะต้องสงสัยเกี่ยวกับการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) ใน 2 กลุ่มธุรกิจ คือ

1. สำนักงานบัญชี ภายใต้ชื่อสำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) โดยเจ้าของสำนักงานแห่งนี้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท โดยได้ลงพื้นที่มีความเชื่อมโยงกับเจ้าของสำนักงานบัญชีดังกล่าว (อาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบ้านพัก) พบว่า อาคารพาณิชย์ที่ลงตรวจเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง โดยไม่ปรากฏการประกอบธุรกิจจริงในบางห้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินทางคดี

2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าโครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า) พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงได้เชิญผู้ดูแลโครงการและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนเพิ่มเติม โดยพบข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของโครงการวิลล่าดังกล่าวมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่งถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอล ในสัดส่วนร้อยละ 49 และต่อมามีการเพิ่มบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอลเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท อาจเข้าข่ายเป็นการซื้อขายเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี และการถือหุ้นอำพรางเข้าข่ายเป็นนอมินี

ขณะที่ เกาะสมุย ตรวจพบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นพนักงานของสำนักงานรับจดทะเบียน/รับทำบัญชี โดยให้ข้อมูลว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับคนต่างชาติ เพื่อให้สัดส่วนเป็นบริษัทไทย และอีก 1 ราย มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 87 บริษัท กรมได้นำส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการเอาผิดต่อไป

นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้นำส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินีในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี 34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงินหรือธุรกรรมทางการเงิน (เส้นทางการเงิน) โดยทั้ง 34 ราย แต่ละรายมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์

ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน

ทั้งนี้ กรมกำลังดำเนินการสแกนนิติบุคคลกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.พังงา เป็นต้น เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่จะเข้าข่ายการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนทั้ง 1. ต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และ 2. ต่างชาติถือหุ้น 0.01 – 49.99% ซึ่งกรมและหน่วยงานพันธมิตรจะเร่งเดินหน้าเชิงรุกเพื่อปราบปรามนอมินีทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยให้หมดสิ้นไปในทุกๆ พื้นที่ และทุกประเภทธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจ

โดยขอความร่วมมือหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมลงนาม MOU ที่ผ่านมา ขอให้จับมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อร่วมกันเปิดปฏิบัติการทลายนอมินีบน เกาะพะงันและเกาะสมุย โดยร่วมแรงร่วมใจใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงานมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดและจริงจัง เพื่อร่วมกันเปลี่ยนการค้าการลงทุนที่ไม่ถูกต้อง ให้เป็นสิ่งที่ถูกต้อ และเปลี่ยนจากการอำพรางให้กลายเป็นความโปร่งใส

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อึ้ง! ต่างชาติยึด เกาะพะงัน-เกาะสมุย จดตั้งบริษัท 68% ธุรกิจอสังหาฯ-บัญชี นอมินีเพียบ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...