หุ้นไทย แกร่ง นักวิเคราะห์เผยกำไรบจ. Q1/69 ดีกว่าคาด เคาะหุ้น Laggard หุ้นเหมาะ DCA
หุ้นไทย กลับมายืนเหนือ 1,500 จุด มาตรการรัฐหนุน สงครามตะวันออกกลางคลี่คลาย กำไรบจ. ไตรมาส 1/69 ที่ประกาศออกมาแล้วดีกว่าคาด 11% โบรกฯแนะสะสมหุ้น Laggard คัด 5 หุ้นเหมาะ DCA
วันที่ 6 พ.ค. 2569 ตลาดหุ้นไทย ต้นภาคเช้าดัชนียืนเหนือ 1,500 จุด บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายลง และผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยประกาศออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ราว 11%
ทั้งนี้ แนะนำหุ้นเด่น (Prime Picks) ในกลุ่มที่ได้อานิสงส์และราคาถูกกดดันมานาน (Laggard) ได้แก่
- บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA) โดยราคาหุ้นยัง Laggard กว่าหุ้นแม่ในไต้หวันราว 30%
- บมจ.คอมเซเว่น (COM7) มีความน่าสะสม หลังราคาหุ้นปรับขึ้นต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง บมจ.เอส พี วี ไอ (SPVI) ที่ปรับขึ้น 40% YTD ขณะที่ COM7 เพิ่มขึ้น 18% YTD อีกทั้งคาดแนวโน้มกำไรเติบโตดีตามอุตสาหกรรม และมีปัจจัยหนุนจากสินค้าใหม่และมาตรการลดหย่อนภาษี Solar Rooftop
นอกจากนี้ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ตะวันออกกลางผ่อนคลาย ได้แก่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS), บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH), บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW), บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) และ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT)
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) แนะนำหุ้นสำหรับการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) ได้แก่
- บมจ.โอสถสภา (OSP) ราคาหุ้นปรับตัวลงจนมีอัตราปันผลสูงกว่า 7% และแนวโน้มกำไรปี 2569 ยังเติบโต
- บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) อยู่ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจใหม่ มีอัพไซด์จากแผน PDP และต้นทุนการเงินต่ำ
ขณะที่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) รายงานกำไรไตรมาส 1/2569 ที่ 1.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% จากปีก่อน จากแรงหนุนของราคา Polyolefins ที่ฟื้นตัวสูงสุดในรอบหลายปี พร้อมเดินหน้าศึกษาการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) ระหว่าง SCGC และ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ในธุรกิจ Olefins คาดได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 3/2569
ส่วนบมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) ได้อานิสงส์จากราคายาง SICOM ที่ปรับขึ้นแตะ 215 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม สูงสุดในรอบเกือบ 9 ปี สะท้อนอุปทานตึงตัว แม้กำไรอาจไม่เติบโตโดดเด่น แต่ยังมี Valuation น่าสนใจ โดยมี P/E ปี 2570 ราว 11 เท่า และปันผลประมาณ 6.5%
ด้าน บมจ.โอสถสภา (OSP) แม้ราคาหุ้นอ่อนตัวแต่สะท้อนความกังวลไปมากแล้ว โดยคาดกำไรไตรมาส 1/2569 เติบโต และครึ่งปีหลังมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่ P/E ปี 2569 อยู่ราว 12.5 เท่า และอัตราปันผลประมาณ 7%
สำหรับ บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ยังมีโอกาสเติบโตจากธุรกิจใหม่ เช่น หุ่นยนต์อัจฉริยะ (AGIBOT) และได้รับผลกระทบจำกัดจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง เนื่องจากโครงสร้างสัญญา PPA สามารถส่งผ่านต้นทุนได้
ขณะที่ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) คาดกำไรไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 6.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 44% จากปีก่อน จากการลดต้นทุนและฐานลูกค้าที่เติบโตต่อเนื่อง ธุรกิจมีความ Defensive สูง และยังมี Upside จากการบริหารต้นทุน โดยมี Valuation ที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) พร้อมอัตราปันผลราว 3.5%