โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะคำพิพากษา 'ทิดแย้ม' คุก 50 ปี ยักยอกวัดไร่ขิง ปิดคดีอดีตเจ้าคุณมากบารมี สีกาเก็น - ก็ไม่รอดยกก๊วน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 23 เม.ย. เวลา 09.21 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. เวลา 09.21 น.

คอลัมน์ อาชญากรรม : อาชญาข่าวสด

จากคดีที่สร้างความสั่นสะเทือนวงการสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ

เมื่อพระราชาคณะระดับสูงอย่าง ‘เจ้าคุณแย้ม’ หรือพระธรรมวชิรานุวัตร (แย้ม กิตฺตินฺธโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จ.นครปฐม และเจ้าคณะภาค 14 ต้องสิ้นสุดสมณเพศและก้าวเข้าสู่เรือนจำ

หลังความลับเรื่องการบริหารเงินวัดที่ดูเหมือนโปร่งใสกลับกลายเป็นขบวนการทุจริตที่มีมูลค่านับร้อยล้านบาท

จุดเริ่มต้นของคดีนี้เกิดจากเบาะแสความผิดปกติในการบริหารเงินวัดที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามได้รับมา โดยระบุว่า เจ้าอาวาสมีพฤติกรรมผิดปกติ ด้วยการตระเวนกู้ยืมเงินจากเจ้าอาวาสวัดต่างๆ และนักการเมืองรวมกว่า 300 ล้านบาท อ้างว่าเพื่อพัฒนาวัดไร่ขิง

ทั้งที่ปัจจัยจากจิตศรัทธาของพุทธศาสนิกชนยังหลั่งไหลเข้าสู่วัดไม่ขาดสายทุกเมื่อเชื่อวัน

ตำรวจกองปราบฯ ตัดสินใจส่งสายสืบแฝงตัวเป็นสายบุญเข้าไปตีสนิทคนในวัด กระทั่งได้รับความไว้วางใจให้คอยช่วยเหลืองานต่างๆ ภายในวัด

หลังเฝ้าจับตาสังเกตการณ์ ค่อยๆ เก็บรวบรวมพยานหลักฐานทีละเล็กละน้อยภายในวัดยาวนานถึง 8 เดือน

กระทั่งพบเส้นทางการเงินที่น่าตกใจ

เมื่อเงินจากบัญชีวัดถูกผ่องถ่ายไปยังบัญชีของ น.ส.อรัญญาวรรณ วังทะพันธ์ หรือ ‘สีกาเก็น’ หญิงสาวที่มีสายสัมพันธ์พัวพันกับเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์

จากการตรวจสอบในภายหลังพบยอดโอนพุ่งสูงถึง 847 ล้านบาท โดยมีหลักฐานชิ้นสำคัญเป็น ‘คลิปลับ’ ในห้องน้ำที่สีกาเก็นอัดไว้ข่มขู่เรียกเงินค่าปิดปากจากทิดแย้ม

การตรวจสอบยังพบขบวนการ ‘นอมินี’ ทำหน้าที่บริหารจัดการรายได้ของวัด ได้แก่ นางพชรพร พัศรานุวัตร หรือหมอเตย และสามีที่เป็นพนักงานราชการ พบว่ารายได้จากตู้บริจาค 185 ตู้ และค่าเช่าที่ธรณีสงฆ์ปีละกว่า 100 ล้านบาท ถูกส่งตรงถึง ‘ทิดแย้ม’ เป็นเงินสดโดยไม่ผ่านบัญชีวัดอย่างโปร่งใส

นำไปสู่การกวาดจับล้างบางขบวนการเหลือบพระพุทธศาสนาครั้งใหญ่ของประเทศ ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ส่งตัวทิดแย้มและพวกเข้าเรือนจำ

นอกจากนี้ตำรวจยังได้อายัดรถยนต์หรูในชื่อคนสนิทไว้ได้กว่า 23 คัน

เวลาผ่านไปนานเฉียด 1 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย 5 ราย ในฐานความผิดร่วมกันทุจริตและประพฤติมิชอบในหน้าที่, สมคบฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในวันที่ 15 เมษายน 2569

ประกอบด้วย จำเลยที่ 1 ‘ทิดแย้ม’ นายแย้ม อินทร์กรุงเก่า จำเลยที่ 2 ‘สีกาเก็น’ น.ส.อรัญญาวรรณ วังทะพันธ์ จำเลยที่ 3 ‘หมอเตย’ นางพชรพร พัศรานุวัตร จำเลยที่ 4 ‘จ่าเชน’ นายฉัตรชัย อินทร์มี สามีของหมอเตย และจำเลยที่ 5 ‘ทิดเต้ย’ นายเอกพจน์ ภูฆัง อดีตพระมหาเอกพจน์ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง

อัยการโจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า ขณะเกิดเหตุ ‘ทิดแย้ม’ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระอารามหลวง กระทำผิดฐานเบียดบังยักยอกเงินจากบัญชีเงินฝากของวัดรวม 9 บัญชี โดยมีจำเลยที่เหลือเป็นผู้สนับสนุน การกระทำผิดแบ่งเป็น 20 กรรม รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 28 ล้านบาท และร่วมกันสมคบฟอกเงินและฟอกเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐานต่อเนื่องกันหลายปี

โจทก์ยังบรรยายพฤติกรรมขบวนการนี้ว่า ‘ทิดแย้ม’ อาศัยอำนาจเบิกถอนเงิน มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างวัดเบิกถอนหรือโอนเงินจากบัญชีวัดเข้าบัญชีส่วนตัว จากนั้นพวกที่เหลือร่วมกันผ่องถ่ายเงินของวัดเข้าบัญชีกลุ่มจำเลย

โดยมีเส้นทางการเงินปลายทางอยู่ที่บัญชีเงินฝากส่วนตัวของ ‘สีกาเก็น’

ในชั้นศาลตอนแรก ‘ทิดแย้ม’ ให้การปฏิเสธ

แต่สุดท้ายก็ละอายต่อบาปกรรมที่กระทำช่วงอยู่ใน ‘สมณเพศ’ ขอถอนคำให้การเดิมและเปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้อง

ส่วนพวกที่เหลือยังยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ศาลพิจารณาประเด็น ‘ทิดแย้ม’ ในฐานะเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์สิน เบียดบังทรัพย์ของวัดไร่ขิงไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โดยมีจำเลยที่ 2-5 สนับสนุนการกระทำผิดหรือไม่

ในทางไต่สวนพบพฤติการณ์ชัดเจนว่า ‘ทิดแย้ม’ มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างวัดเบิกถอนเงินจากบัญชีวัดแล้วโอนเข้าบัญชีส่วนตัวรวม 20 ครั้ง เป็นเงินกว่า 28 ล้านบาท จากนั้นมีการโอนเงินต่อไปยังบัญชีจำเลยที่ 2-5 หลายครั้ง

การพิจารณาความผิดรายกระทงพบ ‘ทิดแย้ม’ โยกเงินไปให้ ‘สีกาเก็น’ ทั้งโดยตรง และโอนผ่านบัญชีเงินฝากของ ‘หมอเตย’ และ ‘ทิดเต้ย’ โดยมีบัญชีส่วนตัวของ ‘สีกาเก็น’ เป็นปลายทางรับเงินรวม 19 ครั้ง

เป็นเงินกว่า 27 ล้านบาท

แม้ตัว ‘สีกาเก็น’ พยายามให้การอ้างว่าเป็นเงินกู้ยืมจาก ‘ทิดแย้ม’ แต่พยานหลักฐานชี้ชัดว่าสัญญากู้ยืมทำขึ้นภายหลัง เพื่อปกปิดความผิดฐานยักยอกเงินวัด

เมื่อประกอบกับคำรับสารภาพของอดีตท่านเจ้าคุณคนดัง และเส้นทางการเงินที่ปรากฏ รับฟังได้ว่า ‘ทิดแย้ม’ มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 รวม 19 กรรม

ส่วนอีก 3 จำเลย มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด แบ่งเป็น ‘สีกาเก็น’ 18 กรรม ‘หมอเตย’ 3 กรรม และ ‘ทิดเต้ย’ 2 กรรม

สำหรับ ‘จ่าเชน’ ทางไต่สวนไม่พบหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการกระทำผิดของ ‘ทิดแย้ม’ จึงไม่มีความผิดในส่วนนี้

นอกจากนั้นยังวินิจฉัยประเด็นจำเลยทั้ง 5 ร่วมกันสมคบฟอกเงินและกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่

โดยศาลพิเคราะห์เห็นว่าการที่ ‘ทิดแย้ม’ กระทำผิดฐานเบียดบังทรัพย์ โดยมี ‘สีกาเก็น’ ‘หมอเตย’ และ ‘ทิดเต้ย’ เป็นผู้สนับสนุนหลายครั้ง มีลักษณะเป็นปกติธุระ

เข้าข่ายความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ มาตรา 3

ผลการไต่สวนพบว่าหลัง ‘ทิดแย้ม’ เบียดบังเงินวัดไร่ขิง ได้โอนเปลี่ยนบัญชี ครอบครอง และใช้ทรัพย์สินร่วมกับ ‘สีกาเก็น’ ‘หมอเตย’ และ ‘ทิดเต้ย’

โดย ‘ทิดแย้ม’ กระทำผิดฐานฟอกเงินเพียงลำพัง 1 กรรม ส่วน ‘สีกาเก็น’ และ ‘หมอเตย’ ร่วมกันสมคบฟอกเงินและกระทำความผิดตามที่สมคบรวม 13 กรรม

ขณะที่ ‘ทิดแย้ม’, ‘สีกาเก็น’, ‘หมอเตย’ ร่วมกันกระทำผิดรวม 3 กรรม นอกจากนั้น ‘ทิดแย้ม’, ‘สีกาเก็น’ และ ‘ทิดเต้ย’ ร่วมกันกระทำผิดรวม 2 กรรม

สำหรับ ‘จ่าเชน’ จำเลยที่ 4 ทางไต่สวนรับฟังไม่ได้ว่าร่วมสมคบฟอกเงิน

ส่วนข้อหาเป็นธุระจัดหาบัญชีเงินฝากและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีนั้น

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ‘ทิดแย้ม’ สั่งให้ ‘จ่าเชน’ เปิดบัญชีอ้างว่าใช้เก็บเงินส่วนตัวจากกิจนิมนต์แยกจากเงินวัดและจะคืนให้ภายหลัง ‘จ่าเชน’ ไม่ทราบว่าถูกนำไปใช้กระทำความผิด จึงรับฟังไม่ได้ว่ามีความผิดฐานเป็นธุระจัดหาบัญชีตามฟ้อง

ศาลจึงพิพากษาลงโทษ ‘ทิดแย้ม’ ‘สีกาเก็น’ ‘หมอเตย’ และ ‘ทิดเต้ย’ จำเลยที่ 1, 2, 3 และ 5 ตามความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง

ศาลพิจารณาว่าจำเลยที่ 1, 2, 3 และ 5 กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน โดย ‘ทิดแย้ม’ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น รวม 19 กรรม เป็นเงิน 27 ล้านบาทเศษ

‘สีกาเก็น’ จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว จำนวน 18 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงิน 27 ล้านบาทเศษด้วย

‘หมอเตย’ จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนรวม 3 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงิน 2.8 ล้านบาทเศษ

‘ทิดเต้ย’ จำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนจำนวน 2 กรรม รวมเป็นเงินจำนวน 5.1 ล้านบาท จึงร่วมกันคืนเงินแก่วัดไร่ขิงผู้เสียหาย

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1, 2, 3 และ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เเละความผิดอื่นๆ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป

ตัดสินลงโทษจำคุก ‘ทิดแย้ม’ มีกำหนด 50 ปี จำคุก ‘สีกาเก็น’ มีกำหนด 50 ปี จำคุก ‘หมอเตย’ มีกำหนด 12 ปี 12 เดือน และจำคุก ‘ทิดเต้ย’ มีกำหนด 8 ปี 8 เดือน

ส่วนจำเลยที่ 4 ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด

ปิดฉากอดีตพระเถระผู้มากบารมี ที่สุดท้ายต้องสิ้นชื่อ เพราะความโลภและการพัวพันกับอบายมุขออนไลน์

คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ที่ย้ำเตือนว่า ไม่ว่าจะมีบารมีหรือตำแหน่งสูงส่งเพียงใด

หากใช้ศรัทธาประชาชนไปในทางที่ผิด กฎหมายและบาปกรรมย่อมตามทันในที่สุด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจาะคำพิพากษา ‘ทิดแย้ม’ คุก 50 ปี ยักยอกวัดไร่ขิง ปิดคดีอดีตเจ้าคุณมากบารมี สีกาเก็น – ก็ไม่รอดยกก๊วน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...