เจาะคำพิพากษา 'ทิดแย้ม' คุก 50 ปี ยักยอกวัดไร่ขิง ปิดคดีอดีตเจ้าคุณมากบารมี สีกาเก็น - ก็ไม่รอดยกก๊วน
คอลัมน์ อาชญากรรม : อาชญาข่าวสด
จากคดีที่สร้างความสั่นสะเทือนวงการสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ
เมื่อพระราชาคณะระดับสูงอย่าง ‘เจ้าคุณแย้ม’ หรือพระธรรมวชิรานุวัตร (แย้ม กิตฺตินฺธโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จ.นครปฐม และเจ้าคณะภาค 14 ต้องสิ้นสุดสมณเพศและก้าวเข้าสู่เรือนจำ
หลังความลับเรื่องการบริหารเงินวัดที่ดูเหมือนโปร่งใสกลับกลายเป็นขบวนการทุจริตที่มีมูลค่านับร้อยล้านบาท
จุดเริ่มต้นของคดีนี้เกิดจากเบาะแสความผิดปกติในการบริหารเงินวัดที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามได้รับมา โดยระบุว่า เจ้าอาวาสมีพฤติกรรมผิดปกติ ด้วยการตระเวนกู้ยืมเงินจากเจ้าอาวาสวัดต่างๆ และนักการเมืองรวมกว่า 300 ล้านบาท อ้างว่าเพื่อพัฒนาวัดไร่ขิง
ทั้งที่ปัจจัยจากจิตศรัทธาของพุทธศาสนิกชนยังหลั่งไหลเข้าสู่วัดไม่ขาดสายทุกเมื่อเชื่อวัน
ตำรวจกองปราบฯ ตัดสินใจส่งสายสืบแฝงตัวเป็นสายบุญเข้าไปตีสนิทคนในวัด กระทั่งได้รับความไว้วางใจให้คอยช่วยเหลืองานต่างๆ ภายในวัด
หลังเฝ้าจับตาสังเกตการณ์ ค่อยๆ เก็บรวบรวมพยานหลักฐานทีละเล็กละน้อยภายในวัดยาวนานถึง 8 เดือน
กระทั่งพบเส้นทางการเงินที่น่าตกใจ
เมื่อเงินจากบัญชีวัดถูกผ่องถ่ายไปยังบัญชีของ น.ส.อรัญญาวรรณ วังทะพันธ์ หรือ ‘สีกาเก็น’ หญิงสาวที่มีสายสัมพันธ์พัวพันกับเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์
จากการตรวจสอบในภายหลังพบยอดโอนพุ่งสูงถึง 847 ล้านบาท โดยมีหลักฐานชิ้นสำคัญเป็น ‘คลิปลับ’ ในห้องน้ำที่สีกาเก็นอัดไว้ข่มขู่เรียกเงินค่าปิดปากจากทิดแย้ม
การตรวจสอบยังพบขบวนการ ‘นอมินี’ ทำหน้าที่บริหารจัดการรายได้ของวัด ได้แก่ นางพชรพร พัศรานุวัตร หรือหมอเตย และสามีที่เป็นพนักงานราชการ พบว่ารายได้จากตู้บริจาค 185 ตู้ และค่าเช่าที่ธรณีสงฆ์ปีละกว่า 100 ล้านบาท ถูกส่งตรงถึง ‘ทิดแย้ม’ เป็นเงินสดโดยไม่ผ่านบัญชีวัดอย่างโปร่งใส
นำไปสู่การกวาดจับล้างบางขบวนการเหลือบพระพุทธศาสนาครั้งใหญ่ของประเทศ ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ส่งตัวทิดแย้มและพวกเข้าเรือนจำ
นอกจากนี้ตำรวจยังได้อายัดรถยนต์หรูในชื่อคนสนิทไว้ได้กว่า 23 คัน
เวลาผ่านไปนานเฉียด 1 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย 5 ราย ในฐานความผิดร่วมกันทุจริตและประพฤติมิชอบในหน้าที่, สมคบฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในวันที่ 15 เมษายน 2569
ประกอบด้วย จำเลยที่ 1 ‘ทิดแย้ม’ นายแย้ม อินทร์กรุงเก่า จำเลยที่ 2 ‘สีกาเก็น’ น.ส.อรัญญาวรรณ วังทะพันธ์ จำเลยที่ 3 ‘หมอเตย’ นางพชรพร พัศรานุวัตร จำเลยที่ 4 ‘จ่าเชน’ นายฉัตรชัย อินทร์มี สามีของหมอเตย และจำเลยที่ 5 ‘ทิดเต้ย’ นายเอกพจน์ ภูฆัง อดีตพระมหาเอกพจน์ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง
อัยการโจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า ขณะเกิดเหตุ ‘ทิดแย้ม’ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระอารามหลวง กระทำผิดฐานเบียดบังยักยอกเงินจากบัญชีเงินฝากของวัดรวม 9 บัญชี โดยมีจำเลยที่เหลือเป็นผู้สนับสนุน การกระทำผิดแบ่งเป็น 20 กรรม รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 28 ล้านบาท และร่วมกันสมคบฟอกเงินและฟอกเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐานต่อเนื่องกันหลายปี
โจทก์ยังบรรยายพฤติกรรมขบวนการนี้ว่า ‘ทิดแย้ม’ อาศัยอำนาจเบิกถอนเงิน มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างวัดเบิกถอนหรือโอนเงินจากบัญชีวัดเข้าบัญชีส่วนตัว จากนั้นพวกที่เหลือร่วมกันผ่องถ่ายเงินของวัดเข้าบัญชีกลุ่มจำเลย
โดยมีเส้นทางการเงินปลายทางอยู่ที่บัญชีเงินฝากส่วนตัวของ ‘สีกาเก็น’
ในชั้นศาลตอนแรก ‘ทิดแย้ม’ ให้การปฏิเสธ
แต่สุดท้ายก็ละอายต่อบาปกรรมที่กระทำช่วงอยู่ใน ‘สมณเพศ’ ขอถอนคำให้การเดิมและเปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้อง
ส่วนพวกที่เหลือยังยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ศาลพิจารณาประเด็น ‘ทิดแย้ม’ ในฐานะเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์สิน เบียดบังทรัพย์ของวัดไร่ขิงไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โดยมีจำเลยที่ 2-5 สนับสนุนการกระทำผิดหรือไม่
ในทางไต่สวนพบพฤติการณ์ชัดเจนว่า ‘ทิดแย้ม’ มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างวัดเบิกถอนเงินจากบัญชีวัดแล้วโอนเข้าบัญชีส่วนตัวรวม 20 ครั้ง เป็นเงินกว่า 28 ล้านบาท จากนั้นมีการโอนเงินต่อไปยังบัญชีจำเลยที่ 2-5 หลายครั้ง
การพิจารณาความผิดรายกระทงพบ ‘ทิดแย้ม’ โยกเงินไปให้ ‘สีกาเก็น’ ทั้งโดยตรง และโอนผ่านบัญชีเงินฝากของ ‘หมอเตย’ และ ‘ทิดเต้ย’ โดยมีบัญชีส่วนตัวของ ‘สีกาเก็น’ เป็นปลายทางรับเงินรวม 19 ครั้ง
เป็นเงินกว่า 27 ล้านบาท
แม้ตัว ‘สีกาเก็น’ พยายามให้การอ้างว่าเป็นเงินกู้ยืมจาก ‘ทิดแย้ม’ แต่พยานหลักฐานชี้ชัดว่าสัญญากู้ยืมทำขึ้นภายหลัง เพื่อปกปิดความผิดฐานยักยอกเงินวัด
เมื่อประกอบกับคำรับสารภาพของอดีตท่านเจ้าคุณคนดัง และเส้นทางการเงินที่ปรากฏ รับฟังได้ว่า ‘ทิดแย้ม’ มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 รวม 19 กรรม
ส่วนอีก 3 จำเลย มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด แบ่งเป็น ‘สีกาเก็น’ 18 กรรม ‘หมอเตย’ 3 กรรม และ ‘ทิดเต้ย’ 2 กรรม
สำหรับ ‘จ่าเชน’ ทางไต่สวนไม่พบหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการกระทำผิดของ ‘ทิดแย้ม’ จึงไม่มีความผิดในส่วนนี้
นอกจากนั้นยังวินิจฉัยประเด็นจำเลยทั้ง 5 ร่วมกันสมคบฟอกเงินและกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่
โดยศาลพิเคราะห์เห็นว่าการที่ ‘ทิดแย้ม’ กระทำผิดฐานเบียดบังทรัพย์ โดยมี ‘สีกาเก็น’ ‘หมอเตย’ และ ‘ทิดเต้ย’ เป็นผู้สนับสนุนหลายครั้ง มีลักษณะเป็นปกติธุระ
เข้าข่ายความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ มาตรา 3
ผลการไต่สวนพบว่าหลัง ‘ทิดแย้ม’ เบียดบังเงินวัดไร่ขิง ได้โอนเปลี่ยนบัญชี ครอบครอง และใช้ทรัพย์สินร่วมกับ ‘สีกาเก็น’ ‘หมอเตย’ และ ‘ทิดเต้ย’
โดย ‘ทิดแย้ม’ กระทำผิดฐานฟอกเงินเพียงลำพัง 1 กรรม ส่วน ‘สีกาเก็น’ และ ‘หมอเตย’ ร่วมกันสมคบฟอกเงินและกระทำความผิดตามที่สมคบรวม 13 กรรม
ขณะที่ ‘ทิดแย้ม’, ‘สีกาเก็น’, ‘หมอเตย’ ร่วมกันกระทำผิดรวม 3 กรรม นอกจากนั้น ‘ทิดแย้ม’, ‘สีกาเก็น’ และ ‘ทิดเต้ย’ ร่วมกันกระทำผิดรวม 2 กรรม
สำหรับ ‘จ่าเชน’ จำเลยที่ 4 ทางไต่สวนรับฟังไม่ได้ว่าร่วมสมคบฟอกเงิน
ส่วนข้อหาเป็นธุระจัดหาบัญชีเงินฝากและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีนั้น
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ‘ทิดแย้ม’ สั่งให้ ‘จ่าเชน’ เปิดบัญชีอ้างว่าใช้เก็บเงินส่วนตัวจากกิจนิมนต์แยกจากเงินวัดและจะคืนให้ภายหลัง ‘จ่าเชน’ ไม่ทราบว่าถูกนำไปใช้กระทำความผิด จึงรับฟังไม่ได้ว่ามีความผิดฐานเป็นธุระจัดหาบัญชีตามฟ้อง
ศาลจึงพิพากษาลงโทษ ‘ทิดแย้ม’ ‘สีกาเก็น’ ‘หมอเตย’ และ ‘ทิดเต้ย’ จำเลยที่ 1, 2, 3 และ 5 ตามความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง
ศาลพิจารณาว่าจำเลยที่ 1, 2, 3 และ 5 กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน โดย ‘ทิดแย้ม’ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น รวม 19 กรรม เป็นเงิน 27 ล้านบาทเศษ
‘สีกาเก็น’ จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว จำนวน 18 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงิน 27 ล้านบาทเศษด้วย
‘หมอเตย’ จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนรวม 3 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงิน 2.8 ล้านบาทเศษ
‘ทิดเต้ย’ จำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนจำนวน 2 กรรม รวมเป็นเงินจำนวน 5.1 ล้านบาท จึงร่วมกันคืนเงินแก่วัดไร่ขิงผู้เสียหาย
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1, 2, 3 และ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เเละความผิดอื่นๆ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป
ตัดสินลงโทษจำคุก ‘ทิดแย้ม’ มีกำหนด 50 ปี จำคุก ‘สีกาเก็น’ มีกำหนด 50 ปี จำคุก ‘หมอเตย’ มีกำหนด 12 ปี 12 เดือน และจำคุก ‘ทิดเต้ย’ มีกำหนด 8 ปี 8 เดือน
ส่วนจำเลยที่ 4 ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
ปิดฉากอดีตพระเถระผู้มากบารมี ที่สุดท้ายต้องสิ้นชื่อ เพราะความโลภและการพัวพันกับอบายมุขออนไลน์
คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ที่ย้ำเตือนว่า ไม่ว่าจะมีบารมีหรือตำแหน่งสูงส่งเพียงใด
หากใช้ศรัทธาประชาชนไปในทางที่ผิด กฎหมายและบาปกรรมย่อมตามทันในที่สุด
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจาะคำพิพากษา ‘ทิดแย้ม’ คุก 50 ปี ยักยอกวัดไร่ขิง ปิดคดีอดีตเจ้าคุณมากบารมี สีกาเก็น – ก็ไม่รอดยกก๊วน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly