ครู-นักเรียน คิดยังไง ห้ามใช้มือถือในห้องเรียน ยกวิจัยถูกกวนสมาธิ ต้องใช้ 20 นาที ถึงกลับมาโฟกัส
ครู-นักเรียน คิดยังไง ห้ามใช้มือถือในห้องเรียน ยกวิจัยถูกกวนสมาธิ ต้องใช้ 20 นาที ถึงกลับมาโฟกัส
เป็น 1 ในนโยบาย ที่ได้รับผลตอบรับจากสังคมไม่น้อย เมื่อ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาตรการเชิงรุกยกระดับการศึกษา เปิดโครงการ“Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู” ตั้งเป้า กำกับ ควบคุม ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร
เตรียมเริ่มใช้อย่างเป็นทางการ เปิดเทอมนี้ 18 พฤษภาคม เป็นต้นไป
“ที่ผ่านมาเกิดปัญหาเด็กสมาธิสั้น สายตาสั้น ไม่ค่อยคุยกัน ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับครูหรือเพื่อน นอกจากนี้ยังอ้วนขึ้น เพราะไม่ออกกำลังกาย มัวแต่ก้มหน้าใช้มือถือ ทำให้ไม่มีทักษะในชีวิตประจำวันในสังคมร่วมกับผู้อื่น เพราะใช้ชีวิตอยู่ในโลกเสมือนจริงเพียงอย่างเดียว” ชัชชาติ ระบุ
ระยะแรกจะทดลองใช้มาตรการดังกล่าวใน 10 โรงเรียน ที่มีการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา และตั้งแต่ ประถมศึกษาถึงมัธยมปลาย ได้แก่ มัธยมประชานิเวศน์, มัธยมบ้านบางกะปิ, มัธยมนาคนาวาอุปถัมภ์, มัธยมวัดสุทธาราม, มัธยมทิพย์เสรีอนุกรม , มัธยมปุรณาวาส, ระดับประถม มัธยมแก่นทองอุปถัมภ์, วัดพระยาสุเรนทร์, วิชูทิศ และ นาหลวง
วิจัยชี้ชัด มือถือ ทำเด็กเสียสมาธิ
งานวิจัยใน 14 ประเทศ ซึ่งศึกษาในระดับปฐมวัยถึงอุดมศึกษา พบว่า โทรศัพท์มือถือ ทำให้เด็กเสียสมาธิจากการเรียน เพียงมีโทรศัพท์ใกล้ตัว และมีการแจ้งเตือน และต้องใช้เวลาถึง 20 นาที กว่าจะกลับมามีสมาธิกับการเรียนได้อีกครั้ง
ปัจจุบันในต่างประเทศ ก็มีมาตรการงดนำสมาร์ทโฟนเข้าห้องเรียน อาทิ วิทยาลัยกัลแวน ในประเทศเนเธอแลนด์ ที่สอนนักเรียนตั้งแต่อายุ 12-18 ปี ได้มีมาตรการห้ามเช่นกัน ขณะที่ ในฝรั่งเศส โรงเรียนมัธยมศึกษา 200 แห่งกำลังทดลองห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ ส่วนโรงเรียนประถมศึกษาที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสในเบลเยียม ก็ได้ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือเช่นกัน
ในฮังการี กฎหมายฉบับใหม่กำหนดให้โรงเรียนต้องเก็บโทรศัพท์และสมาร์ทโฟนของนักเรียนไว้ในตอนเช้าที่เริ่มเรียน ส่วนอิตาลีและกรีซใช้มาตรการที่ผ่อนปรนมากกว่า โดยอนุญาตให้นักเรียนพกโทรศัพท์ติดตัวไปได้ตลอดทั้งวัน แต่ห้ามใช้ในห้องเรียน
สพฐ.ชี้ พิจารณาตามความเหมาะสม
หลังจากที่ กรุงเทพมหานคร ออกมาตรการดังกล่าวออกมา ที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ออกมาให้ความเห็นว่า การห้ามนำอุปกรณ์มือถือ ให้โรงเรียนพิจารณาตามความเหมาะสม เพราะครูผู้สอนจะทราบพฤติกรรมของเด็กเป็นรายบุคคลอยู่แล้ว เช่น นำมาใช้เพื่อศึกษาค้นคว้าประกอบการเรียนการสอน
“โดยต้องสื่อสารให้ผู้ปกครอง และนักเรียนเกิดความเข้าใจ”
ครูเด็กพิเศษชี้ มือถืออาจกระตุ้นพฤติกรรมรุนแรง
อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวก็อาจมองได้หลายมุม มติชนออนไลน์ ชวนคุณครู ร่วมถกประเด็นดังกล่าว “วันทนา เลื่อนฤทธิ์” คุณครูโรงเรียนโสตศึกษา จ.ชลบุรี เผยว่า มาตรการการเก็บมือถือมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าในโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ จะไม่ได้อนุญาตให้นำมือถือเข้ามาอยู่แล้ว เนื่องจากเด็กบางคนที่เป็นออทิสติกไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด แต่เกิดจากอาการติดจอ การนำมือถือเข้ามาอาจจะส่งผลเสียต่อการเรียนได้ อาจเกิดพฤติกรรมความรุนแรง อาทิ การทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายคนรอบข้าง
ครูวันทนา เล่าว่า เคยมีกรณีคุณครูเอานิทานในไอแพดให้นักเรียนดู พอดูจบแล้วเราจะสอนต่อ เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเก็บเขา ไม่เข้าใจข้อตกลงที่ตกลงกันไป เขาก็จะโวยวายขึ้นมาทันทีเลย ถ้าโวยวายเราก็ต้องหาวิธีทำให้เขาสงบลงให้ได้ โดยเบี่ยงเบนความสนใจไปทำกิจกรรมอื่นหรือทำอะไรก็ได้ต่างๆ ที่เขาชอบ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนตัวต่อหรือกิจกรรมที่เขาชอบ เพื่อที่จะลดพฤติกรรมความรุนแรงของเขา
“การเก็บมือถือควรทำข้อตกลงร่วมกัน ทั้งกับผู้ปกครองและนักเรียน เนื่องจากเด็กสมัยนี้เด็กกับมือถือถือเป็นของคู่กัน การที่จะเก็บต้องให้เหตุผลมากพอ แล้วถ้าไม่เก็บผลมันจะต่างกันไหม”
กับประเด็นที่หลายคนวิจารณ์ในสังคมออนไลน์ว่า “ถ้าเก็บมือถือนักเรียน คุณครูก็ควรเก็บด้วย” วันทนา ก็มีความเห็นว่า เราต้องชี้แจงเหตุผลในการใช้มือถือ บางทีคุณครูมีราชการต้องติดต่อจำเป็นต้องใช้ ถ้าคุณครูเก็บมือถือเหมือนกัน หากมีเรื่องด่วนผู้ปกครองก็จะติดต่อไม่ได้ ควรใช้แค่เวลาที่จำเป็นเท่านั้นพอ
“ส่วนประเด็นที่คุณครูนำเด็กมาทำคอนเทนต์ เพื่อจะเอาไปลงในแอคเคาท์ส่วนตัว แน่นอนว่ามันไม่เหมาะสมอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลของเด็ก ผู้ปกครองบางคนก็ไม่ได้โอเค ยิ่งเป็นเด็กพิเศษ เขาไม่รู้ว่าคุณครูถ่ายลูกเขาไปทำอะไร แต่ถ้าเป็นเด็กปกติ เราถ่ายเล่นกับเขา เราก็จะถามว่าคุณครูลงได้ไหม มันก็จะเกิดเป็นข้อตกลงร่วมกันว่า อนุญาตแล้ว”
มือถือ มีทั้งข้อดีข้อเสีย
ด้าน พิชญ์ภรณ์ เกื้ออรุณ คุณครูโรงเรียนวัดราชบพิตร กล่าวว่า นโยบายเก็บมือถือระหว่างเรียนนั้น ข้อดีคือ ในระหว่างที่เรียนเด็กยังไม่สามารถโฟกัสตัวเองได้มาก ถ้ามีสิ่งเร้าเล็กๆ ก็ดึงความสนใจจากการเรียนการสอน เด็กไปได้ง่ายมากๆ
“บางครั้งเราใช้เทคโนโลยีในการหาข้อมูล ใช้เทคโนโลยีในการช่วยสอนเยอะมาก ถ้าเด็กไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือ มันจะกลายเป็นข้อจำกัดในการเรียน กรณีที่ไม่ใช้มือถือ ก็เป็นหน้าที่คุณครูที่ต้องปรับรูปแบบวิธีการที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยี”
ทั้งยังเล่าพฤติกรรมของเหล่านักเรียนที่เคยเจอว่า ส่วนใหญ่จะแอบเล่นเกม บางคนก็มีคนติดต่อเขาตลอดเวลา สั่งของมาส่ง ผู้ปกครองโทรมา ต้องขออนุญาตรับโทรศัพท์ ซึ่งมันเป็นการรบกวนทั้งกับคุณครูและเพื่อนร่วมห้องเรียน อาจทำให้เพื่อนๆ หลุดโฟกัสได้ง่ายขึ้น ต้องดูวิธีการจัดการเรียนการสอนของคุณครูว่าสามารถดึงดูดสิ่งที่นักเรียนสนใจได้ไหม การที่เก็บมือถือก็จะทำให้เด็กมีโฟกัสมากขึ้น กรณีเด็กเบื่อแต่ไม่มีมือถือ ก็ทำได้แค่นั่งฟังครูไปเรื่อยๆ ส่วนตัวรู้สึกว่า เราไม่ได้พึ่งพามันมากขนาดนั้น
เห็นด้วย ครูไม่ควรเล่นมือถือขณะสอน
เมื่อออกนโยบายเก็บมือถือออกมา แน่นอน ย่อมมีคำถามถึงการติดต่อกับผู้ปกครอง ซึ่ง ครูพิชญ์ภรณ์ ก็บอกว่า ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะติดต่อได้ไหม เพราะเรามีเบอร์มีกลุ่มไลน์ผู้ปกครองไว้คุยปรึกษากันเกือบทุกเรื่องอยู่แล้ว บางทีเด็กถือโทรศัพท์อยู่ก็ไม่รับสายผู้ปกครอง จนผู้ปกครองต้องโทรมาถามที่ปรึกษาอีกที อาจจะทำข้อตกลงร่วมกันว่าสามารถโทรติดต่อช่วงไหนได้
แน่นอนว่า เด็กที่เอามือถือมาโรงเรียน 2 เครื่อง ครูก็ดูออก
“เราก็จะสอนเรื่องความซื่อสัตย์เพิ่มขึ้น จะให้หรือไม่ให้เราไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่เราควรจะให้เหตุผลของการเก็บมือถือว่าเพราะอะไร”
อย่างไรก็ตาม คุณครูโรงเรียนวัดราชบพิธ เห็นด้วยกับการที่ครูก็ควรเก็บมือถือด้วย
“ครูไม่ควรจะรับโทรศัพท์หรือนั่งเล่นขณะกำลังสอน แต่ถ้าเก็บ 100% ทางผู้ปกครองก็จะเป็นฝ่ายที่ติดต่อลูกไม่ได้ ส่วนประเด็นที่คุณครูนำเด็กมาทำคอนเทนต์ ด้วยความที่ครูสอนมัธยมปลาย เด็กจะเป็นฝ่ายชวนครูไปทำคอนเทนต์แทน แต่ถ้ามุมที่ครูทำคอนเทนต์จนเสียโฟกัสกับการสอน หรือกระทบสิทธิของเด็ก อันนี้ก็ไม่เห็นด้วย”
“ถ้าจะใช้มาตราการการเก็บมือถือในยุคปัจจุบัน ควรให้เหตุและผล ว่าเพราะอะไร สร้างการเรียนรู้ให้เหมาะกับวัยมากขึ้น”
เสียงจากนักเรียน ต้องรู้เวลาใช้
1 ในนักเรียน อย่าง เขมจิรา บุญลี นักเรียนโรงเรียนไตรพัฒน์ ปทุมธานี ซึ่งทุกวันนี้โรงเรียนได้เก็บมือถือในห้องเรียนอยู่แล้ว ก็เห็นด้วย และคิดว่าไม่ได้กระทบการเรียนแต่อย่างใด
“เห็นด้วยกับการเก็บมือถือในห้องเรียน เพราะรู้สึกว่าด้วยวัยตอนนี้ ถ้ามีมือถืออยู่จะหลุดโฟกัสได้ง่าย แต่ถ้าโตขึ้นกว่านี้อาจจะแยกแยะการเล่นมือถือได้ดีขึ้น”
“การเก็บมือถือก็ไม่ได้กระทบกับการเรียน เนื่องจากโรงเรียนได้มีการเก็บมือถืออยู่แล้ว นักเรียนบางคนก็เลือกที่จะไม่ได้ฝากคุณครู แต่ก็รู้เวลาในการเล่น ไม่รบกวนต่อเพื่อนร่วมห้อง” เขมจิรา ทิ้งท้าย
ถือเป็นอีก 1 มาตรการในไทย ที่ออกมาเพื่อกระตุกให้นักเรียน และ คุณครู หันมาโฟกัสกับการเรียนรู้ในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เสริมสร้างพัฒนาการรอบด้านให้มากขึ้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ครู-นักเรียน คิดยังไง ห้ามใช้มือถือในห้องเรียน ยกวิจัยถูกกวนสมาธิ ต้องใช้ 20 นาที ถึงกลับมาโฟกัส
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th