โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สหรัฐลดระดับกัญชา จากอันตรายสูงสุดสู่ “ปานกลาง” เปิดทางวิจัยด้านการแพทย์

เดลินิวส์

อัพเดต 24 เมษายน 2569 เวลา 18.11 น. • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
รัฐบาลสหรัฐปรับสถานะกัญชา จากกลุ่มอันตรายสูงสุดสู่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ว่านายท็อดด์ บลานช์ รมช.ยุติธรรมสหรัฐ ประกาศปรับเกณฑ์การจำแนกประเภทของกัญชาใหม่ ให้อยู่ในกลุ่มที่มีโอกาสเสพติด "ในระดับปานกลางถึงต่ำ" ซึ่งจะช่วย "ขยายการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วย และให้อำนาจแพทย์ในการตัดสินใจด้านสุขภาพโดยมีข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้น"

ก่อนหน้านี้ สหรัฐจัดระดับกัญชาไว้ที่ "กลุ่ม 1" หรือ ระดับ 1 จากทั้งหมด 5 ระดับ ตามกฎหมายรัฐบาลกลาง ซึ่งถือว่า "อันตรายสูงสุด" และเป็นหมวดหมู่เดียวกับเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์/ยาบ้า) หมายความว่า ไม่มีการยอมรับในทางการแพทย์ เนื่องจากเป็นสารซึ่งมีโอกาสในการใช้ในทางที่ผิดสูง

อย่างไรก็ตาม นับจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ผลิตภัณฑ์กัญชาที่ได้รับการอนุมัติหรือควบคุมโดยหน่วยงานรัฐบาลกลางหรือรัฐ จะย้ายไปอยู่ในระดับที่ 3 จากทั้งหมด 5 ระดับของบัญชียาเสพติด สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลกำลังปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมสหรัฐในวงกว้าง ซึ่งปัจจุบัน การใช้กัญชาในผู้ใหญ่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามนั้นถูกกฎหมายใน 24 รัฐและกรุงวอชิงตัน และมีการอนุมัติให้ใช้เพื่อการแพทย์ได้ใน 40 รัฐ

ทั้งนี้ สารในกลุ่ม 3 ซึ่งอยู่ในระดับ "ปานกลาง" รวมถึงเคตามีนและอะนาโบลิกสเตียรอยด์นั้น ถือว่า มีคุณค่าทางการแพทย์และมีโอกาสในการใช้ในทางที่ผิดน้อยกว่า

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากคำสั่งฝ่ายบริหาร ซึ่งลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว เรื่องการเพิ่มงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้กัญชาในทางการแพทย์.

เครดิตภาพ : AFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...