แบงก์กรุงเทพ พร้อมเติมเงินทุนช่วยลูกค้าสู้ ราคาพลังงาน-ต้นทุนวัตถุดิบ พุ่ง
ธนาคารกรุงเทพเคียงข้างธุรกิจไทยรับมือวิกฤตต้นทุนและราคาพลังงานผันผวน พร้อมสนับสนุนด้านเงินทุน ชี้ถึงเวลาเปลี่ยนผ่านสู่ Green Transition อย่างมั่นคง
18 มี.ค. 2569 นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์โลกในปัจจุบันเผชิญกับความไม่คาดคิด เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ที่กำลังเกิดขึ้นซึ่งเป็นการสะท้อนว่า ความไม่แน่นอนสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ตามที่เห็นได้จากตั้งแต่ ช่วงโควิด19 สงครามยูเครน-รัสเซีย รวมถึงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน
อย่างไรก็ดีสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลต่อการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การสร้างประสิทธิภาพทางธุรกิจ และการหาแนวทางใหม่ๆ ในการเข้าถึงลูกค้าของธนาคารกลายเป็นเรื่องจำเป็น โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการให้ความรู้แก่ลูกค้าเพื่อนำไปปรับปรุงกิจการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์สู่ตลาดโลกและอยู่รอดได้อย่างมั่นคง เคียงข้างลูกค้าในวิกฤตต้นทุนและเงินทุนหมุนเวียน
“สำหรับผลกระทบต่อกลุ่มผู้ส่งออกและผู้ผลิตที่ต้องเผชิญกับราคาน้ำมันและต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น ธนาคารมองว่าการปรับราคาสินค้าเพื่อส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้านั้นเป็นวิธีหนึ่ง แต่อาจต้องใช้ระยะเวลา ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านนี้ ธนาคารพร้อมให้การสนับสนุนด้านเงินทุนหมุนเวียนเต็มที่ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีความกังวลเรื่องราคาพลังงานที่สูงขึ้น”
หนุนเปลี่ยนผ่านสู่ เศรษฐกิจสีเขียว
นายชาติศิริ กล่าวอีกว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรื่อง Climate Change ไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์ที่เป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ และเป็นความเสี่ยงจากผลกระทบทางกายภาพที่รุนแรงขึ้น เช่น กรณีน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ หรือเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำซ้อนในภาคเหนือ เป็นต้น
ขณะเดียวกัน นโยบายด้านสภาวะภูมิอากาศก็ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นหารือระหว่างประเทศ แต่ได้ถูกยกระดับขึ้นเป็น "กลไกสำคัญทางเศรษฐกิจ" ทั้งในด้านนโยบายการค้า, มาตรฐานสินค้า, และเงื่อนไขการเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจัยเหล่านี้ กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจไทยทุกภาคส่วน และได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการดำเนินธุรกิจ, การเข้าถึงตลาด, การรักษาลูกค้า และการเติบโตขององค์กรในอนาคต
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือมาตรการ CBAM ที่มีผลบังคับใช้แล้ว และ EUDR ที่กำลังจะตามมา ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังยุโรปต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น และอาจไม่สามารถส่งออกได้หากไม่ปรับตัว
ดังนั้น ประเด็นที่ผู้นำองค์กรควรพิจารณาในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นจะกระทบธุรกิจเราอย่างไร” แต่ต้องเปลี่ยนมุมมองไปสู่คำถามที่ว่า “องค์กรของเราพร้อมแค่ไหน จะปรับตัวได้เร็วเพียงใด และจะใช้ประโยชน์จากโอกาสในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้อย่างไร” เนื่องจากองค์กรที่สามารถปรับตัวได้เร็วกว่า จะสามารถลดต้นทุนในระยะยาว, เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน, เข้าถึงตลาดใหม่ๆ และสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนได้
เรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจังคือ องค์กรจะนำ "เทคโนโลยี" มาปรับใช้อย่างไร ในการลดคาร์บอน, การจัดการพลังงาน และการบริหารต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน, เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน, การจัดการความร้อน, หรือระบบการผลิตประสิทธิภาพสูงและอัตโนมัติ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ราคาพลังงานในประเทศมีความเสี่ยงที่จะผันผวนสูง จากปัญหาความขัดแย้ง ในต่างประเทศซึ่งส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
และในอีกด้านหนึ่ง การที่การลงทุนจากต่างประเทศกำลังหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยก็เป็นโอกาสสำคัญให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ใหม่ๆ ได้ แต่การจะเข้าไปอยู่ ณ จุดนั้น ธุรกิจของเราต้องสามารถยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อให้มีต้นทุนที่แข่งขันได้ และต้องสามารถผ่านมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความเข้มข้นมากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องตระหนักว่า Sustainability ไม่ใช่เรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคนในระบบนิเวศ ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ, ผู้ผลิตสินค้า, ไปจนถึงผู้ให้บริการและผู้บริโภค ที่ต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ให้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งระบบ
ธนาคารกรุงเทพมีความมุ่งมั่นที่จะเป็น “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” ที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในการรับมือกับความท้าทาย และสนับสนุนให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเราพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการใน 3 ด้านหลัก คือ ด้านองค์ความรู้, ด้านการเข้าถึงช่องทางการเปลี่ยนผ่าน, และด้านการเข้าถึงแหล่งทุน
ในด้านแหล่งทุน ธนาคารมีผลิตภัณฑ์สินเชื่ออย่าง “สินเชื่อบัวหลวงกรีน เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนลูกค้าในการปรับเปลี่ยนองค์กรไปสู่ธุรกิจสีเขียว
ในด้านช่องทางการเปลี่ยนผ่าน ธนาคารพร้อมเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงทุกท่านกับผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยี ผ่านโครงการ TASK ที่จะช่วยประเมินความพร้อมของธุรกิจและเชื่อมโยงกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้นำนวัตกรรมมาปรับใช้และเสริมศักยภาพองค์กร และในด้านองค์ความรู้ เราได้สนับสนุนลูกค้าด้วยกิจกรรมในหลากหลายรูปแบบ
“หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ ในงานเสวนาครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม และ ในขณะเดียวกัน ผมอยากให้เรามองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่ใช่ความท้าทายขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่คือ "โอกาสร่วมกัน" ของภาคธุรกิจไทยในการสร้างความร่วมมือครั้งใหม่ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง, ยืดหยุ่น, และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”
ในวันเดียวกัน ธนาคารกรุงเทพ จัดงานเสวนา “The Great Green Transition” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “Sustainable Growth in Action” เป็นการต่อยอดจากงานเสวนา “The Great Green Transition” ของธนาคารในปี 2568 ที่ผ่านมา เพื่อยกระดับมุมมองสู่แนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทการทำธุรกิจในไทย ใน 3 ประเด็น ได้แก่
- การแปลงนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกสู่การขับเคลื่อนในระดับประเทศ
- นวัตกรรมพลิกโฉมพลังงานและความยั่งยืน
- เส้นทางองค์กรสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างแท้จริง