วิเคราะห์ชี้สังหาร “ลาริจานี” สะเทือนสมดุลอำนาจอิหร่าน ยิ่งกว่า “คาเมเนอี”
วิเคราะห์ชี้สังหาร ลาริจานี สะเทือนสมดุลอำนาจอิหร่าน ยิ่งกว่า คาเมเนอี
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -18 มี.ค. 69 10:49 น.
การลอบสังหาร อาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติและหนึ่งในแกนนำหลักทางการเมืองอิหร่านอาจรุนแรงยิ่งกว่าการสูญเสียผู้นำสูงสุดอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม
บทวิเคราะห์ของ The Guardian รายงายว่า ลาริจานีตกเป็นเป้าหมายสำคัญในการพยายามสังหารผู้นำอิหร่าน เนื่องจากมีบทบาทเชื่อมโยงการเมืองในหลายระดับ และมีอิทธิพลสูงทั้งในประเทศและเวทีระหว่างประเทศ รวมถึงจีนและรัสเซีย โดยนับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลอิหร่าน นับตั้งแต่สหรัฐฯ ลอบสังหารนายพลกัสเซม สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ในกรุงแบกแดด เมื่อเดือนม.ค. 2020
การกำจัดลาริจานี ยังสะท้อนนัยสำคัญว่า อิสราเอล และอาจรวมถึงสหรัฐฯ ไม่เคยมองว่า ลาริจานีเป็นผู้นำทางเลือกของอิหร่าน ในกรณีที่รัฐบาลล่มสลายหรือยอมจำนน โดยเอลลี เกรานมาเยห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งยุโรป (European Council on Foreign Relations ECFR) กล่าวว่า เบนจามิน เนทันยาฮู กำลังขัดขวางการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงและการเจรจากับอิหร่านของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งลาริจานีเป็นบุคคลที่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้
ทรัมป์มักกล่าวถึงความต้องการที่จะหาตัวแทนคล้ายกับ เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นผู้นำที่ยืดหยุ่น
การเสียชีวิตของลาริจานี วัย 67 ปี ซึ่งสนับสนุนการทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ แต่ก็มีบทบาทในการปราบปรามภายในประเทศอย่างเข้มงวด ไม่เพียงปิดโอกาสที่เขาจะทำหน้าที่เป็นผู้นำช่วงเปลี่ยนผ่านแบบโรดริเกซ แต่ยังเกิดคำถามตามมาว่า สหรัฐฯ มีตัวเลือกคนที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำภายในอิหร่านหรือไม่ เพราะทรัมป์เองยอมรับหลายครั้งว่า ไม่รู้ว่าจะให้ใครขึ้นมาเป็นผู้นำทางเลือกในอิหร่าน เนื่องจากหลายคนถูกกำจัดไปแล้ว และการเสียชีวิตของลาริจานีสะท้อนว่ากลุ่มตัวเลือกของสหรัฐฯ มีอยู่อย่างจำกัด ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังไม่สนับสนุนเรซา ปาห์ลาวี อดีตมกุฎราชกุมารของอิหร่านโดยระบุว่าต้องการผู้นำจากภายในประเทศ
จุดเด่นของลาริจานี นอกจากประสบการณ์ทางการเมืองยาวนานหลายทศวรรษและเครือข่ายระหว่างประเทศ คือความสามารถในการได้รับความไว้วางใจจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม แม้จะมีความเห็นต่างกับกลุ่มสายแข็ง แต่เขายังมีบทบาทในการสกัดการสืบทอดอำนาจของโมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของอดีตผู้นำสูงสุด โดยที่ผ่านมา ลาริจานีพยายามชะลอการแต่งตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่ ร่วมมือกับฮัสซัน รูฮานี อดีตประธานาธิบดี เพื่อเลื่อนการประชุมสภาผู้ทรงคุณวุฒิออกไป หรือหาตัวเลือกอื่น เนื่องจากโมจตาบา คาเมเนอีนั้น ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่จะทำให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามมีอำนาจเหนือการเมืองอิหร่านมากขึ้น
รูฮานีให้เหตุผลว่า ยังไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางการเมืองหลังสงครามได้ จึงควรเลื่อนการแต่งตั้งผู้นำสูงสุดออกไปก่อน เพื่อไม่ให้จำกัดทางเลือกของประเทศในอนาคต อีกทั้งยังมีข้อถกเถียงว่า คาเมเนอีเคยระบุหรือไม่ว่าต้องการให้บุตรชายสืบทอดอำนาจ อย่างไรก็ตาม เมื่อความพยายามชะลอการตัดสินใจดังกล่าวล้มเหลว ลาริจานีได้ออกโทรทัศน์และระบุว่าการแต่งตั้งดังกล่าวเป็น การแสดงออกของฉันทามติ ซึ่งสะท้อนแนวทางเชิงปฏิบัติของเขา
แม้ไม่มีพื้นฐานด้านศาสนาเพียงพอสำหรับตำแหน่งผู้นำสูงสุด แต่ลาริจานีกลับมีบทบาทสำคัญในเวทีการเมืองระดับสูง โดยครอบครัวของเขามีอิทธิพลอย่างมาก พี่ชายของเขา ซาเด็ค เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายตุลาการ ขณะที่โมฮัมหมัด จาวัด เป็นนักการทูตและที่ปรึกษาผู้นำสูงสุด
ลาริจานีสำเร็จการศึกษาด้านคณิตศาสตร์ และเป็นนักคิดเชิงปรัชญา โดยระหว่างศึกษา เขาเคยทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับอิมมานูเอล คานท์ นักปรัชญาชาวเยอรมัน สมัยศตวรรษที่ 18 หนังสือพิมพ์อิสราเอล ฮาอาเรตซ์ เคยระบุว่า เขาเป็นนักคิดที่ยอดเยี่ยมที่ผสานชีวิตแห่งการใคร่ครวญกับการลงมือปฏิบัติได้อย่างโดดเด่น
หลังจากเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองไปสู่สายกลางในยุครูฮานี เขาและครอบครัวเริ่มมีความขัดแย้งกับผู้มีอำนาจในสำนักงานผู้นำสูงสุดมากขึ้น เขาไม่พอใจอย่างยิ่งเมื่อสภาผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์ไม่ให้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2021 และ 2024 โดยกล่าวหาว่า เขามีส่วนทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ และไม่ดำเนินชีวิตเรียบง่ายตามหลักการ ซึ่งในความเป็นจริงเป็นความพยายามของบางฝ่ายในกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามเพื่อเปิดทางให้เอบราฮิม ไรซี
การกลับมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติอีกครั้งในเดือนส.ค. 2025 จึงถือเป็นการคัมแบ็กทางการเมือง โดยประสบการณ์ของเขาในการรับมือกับจีน รัสเซีย และการเตรียมรับมือการโจมตีจากสหรัฐฯ เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรถูกมองข้าม
ลาริจานีกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง และมีท่าทีแข็งกร้าวต่อการประท้วงในเดือนม.ค. หลังคาเมเนอีเสียชีวิต เขาได้ปรากฏตัวต่อสื่อ พร้อมแสดงบทบาทผู้นำที่สุขุมและมั่นคงต่อผู้ที่กังวลว่าอิหร่านขาดยุทธศาสตร์ในช่วงสงคราม แม้จะมีบทบาทในการปราบปราม เขายังคงถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีโอกาสมากที่สุดในการถ่วงดุลและยับยั้งกลุ่มสายแข็ง
คำถามสำคัญในขณะนี้คือ ความสูญเสียอย่างต่อเนื่องและช่องโหว่ด้านข่าวกรอง จะทำให้อิหร่านยังสามารถสร้างผู้นำรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนได้หรือไม่
ที่มา The Guardian
รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ