ย้อนรอย ’10 ข่าวเด่น’ รอบปี 2567
The Bangkok Insight
อัพเดต 29 ธ.ค. 2567 เวลา 18.14 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2567 เวลา 19.08 น. • The Bangkok Insightตลอดทั้งปี 2567 ประเทศไทยเจอกับทั้งเรื่องดี เรื่องร้าย และเรื่องที่เหนือความคาดหมายกันนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม ซึ่งหลายเรื่องก็ทำให้เกิดรอยยิ้ม และความดีใจ แต่ก็มีอีกหลายเหตุการณ์เช่นกันที่นำมาซึ่งความเศร้าสลด และคราบน้ำตา
สำนักข่าว The Bangkok Insight ได้รวบรวม 10 เรื่องเด่นที่น่าสนใจ มาให้ย้อนความทรงจำ เพื่ออำลาปี 2567 ไปด้วยก้น
ปรากฎการณ์ "หมูเด้ง" โด่งดังทั่วโลก
นาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก ลูกฮิปโปแคระ วัย 2 เดือน ชื่อ "หมูเด้ง" อยู่ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี นอกจากจะเป็นขวัญใจคนไทย ความน่ารักน่าหยิกนี้ ทำให้เกิดกระแสฟีเวอร์ไปทั่วทุกสารทิศ และยังไปเตะตาชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก รับบทเป็น influencer ระดับโลกไปแล้ว จนนำไปสู่การเข้าชมสวนสัตว์อย่างถล่มทลาย
หมูเด้ง เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 มีพ่อแม่คือโทนี่ และโจน่า ชื่อของหมูเด้งได้รับเลือกผ่านการลงคะแนนของประชาชน โดยมีผู้ลงคะแนนให้กับชื่อ "หมูเด้ง" มากกว่า 20,000 คน หมูเด้งมีพี่ 6 ตัว รวมถึง หมูตุ๋น ซึ่งเป็นฮิปโปโปเตมัสแคระ ที่ได้รับความนิยมของสวนสัตว์เปิดเขาเขียวเช่นกัน
หมูเด้งได้กลายเป็นที่ชื่นชอบอย่างรวดเร็ว ได้ชื่อว่ามีความร่าเริง และกระตือรือร้นมากกว่าฮิปโปโปเตมัสแคระตัวอื่น ๆ และเพื่อตอบรับความนิยมของหมูเด้ง สวนสัตว์เปิดเขาเขียวจึงประกาศว่าจะวางจำหน่ายเครื่องแต่งกาย และสินค้าที่ระลึกอื่น ๆ ที่ออกแบบอิงจากหมูเด้ง
ความโด่งดังของหมูเด้ง ยังแพร่กระจายไปทั่วโลก และเกือบทุกวงการ สินค้า และบริการต่าง ๆ ได้นำหมูเด้งมาเป็นส่วนหนึ่งของโฆษณาประชาสัมพันธ์กิจการด้วยรวมถึงจีเอ็มเอ็ม มิวสิคในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ที่ทำเพลงหมูเด้งออกมาเป็น4 ภาษา ได้แก่ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาญี่ปุ่น
ความน่ารักของลูกฮิปโปแคระตัวน้อย ยังไปโดนใจ "วิทาลิก บูเทอริน" มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพบแห่งวงการเงินดิจิทัล ผู้สร้างเหรียญ Ethereum (ETH) จนถึงขั้นได้บริจาคเงินมากถึง 10 ล้านบาท สนับสนุนโครงการอุปถัมภ์สัตว์ป่าสวนสัตว์เปิดเขาเขียว เพื่อครอบครัวหมูเด้ง
มหากาพย์ "ดิไอคอน"
เป็นอีกหนึ่งข่าวดังที่สังคมไทยเกาะติดกันแบบยาวนาน สำหรับธุรกิจของบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นแชร์ลูกโซ่หรือไม่ หลังมีผู้เสียหายถูกหลอกดูดเงิน ทยอยเข้าแจ้งความฐานฉ้อโกง ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคมเป็นต้นมา จำนวนผู้เสียหายเรือนหมื่น ยอดความเสียหายทั่วประเทศเกือบ 3,000 ล้านบาท โดยมีเหล่าบรรดาบอส เป็นไอดอลให้กับผู้เสียหาย รวมถึงบอสดาราด้วย
- ออกหมายจับ"บอสพอล-บอสดารา" พวกรวม 18 คน
วันที่ 16 ตุลาคม 2567 ตำรวจสอบสวนกลาง นำหมายจับเข้าควบคุมตัว นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือ” บอสพอล" ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง ดิไอคอน กรุ๊ป เจ้าของวลีเด็ด“ขยันผิดที่ สิบปีก็ไม่รวย” ไปสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เบื้องต้นโดนข้อหาฉ้อโกงประชาชน , พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ขณะที่ออกหมายจับรวม 18 คน รวมทั้งบอสดารา นายกันต์ กันตถาวร หรือ บอสกันต์, นางสาวพีชญา วัฒนามนตรี หรือ บอสมิน, นายยุรนันท์ ภมรมนตรี บอสแซม ปัจจุบันสามารถควบคุมตัวได้ทั้งหมด
- ดีเอสไอสั่งฟ้อง 18 บอสดิไอคอน
ล่าสุดวันที่ 20 ธันวาคม 2567 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 119/2567 กรณีการดำเนินคดีอาญากับบริษัทดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด กับพวก หรือแชร์ลูกโซ่ดิไอคอน ว่า
ที่ประชุมได้มีความเห็นว่าการสอบสวนในคดีนี้ ได้รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเสร็จสิ้น ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติแล้ว มีการปรับข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมาย มีการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของทุกฝ่าย และการแก้ข้อกล่าวหา ทำให้ที่ประชุมมีมติสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 18 ราย และอีก 1 นิติบุคคล บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด
โดยนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล ในความผิดฐานร่วมฉ้อโกงประชาชน , พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ , พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 และ พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ซึ่งดีเอสไอจะได้นำส่งสำนวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องให้พนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ โดยยังจะได้แยกสำนวนออกเป็นอีก 1 สำนวน เพราะพบความผิดส่วนหนึ่งเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร
ปฏิบัติการกำจัด "ปลาหมอคางดำ"
แม้ว่า การแพร่กระจายของ ปลาต่างถิ่น อย่าง "ปลาหมอคางดำ" จะไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2567 โดยสามารถนับย้อนหลังไปได้เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว แต่ในปีนี้ เป็นปีที่มีปฏิบัติการอย่างจริงจัง เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ ให้หมดไปจากแหล่งน้ำธรรมชาติ
ความพยายามกำจัดปลาหมอคางดำอย่างเข้มข้น เกิดขึ้นหลังจากที่พบว่า ปลาชนิดนี้ระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ชายฝั่งแถบอ่าวไทย รวมถึง กรุงเทพมหานคร ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงอาชีพประมงอย่างหนัก เนื่องจากพวกมันกินลูกปลา ลูกกุ้ง และลูกหอยเป็นอาหาร ซึ่งเป็นผลผลิตทางประมงที่สำคัญ รวมทั้งหลุดรอดเข้าไปยังบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร
นอกจากนี้ ปลาหมอคางดำยังสามารถอยู่ได้ในสภาพทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย รวมทั้งแพร่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว เพราะออกลูกได้คราวละ 500 กว่าตัว
ในความพยายามที่จะกำจัดปลาหมอคางดำนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง ได้กำหนดเป็นวาระเร่งด่วนแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำขึ้น และได้ออกมาตรการสำคัญ รวมถึง การจับปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด การปล่อยปลานักล่า การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ สำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่เขตกันชน และการสร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำ
โศกนาฎกรรมสุดสลดในรอบปี รถบัสทัศนศึกษาไฟไหม้ ดับ 23 ราย
วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ได้เกิดโศกนาฎกรรมสุดสลด เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้รถบัสทัศนศึกษานักเรียนโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม จังหวัดอุทัยธานี บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต หน้าอนุสรณ์สถาน จังหวัดปทุมธานี เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 23 ราย ในจำนวนนี้เป็นนักเรียนจำนวน 20 คนและเป็นครู 3 คน มีผู้รอดชีวิต 20 คน จากจำนวนคนบนรถรวม 46 คน
จากการสอบสวนพบว่า รถบัสคันดังกล่าวมีถังแก๊สเชื้อเพลิงจำนวน 11 ถัง พบเบื้องต้นจดทะเบียนถูกต้องเพียง 6 ถัง ส่วนที่เหลือ 5 ถัง ไม่อยู่ในรายการจดแจ้งกับเจ้าหน้าที่ สาเหตุเบื้องต้นระบุว่า เกิดจากยางล้อรถระเบิด ส่งผลให้รถชนเข้ากับแบริเออร์บนถนนจนเกิดไฟไหม้ซึ่งลุกจากช่วงล่างของรถ
จากนั้นเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วจนเกิดเหตุสลดมีผู้เสียชีวิตถึง 23 ราย นับเป็นหนึ่งในเหตุโศกนาฏกรรมบนท้องถนนครั้งใหญ่ของไทย มียอดผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บมากสุดเป็นอันดับที่ 6
ปิดฉาก "หมอบุญ" โกง 7,500 ล้านบาท
นับเป็นคดีโกงครั้งใหญ่ในวงการธุรกิจการลงทุนในรอบปี 2567 จากกรณี นพ.บุญ วนาสิน อายุ 86 ปี ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลธนบุรี พร้อมภรรยา-บุตรสาว และพวกรวม 9 คน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน หลอกให้ร่วมลงทุนธุรกิจเกี่ยวกับการแพทย์ โดยมีผู้เข้าแจ้งความเอาผิดตั้งแต่ปลายปี 2566 ต่อเนื่องถึงปลายปี 2567 รวม 520 คดี เสียหายรวม 7,500 ล้านบาท
กลโกงหลอกลงทุนครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการที่ นพ.บุญ ชักชวนให้นักธุรกิจชั้นนำระดับประเทศ และบุคลากรวงการแพทย์ หลายร้อยคนเข้าร่วมลงทุน ใน 5 โครงการ ได้แก่ โครงการสร้างศูนย์มะเร็งย่านปิ่นเกล้า โครงการเวลเนสเซ็นเตอร์ ย่านพระราม 3 โครงการโรงพยาบาลในลาว 3 แห่ง โครงการเข้าร่วมทุนกับโรงพยาบาลในเวียดนาม และโครงการสร้าง Medical intelligence ธุรกิจไอที
โครงการเหล่านี้อยู่ในรูปแบบทำสัญญากู้ยืมเงิน โดยให้ดอกเบี้ยด้วยการจ่ายเช็ค แต่มีการขาดชำระ และเช็คไม่สามารถขึ้นเงินได้ ทำให้นำมาซึ่งการออกหมายจับดังกล่าว และล่าสุด นพ.บุญ ยังคงหลบหนีอยู่ หลังจากเดินทางไปประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2567
"เศรษฐา" ฟ้าผ่าตกเก้าอี้ "อุ๊งอิ๊ง" รับไม้ต่อนั่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 31
14 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ เหตุไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ กรณีแต่งตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งไปด้วย
ถือเป็นการปิดฉาก 358 วัน บนเส้นทางนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของนายเศรษฐา เจ้าของฉายา เซลล์แมนสแตนด์ "ชิน" ที่เหล่าสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลตั้งให้
หลังนายเศรษฐาพ้นจากเก้าอี้ "นายกรัฐมนตรีคนที่ 30" แล้ว พรรคร่วมรัฐบาลจึงต้องเร่งสรรหานายกรัฐมนตรี และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎร มีคำสั่งเรียกประชุมนัดพิเศษ ในวันที่ 16 สิงหาคม 2567 เวลา 10.00 น. วาระด่วน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร
พรรคเพื่อไทย พร้อมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมเสนอชื่อ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 โดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติ "เห็นชอบ" ให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ด้วยคะแนนเสียง 319 ต่อ 145 เสียง
"อุ๊งอิ๊ง" นับเป็นสายเลือดตรงจากตระกูลชินวัตร รองจากนายทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพ่อ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นอา
ยุบพรรคก้าวไกล "ประชาชน" ผงาด
คดีนี้เริ่มมาจากเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2566 นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความ ได้หอบเอกสารหลักฐานพร้อมคำร้อง เข้าร้องต่ออัยการสูงสุด (อสส.) ให้ส่งเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อสั่งให้พรรคก้าวไกลและนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค (ในขณะนั้น) เลิกกระทำการใด เพื่อยกเลิกหรือแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
ให้เลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและสื่อความหมายโดยวิธีอื่นเพื่อให้มีการยกเลิกหรือแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่กระทำอยู่ และเลิกการกระทำดังกล่าว ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรค 2 ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีแนวบรรทัดฐานไว้ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564
แต่เมื่ออัยการสูงสุดไม่ได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ในภายหลัง นายธีรยุทธได้ส่งคำร้องตรงถึงศาลรัฐธรรมนูญเอง และศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องในวันที่ 12 กรกฎาคม 2566
จากนั้น วันที่ 31 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า การกระทำของนายพิธา ซึ่งเป็นผู้ถูกร้องที่ 1 และพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง รวมทั้งการให้ผู้ถูกร้องทั้งสองเลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นเพื่อให้มีการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีกทั้งไม่ให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วยวิธีการซึ่งไม่ใช่กระบวนการทางนิติบัญญัติโดยชอบ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง และพ.ร.ป.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 74
และเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 นายธีรยุทธ ผู้ยื่นคำร้องในคดีแรกและนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้เดินทางไปที่สำนักงาน กกต. โดยมิได้นัดหมายกัน และได้ยื่นคำร้องต่อ กกต. ให้ร้องศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค อ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าพฤติการณ์ของนายพิธา และพรรคนั้นเป็นการล้มล้างการปกครอง
กกต. ใช้เวลาในการพิจารณาราว 1 เดือนครึ่ง ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ส่งเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ และท้ายที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 สั่งยุบพรรคก้าวไกล หลังถูกร้องมีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กรณีชูนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 พร้อมตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค 2 ชุด เป็นเวลา 10 ปี
อย่างไรก็ตาม พรรคก้าวไกล ปัจจุบันยังเดินหน้าต่อในนามพรรคประชาชน กูรูการเมืองทั้งหลายยังฟันธงว่า การเลือกตั้งรอบหน้าก็ยังมีโอกาสสูงที่พรรคประชาชนจะชนะเลือกตั้งอีกครั้ง
กนง. ลดดอกเบี้ยครั้งแรกรอบ 4 ปี
ผลการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2567 มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 2.50% เป็น 2.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที
ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี โดยการประชุม กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2562 แตะระดับต่ำสุด 0.50% ในช่วงผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19
กนง. ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงปลายปี 2567 ด้านกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้มีแนวโน้มเกิดขึ้นต่อเนื่อง คณะกรรมการฯ เห็นว่าจุดยืนของนโยบายการเงินที่เป็นกลางยังเหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ
ดังนั้น กรรมการส่วนใหญ่จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปีในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ได้บ้าง โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ภายใต้บริบทที่สินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงอยู่ในระดับที่ยังเป็นกลางและสอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจ
ขณะที่กรรมการ 2 ท่าน เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิมยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และให้น้ำหนักกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว รวมถึงการรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงินในการรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า
2567 ปีทอง "ราคาทองคำ"
ในปี 2567 นี้ หนึ่งในสินทรัพย์ที่มาแรงอย่างมาก คงหนีไม่พ้น "ทองคำ" ที่ทำราคาทุบสถิติเป็นเวลาเล่นนับตั้งแต่ต้นปี โดยที่ราคาทอง spot ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลรอบใหม่ไปแล้วมากกว่า 40 ครั้ง ขณะที่ราคาทองคำในประเทศ ตลอดทั้งปีนี้ เพิ่มขึ้นมาแล้วถึง 8,900 บาท
ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำให้ปรับตัวสูงขึ้นนั้น รวมถึง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามระหว่างรัสเซีย และยูเครน และเหตุการณ์สู้รบในตะวันออก ที่ทำให้นักลงทุนหันมาซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และ ความต้องการทองคำจากธนาคารกลางหลายประเทศ ที่ยังคงทยอยสะสมทองคำในทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการถือครองเงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
"สมรสเท่าเทียม" ชัยชนะของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ
ไทยเป็นชาติแรกในอาเซียน และเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชีย ที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งรับรองการแต่งงานของเพศเดียวกัน โดยเปลี่ยนจากคำว่า "สามี-ภริยา" เป็น "คู่สมรส" เพื่อให้เป็นไปตามหลักการในรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย
กฎหมายนี้ใช้เวลาเดินทางกว่า 20 ปี ผ่านทั้งกระแสต่อต้านและสนับสนุน จนมาถึงวันที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 400 ต่อ 10 เสียง เมื่อเดือนมีนาคม 2567 และ 3 เดือนหลังจากนั้น ที่ประชุมวุฒิสภาก็เห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 130 ต่อ 10 เสียง
กฎหมายฉบับดังกล่าวได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 โดยจะมีผลบังคับใช้ในอีก 120 วัน หรือก็คือวันที่ 22 มกราคม 2568
ภายใต้กฎหมายนี้ ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป สามารถจดทะเบียนสมรส หรือหย่าได้ตามกฎหมาย มีสิทธิได้รับประโยชน์และสวัสดิการจากรัฐในฐานะคู่สมรส เช่น สิทธิประกันสังคมและสิทธิเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล รวมถึงสิทธิตัดสินใจเรื่องทางการแพทย์ และสิทธิจัดการทรัพย์สินของคู่สมรส
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 10 ข่าวเด่นโซเชียล 2567
- เปิดมุมมองการลงทุน 10 หุ้นใหญ่สุดของปี 2567
- เตรียมพร้อมรับปีใหม่! ส่องสีเสื้อมงคล 2568 ใส่สีไหนแล้วเฮง ปัง ร่ำรวย เช็กที่นี่
ติดตามเราได้ที่