กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.25% พร้อมคงจีดีพีปีนี้โต 2.7% ส่วนปีหน้าคาดโต 2.9%
กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.25% พร้อมคงจีดีพีปีนี้โต 2.7% ส่วนปีหน้าคาดโต 2.9%
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -18 ธ.ค. 67 14:56 น.
กนง. ประชุมนัดสุดท้ายของปี มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% ระบุเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันภายนอกที่รุนแรง คงเป้าจีดีพีปีนี้โต 2.7% ขณะที่ปี 68 โต 2.9% พร้อมจับตามาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” และนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักกระทบตลาดการเงินไทย
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน และในฐานะ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า ที่ประชุม กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% ต่อปี โดยเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันจากภายนอกที่รุนแรงขึ้น และความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าที่สูงขึ้น โดยเฉพาะแนวนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลัก แต่ยังสามารถขยายตัวได้ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวปรับดีขึ้น
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังฟื้นตัวได้ช้าโดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกดดันจากความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกับศักยภาพ เงินเฟ้อที่โน้มเข้าสู่กรอบเป้าหมาย และการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว รวมทั้งรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงินในการรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าที่ปรับสูงขึ้น
***คงเป้าจีดีพีปีนี้โต 2.7% ปีหน้า 2.9%
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัว 2.7% และในปีหน้าที่ 2.9% โดยได้รับแรงสนับสนุนต่อเนื่องจากการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน รวมทั้งการส่งออกสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์และหมวดเครื่องจักรที่มีแนวโน้มดีขึ้นตามวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยี
สำหรับการส่งออกของไทยปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 4.9% ในปีนี้ และปีหน้าที่ 2.7% ขณะที่การนำเข้าปีนี้คาดอยู่ที่ 6.4% และปีหน้าที่ 1.7% ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศปีนี้คาด 36 ล้านคน และปีหน้าที่ 39.5 ล้านคน ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปีนี้อยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และปีหน้าที่ 77 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเศรษฐกิจมีความแตกต่างกันในแต่ละภาคส่วน โดยภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวปรับดีขึ้น แต่ SMEs และภาคอุตสาหกรรมบางกลุ่มยังถูกกดดันจากความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง กลุ่มยานยนต์มีพัฒนาการแย่ลงจากทั้งปัจจัยด้านราคาและอุปสงค์ ส่งผลให้การฟื้นตัวของรายได้ครัวเรือนยังไม่ทั่วถึง มองไปข้างหน้า แนวนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลักมีความไม่แน่นอนสูง จึงต้องติดตามพัฒนาการของปัจจัยดังกล่าวซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้มการส่งออกสินค้าและการลงทุนของไทยในระยะต่อไป
ทั้งนี้ มองไปข้างหน้า ผู้ประกอบการเริ่มเห็นราคารถมือสองทรงตัว และคาดว่าสถาบันการเงินจะเริ่มพิจารณาการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อมากขึ้น หลังจากที่คุณภาพหนี้ดีขึ้น จากที่ระมัดระวังมาระยะหนึ่ง
“ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงจากหลายปัจจัย เช่น ทิศทางนโยบายการค้าโลก ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบของคุณภาพสินเชื่อต่อภาวะการเงินและเศรษฐกิจโดยรวม”นายสักกะภพ กล่าว
***คาดเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้อยู่ที่ 0.4% ขณะที่ปี 68 ที่ 1.1%
สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 67 คาดว่าจะอยู่ที่ 0.4% และปี 68 ที่ 1.1% โดยอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มเศรษฐกิจและการส่งผ่านต้นทุนในหมวดอาหาร โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 0.6% และ 1% ในปีหน้า ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย
ด้านสินเชื่อชะลอลงในช่วงที่ผ่านมา จากความต้องการลงทุนในบางสาขาธุรกิจที่ลดลง การชำระคืนหนี้ที่กู้ยืมไปในช่วงวิกฤตโควิด-19 และความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูง อาทิ สินเชื่อของภาคท่องเที่ยวและบริการขยายตัวชะลอลงจากการชำระคืนหนี้และรายได้ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อของธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่การแข่งขันรุนแรงขึ้น หดตัวตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูง
***พร้อมติดตามการขยายตัวสินเชื่อ-ผลมาตรการ คุณสู้ เราช่วย
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามแนวโน้มการขยายตัวของสินเชื่อและนัยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และผลของมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” ของภาครัฐที่จะช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐ ปรับอ่อนค่าลงจากการประชุมครั้งก่อน ตามการปรับคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของไทยปรับลดลงตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของตลาดการเงินโลกที่มีแนวโน้มผันผวนจากแนวนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลักและผลกระทบต่อตลาดการเงินไทย
อย่างไรก็ตาม ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าปรับสูงขึ้น จึงจะติดตามพัฒนาการของแนวโน้มเศรษฐกิจการเงินและพิจารณานโยบายการเงินให้เหมาะสมต่อไป
รายงาน โดย ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ เรียบเรียง โดย สุรเมธี มณีสุโข
อีเมล์. suramatee@efnancethai.comอนุมัติ โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
ดูข่าวต้นฉบับ