โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตลาดคาร์บอนเครดิต โตต่ำ มูลค่าซื้อขายภาคสมัครใจ 3 ร้อยล้าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ธ.ค. 2567 เวลา 12.43 น. • เผยแพร่ 27 ธ.ค. 2567 เวลา 05.43 น.

ตลาดคาร์บอนเครดิต ไทยยังโตต่ำเพียง 0.77% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในประเทศ ปริมาณและมูลค่าซื้อขายภาคสมัครใจปี 2559-ปัจจุบัน เพียง 3,596,371 tCO₂eq มูลค่า 316,440,394 บาท

จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความท้าทายระดับโลกที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้แนวคิด“คาร์บอนเครดิต” กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กับการลด/กักเก็บก๊าซเหล่านี้ในปริมาณที่เหมาะสม และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับองค์กรและธุรกิจที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกด้วย

ทั้งนี้องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN)ได้ให้นิยามของคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ไว้ว่า คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลด/กักเก็บได้ จากการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านกลไกลดก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ ที่ได้รับการรับรองและบันทึกในระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีหน่วยวัดเป็น “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)”

โดยสามารถนำคาร์บอนเครดิตที่มีไปแลกเปลี่ยนหรือซื้อ-ขายเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำไปปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการดำเนินงานไปรายงานในรายงานการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ หรือนำไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์กร บุคคล งานบริการ หรือจากการผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แต่การทำธุรกรรมที่เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต จะต้องกระทำผ่านระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ อบก. กำหนด

อย่างไรก็ตาม การทำคาร์บอนเครดิตและการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย ปัจจุบันยังเป็น “ภาคสมัครใจ” กล่าวคือ ยังไม่มีกฎหมายบังคับว่าจะต้องทำ แต่การที่ผู้ผลิตต่าง ๆ เริ่มหันมาทำคาร์บอนเครดิต ก็นับว่าเป็นการแสดงจุดยืนว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคม ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงมีแนวทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืน สร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร ด้วยการส่งเสริมโครงการหรือกิจกรรมที่ลด/กักเก็บก๊าซเรือนกระจกผ่านการเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต

ปัจจุบัน ตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยกำลังเติบโต โดยมีการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตอย่างต่อเนื่อง มีการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจผ่านโครงการต่าง ๆ ซึ่งโครงการที่มีบทบาทมากที่สุดในเวลานี้ก็คือ โครงการ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือ “โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย” เป็นโครงการที่ส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ ที่ทางอบก. พัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี 2557 มีการขึ้นทะเบียนและรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บได้จากโครงการ T-VER ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บได้ จะเรียกว่า “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งสามารถนำไปใช้รายงาน ใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์กร บุคคล การจัดงานอีเวนต์ และจากการผลิตผลิตภัณฑ์ได้

ดังนั้น โครงการ T-VER จึงเป็นกลไกที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตและใช้พลังงานหมุนเวียน ภาคอุตสาหกรรมที่มีกิจกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การจัดการของเสีย เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก การจัดการในภาคขนส่ง รวมถึงการปลูกต้นไม้และการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นอกจากจะช่วยกักเก็บก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังสามารถรักษาและสร้างสมดุลของความหลายหลายทางชีวภาพได้อีกด้วย

โครงการ T-VER มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ Standard T-VER และ Premium T-VER โดยโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน (ข้อมูลจากจดหมายข่าวเดือนตุลาคม 2567) มีที่ขึ้นทะเบียนโครงการจำนวนรวมทั้งสิ้น 472 โครงการ มาจากแบบ Standard T-VER จำนวน 468 โครงการ และแบบ Premium T-VER จำนวน 4 โครงการ (ดำเนินการในปี 2567) ซึ่งในจำนวนนี้มีโครงการที่ได้รับรองคาร์บอนเครดิต จำนวน 175 โครงการ มาจากแบบ Standard T-VER เท่านั้น โดยมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองแล้ว 20,497,588 tCO2eq

ส่วนภาพรวมของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของประเทศไทย ที่เริ่มมีการซื้อขายตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559 จนถึงปัจจุบัน ปีงบประมาณ 2568 มีปริมาณและมูลค่าการซื้อ-ขาย ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 ไปแล้วกว่า 3,596,371 tCO₂eq รวมมูลค่ากว่า 316,440,394 บาท แยกเป็นรายปีงบประมาณ ดังนี้

  • ปี 2559 มีปริมาณซื้อ-ขาย 5,641 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 846,000 บาท
  • ปี 2560 มีปริมาณซื้อ-ขาย 33,468 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 1,006,000 บาท
  • ปี 2561 มีปริมาณซื้อ-ขาย 144,697 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 3,090,520 บาท
  • ปี 2562 มีปริมาณซื้อ-ขาย 131,028 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 3,246,984 บาท
  • ปี 2563 มีปริมาณซื้อ-ขาย 169,806 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 4,375,686 บาท
  • ปี 2564 มีปริมาณซื้อ-ขาย 286,580 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 9,714,290 บาท
  • ปี 2565 มีปริมาณซื้อ-ขาย 1,187,327 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 128,489,980 บาท
  • ปี 2566 มีปริมาณซื้อ-ขาย 857,102 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 68,321,090 บาท
  • ปี 2567 มีปริมาณซื้อ-ขาย 686,079 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 85,794,604 บาท
  • ปี 2568 มีปริมาณซื้อ-ขาย 94,643 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 11,555,240 บาท

แม้ว่าตลาดคาร์บอนเครดิตในไทยจะกำลังเติบโต ทั้งจากแรงกระตุ้นของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนเครดิต ที่จะนำมาใช้ในอนาคต แต่ก็ยังมีความท้าทายอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการซื้อ-ขายต่ำ จากรายงานสถานการณ์ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทย ผ่านงานวิจัย“The 2024 Thailand’s Voluntary Carbon Market” พบว่า ประเทศไทยมีการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตในระดับต่ำ คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.77 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในประเทศ

อีกทั้งต้นทุนค่าประเมินและรับรองคาร์บอนเครดิตยังสูง จนเป็นอุปสรรคสำหรับผู้พัฒนาโครงการรายเล็กที่ขาดแคลนเงินทุน การดำเนินการของกลไกคาร์บอนเครดิตจึงยังไม่เพียงพอต่อความต้องการลดก๊าซเรือนกระจก แม้มูลค่าตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทยในระยะ 9 เดือนของปีงบประมาณ 2567 จะเติบโตถึงร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าก็ตาม

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ว่า เจ้าของโครงการคาร์บอนเครดิตไม่ได้นำคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองออกมาขายสู่ตลาดคาร์บอนเครดิตมากนัก เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะนำคาร์บอนเครดิตดังกล่าวไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจหรือองค์กรของตนเองมากกว่า และผู้ซื้อยังมีความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตไม่มาก ทำให้ราคาขายไม่คุ้มค่าพอให้เจ้าของโครงการคาร์บอนเครดิตยินดีขาย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ Green Finance ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...