ตลาดคาร์บอนเครดิต โตต่ำ มูลค่าซื้อขายภาคสมัครใจ 3 ร้อยล้าน
ตลาดคาร์บอนเครดิต ไทยยังโตต่ำเพียง 0.77% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในประเทศ ปริมาณและมูลค่าซื้อขายภาคสมัครใจปี 2559-ปัจจุบัน เพียง 3,596,371 tCO₂eq มูลค่า 316,440,394 บาท
จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความท้าทายระดับโลกที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้แนวคิด“คาร์บอนเครดิต” กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กับการลด/กักเก็บก๊าซเหล่านี้ในปริมาณที่เหมาะสม และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับองค์กรและธุรกิจที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกด้วย
ทั้งนี้องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN)ได้ให้นิยามของคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ไว้ว่า คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลด/กักเก็บได้ จากการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านกลไกลดก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ ที่ได้รับการรับรองและบันทึกในระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีหน่วยวัดเป็น “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)”
โดยสามารถนำคาร์บอนเครดิตที่มีไปแลกเปลี่ยนหรือซื้อ-ขายเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำไปปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการดำเนินงานไปรายงานในรายงานการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ หรือนำไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์กร บุคคล งานบริการ หรือจากการผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แต่การทำธุรกรรมที่เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต จะต้องกระทำผ่านระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ อบก. กำหนด
อย่างไรก็ตาม การทำคาร์บอนเครดิตและการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย ปัจจุบันยังเป็น “ภาคสมัครใจ” กล่าวคือ ยังไม่มีกฎหมายบังคับว่าจะต้องทำ แต่การที่ผู้ผลิตต่าง ๆ เริ่มหันมาทำคาร์บอนเครดิต ก็นับว่าเป็นการแสดงจุดยืนว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคม ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงมีแนวทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืน สร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร ด้วยการส่งเสริมโครงการหรือกิจกรรมที่ลด/กักเก็บก๊าซเรือนกระจกผ่านการเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต
ปัจจุบัน ตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยกำลังเติบโต โดยมีการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตอย่างต่อเนื่อง มีการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจผ่านโครงการต่าง ๆ ซึ่งโครงการที่มีบทบาทมากที่สุดในเวลานี้ก็คือ โครงการ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือ “โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย” เป็นโครงการที่ส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ ที่ทางอบก. พัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี 2557 มีการขึ้นทะเบียนและรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บได้จากโครงการ T-VER ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บได้ จะเรียกว่า “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งสามารถนำไปใช้รายงาน ใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์กร บุคคล การจัดงานอีเวนต์ และจากการผลิตผลิตภัณฑ์ได้
ดังนั้น โครงการ T-VER จึงเป็นกลไกที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตและใช้พลังงานหมุนเวียน ภาคอุตสาหกรรมที่มีกิจกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การจัดการของเสีย เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก การจัดการในภาคขนส่ง รวมถึงการปลูกต้นไม้และการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นอกจากจะช่วยกักเก็บก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังสามารถรักษาและสร้างสมดุลของความหลายหลายทางชีวภาพได้อีกด้วย
โครงการ T-VER มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ Standard T-VER และ Premium T-VER โดยโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน (ข้อมูลจากจดหมายข่าวเดือนตุลาคม 2567) มีที่ขึ้นทะเบียนโครงการจำนวนรวมทั้งสิ้น 472 โครงการ มาจากแบบ Standard T-VER จำนวน 468 โครงการ และแบบ Premium T-VER จำนวน 4 โครงการ (ดำเนินการในปี 2567) ซึ่งในจำนวนนี้มีโครงการที่ได้รับรองคาร์บอนเครดิต จำนวน 175 โครงการ มาจากแบบ Standard T-VER เท่านั้น โดยมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองแล้ว 20,497,588 tCO2eq
ส่วนภาพรวมของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของประเทศไทย ที่เริ่มมีการซื้อขายตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559 จนถึงปัจจุบัน ปีงบประมาณ 2568 มีปริมาณและมูลค่าการซื้อ-ขาย ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 ไปแล้วกว่า 3,596,371 tCO₂eq รวมมูลค่ากว่า 316,440,394 บาท แยกเป็นรายปีงบประมาณ ดังนี้
- ปี 2559 มีปริมาณซื้อ-ขาย 5,641 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 846,000 บาท
- ปี 2560 มีปริมาณซื้อ-ขาย 33,468 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 1,006,000 บาท
- ปี 2561 มีปริมาณซื้อ-ขาย 144,697 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 3,090,520 บาท
- ปี 2562 มีปริมาณซื้อ-ขาย 131,028 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 3,246,984 บาท
- ปี 2563 มีปริมาณซื้อ-ขาย 169,806 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 4,375,686 บาท
- ปี 2564 มีปริมาณซื้อ-ขาย 286,580 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 9,714,290 บาท
- ปี 2565 มีปริมาณซื้อ-ขาย 1,187,327 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 128,489,980 บาท
- ปี 2566 มีปริมาณซื้อ-ขาย 857,102 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 68,321,090 บาท
- ปี 2567 มีปริมาณซื้อ-ขาย 686,079 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 85,794,604 บาท
- ปี 2568 มีปริมาณซื้อ-ขาย 94,643 tCO₂eq มูลค่าการซื้อขาย 11,555,240 บาท
แม้ว่าตลาดคาร์บอนเครดิตในไทยจะกำลังเติบโต ทั้งจากแรงกระตุ้นของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนเครดิต ที่จะนำมาใช้ในอนาคต แต่ก็ยังมีความท้าทายอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการซื้อ-ขายต่ำ จากรายงานสถานการณ์ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทย ผ่านงานวิจัย“The 2024 Thailand’s Voluntary Carbon Market” พบว่า ประเทศไทยมีการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตในระดับต่ำ คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.77 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในประเทศ
อีกทั้งต้นทุนค่าประเมินและรับรองคาร์บอนเครดิตยังสูง จนเป็นอุปสรรคสำหรับผู้พัฒนาโครงการรายเล็กที่ขาดแคลนเงินทุน การดำเนินการของกลไกคาร์บอนเครดิตจึงยังไม่เพียงพอต่อความต้องการลดก๊าซเรือนกระจก แม้มูลค่าตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทยในระยะ 9 เดือนของปีงบประมาณ 2567 จะเติบโตถึงร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าก็ตาม
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ว่า เจ้าของโครงการคาร์บอนเครดิตไม่ได้นำคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองออกมาขายสู่ตลาดคาร์บอนเครดิตมากนัก เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะนำคาร์บอนเครดิตดังกล่าวไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจหรือองค์กรของตนเองมากกว่า และผู้ซื้อยังมีความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตไม่มาก ทำให้ราคาขายไม่คุ้มค่าพอให้เจ้าของโครงการคาร์บอนเครดิตยินดีขาย