การ ‘ฮีลใจ’ ไม่ได้ง่ายดายและมีแต่ด้านโรแมนติก เมื่อมันอาจหมายถึงบทสนทนายากๆ กับตัวเอง และอาจต้องเจ็บปวดหรือฟูมฟายบ้าง
ยุคนี้เรามักได้ยินคำว่า ‘ฮีลใจ’ กันอยู่บ่อยๆ แน่นอนว่าการที่สังคมให้ความสำคัญเรื่องของสุขภาพใจนั้นเป็นเรื่องดี แต่ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง การที่สังคมบางส่วนหยิบคำนี้ไปใช้ในเชิงพานิชย์อย่างหนักหน่วง ก็อาจทำให้ความหมายของการ Healing ถูกใช้อย่างไม่ระวัง และถูกทำให้มันกลายเป็นความ ‘โรแมนติก’ ที่ฉาบฉวยได้เหมือนกัน
เพราะในความเป็นจริงแล้ว การเยียวยา หรือ Healing เป็นเหมือน ‘Journey’ ของปัจเจกบุคคลที่อาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันไม่ได้โรแมนติกขนาดนั้น ไม่ได้มีเทียนหอมๆ เปิดเพลงเพราะๆ หรือคำคมให้กำลังใจ ไม่ใช่โมเมนต์ที่เราจะมีรูปอัพลงสตอรี่แล้วติดแฮชแท็กเก๋ๆ ว่า #Selfcare เสมอไป ตรงกันข้าม บางครั้งเราอาจจะพบความน่าเกลียดน่ากลัวระหว่างทางของการฮีล จนไม่อยากบอกใคร หรือไม่กล้าแม้แต่จะยอมรับกับตัวเองเลยด้วยซ้ำ
เช่นเดียวกับคอนเทนต์หนึ่งที่ชื่อว่า ‘Proper self care is a lot uglier than it looks on Instagram’ จากแพลตฟอร์ม Self Space ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิตสุดป๊อปในลอนดอน ที่มองว่า เส้นทางของการฮีลที่ควรจะเป็น ไม่ได้มีแต่ด้านสวยงามอย่างที่เรามักเห็นในโซเชียลฯ เพียงอย่างเดียว ทว่าเส้นทางยากๆ และไม่สวยงามนี้แหละที่อาจดีต่อใจที่สุด ซึ่งเราสามารถทำให้กับตัวเองได้
นี่คือความไม่โรแมนติกสวยงามของการ Healing ที่หลายคนอาจพบเจอระหว่างทาง
มันคือการสะอึกสะอื้น ฟูมฟาย และความเจ็บปวด
สิ่งที่ไม่สวยงามและอาจเป็นความน่าเกลียดน่ากลัวระหว่างทางของการฮีลไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากอะไรบางอย่างที่หลบซ่อนอยู่ในตัวเราซึ่งไม่เคยถูกหงายการ์ดออกมาให้เห็น ไม่เคยรู้ถึงการมีอยู่ของมันมาก่อน หรือถึงจะรู้ เราก็อาจไม่เคยกล้าเผชิญหน้ากับมันเลยก็เป็นได้ การค้นคุ้ยลงไปในจิตใจจึงเป็นเรื่องไม่ง่าย ระหว่างทางเราอาจจะพบร่องรอยของบาดแผล และเป็นไปได้ว่าจะเจอกับความเจ็บปวด เจ็บปวดได้มากกว่าเป็นอยู่ นอกจากนั้นยังอาจมีความรู้สึก Self-shame การเกลียดตัวเอง และความรู้สึกอื่นๆ อีกมากมาย จนทำให้สะอึกสะอื้นฟูมฟายกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการ Healing ที่ไม่ได้หมายความเราอ่อนแอ และไม่ควรถูกตัดสินจากใครเลยแม้แต่ตัวเราเอง
มันคือบทสนทนายากๆ
สังคมบางส่วนที่พยายาม Commercialize การฮีลใจ อาจทำให้ดูเหมือนทุกอย่างเป็น ‘เรื่องง่าย’ ราวกับว่าบาดแผลหรือปัญหาที่เราเจอนั้นสามารถตื่นขึ้นมาแล้วแก้ไขได้เลยทันที ไม่ว่าจะด้วยเพียงแค่คำคม คำพูดให้กำลังใจสวยๆ Be a better you, New year - new you หรือแม้แต่คำว่า Move on ที่ก็เป็นเหมือนดาบสองคม เพราะอันที่จริงแล้ว การ Healing คือบทสนทนา ‘ยากๆ’ กับตัวเอง เหมือนกับคำพูดที่ว่า ‘Truths is hard’ ซึ่งอาจจะยากอยู่สักหน่อย แต่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและพร้อมมากพอที่เราจะเปิดบทสนทนาเหล่านั้น มันอาจช่วยให้เราเกิดการตื่นรู้และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้มากกว่าคำพูดสวยหรูที่แค่ปลอบประโลม ให้กำลังใจเพียงชั่วครั้งคราว
มันคือการโอบรับความไม่สบายตัว
นอกจากบทสนทนาที่ยากๆ การ ‘รู้สึก’ สิ่งที่กำลังรู้สึก หรือการปล่อยให้ความรู้สึกได้ทำงานบ้างก็เป็นส่วนหนึ่งของการ Healing ด้วยเหมือนกัน หนทางของการ Healing ที่จำเป็น คือการยอมรับความรู้สึกยุ่งยาก มากกว่าการวิ่งหนี การปลดปล่อย หรือการเยียวยาชั่วครั้งคราวที่อาจไม่ได้ทำให้เราเรียนรู้ เติบโต หรือเข้าใจความเจ็บปวดหรือปัญหานั้นมากขึ้นแต่อย่างใด Healing จึงเป็นงานที่ทั้งหนัก ทั้งไม่สวยหรู เป็นการทำงานกับ ‘ภายใน’ ที่ต้องอาศัยความกล้าหาญ เวลา กับความอดทนในกระบวนการเหล่านี้ไม่น้อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจยั่งยืนกว่า
มันคือการขอความช่วยเหลือ
เส้นทางของ Healing ที่แท้จริงก็ไม่จำเป็นว่าเราต้องเดินไปตามลำพังเสียเมื่อไร และการขอควาช่วยเหลือในเวลาที่จำเป็นก็ไม่ได้หมายความว่าอ่อนแอ เพราะความเข้มแข็งบางครั้งคือการยอมรับว่าเราเองก็มีช่วงเวลาที่ต้องการซับพอร์ตจากคนอื่นมากกว่าปกติเหมือนกัน ซึ่งการขอซับพอร์ตจากคนอื่นอาจเป็นการช่วยให้เราเผชิญหน้ากับปัญหาหรือความเจ็บปวดเหล่านั้นได้ขึ้นด้วย
อ้างอิง
https://www.instagram.com/p/DAqDM3YNhj-/?img_index=4
https://www.instagram.com/p/DFACJ1oMaEy/?img_index=2
https://www.cityscapecounseling.com/post/the-truth-about-the-healing-process/
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- การ ‘ฮีลใจ’ ไม่ได้ง่ายดายและมีแต่ด้านโรแมนติก เมื่อมันอาจหมายถึงบทสนทนายากๆ กับตัวเอง และอาจต้องเจ็บปวดหรือฟูมฟายบ้าง
- 4 รูปแบบหลักๆ ของความรัก ที่ขับเคลื่อนโดย 4 ฮอร์โมนที่ต่างกัน
- Trauma Dumping การเอาความทุกข์โยนใส่คนอื่น ซึ่งทั้งไม่แฟร์ และ Toxic ต่อความสัมพันธ์
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com