โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

"ธนชาต" แย้มดีลซื้อบริษัทประกัน ตั้งเป้าปีหน้าท้าทายโกยเบี้ยหมื่นล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 ธ.ค. 2564 เวลา 07.35 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 13.42 น.

ธนชาตประกันภัย แย้มเงินทุนหนา จ้องดีลซื้อบริษัทประกันวินาศภัยขยายธุรกิจ ตั้งเป้าปีหน้าโกยเบี้ย 10,000 ล้านบาท เติบโต 22% จากสิ้นปีนี้คาดเข้าเป้าที่ 8,200 ล้านบาท ลุยปรับพอร์ตลงทุนปี’65 โยกเงินในบอนด์ลงทุน “หุ้น-หุ้นกู้-กองรีท-กองทุนรวม” หวังผลตอบแทน 3% ต่อปี

วันที่ 1 ธันวาคม 2564 นายพีระพัฒน์ เมฆสิงห์วี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยไทยในสิ้นปี 2564 นี้ คาดว่าทั้งระบบจะมีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 2.5 แสนล้านบาท เติบโต 3% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน

โดยมาจากยอดขายประกันสุขภาพ และยอดขายประกันภัยโควิด-19 ที่เข้ามาสูงมากในช่วงไตรมาส 2/64 ขณะที่ภาพรวมเบี้ยทั้งระบบในปี 2565 คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตในระดับ 3% โดยภาคธุรกิจประกันวินาศภัยจำเป็นต้องสร้างเบี้ยประกันจากงานประเภทอื่นๆ เข้ามาชดเชยยอดขายประกันภัยโควิด ไม่ว่าจะเป็นประกันภัยรถยนต์และประกันสุขภาพ

ธุรกิจประกันปีหน้าโต 3% หางานใหม่ชดเชยโควิด

“ปีหน้ายังเป็นปีที่ท้าทาย เพราะทั่วโลกเผชิญการแพร่ระบาดโควิดสายพันธุ์โอไมครอน ซึ่งเป็นความเสี่ยงใหม่ที่เพิ่มเข้ามา หากเจอผู้ติดเชื้อและมีการปิดประเทศ ไม่มีการเคลื่อนไหวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จะกระทบต่อยอดขายประกันได้ แต่อย่างไรก็ดีเชื่อว่าผลกระทบตรงนี้จะไม่หนักเหมือนรอบก่อนๆ และเราต้องอยู่ร่วมกับโควิดให้ได้

ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้าน่าจะฟื้นตัว แต่ฝั่งกำลังซื้อของประชาชนอาจชะลอตัว ทำให้บริษัทต้องปรับตัว เน้นการขายผลิตภัณฑ์ที่คุ้มราคา ซื้อง่าย จ่ายเบี้ยน้อยๆ และมีการให้ผ่อนชำระได้ 0% นานกว่า 10 เดือน” นายพีระพัฒน์กล่าว

ช่วงปี 2563 กำไรจากการรับประกันภัยของบริษัทประกันวินาศภัยทั้งระบบสูงกว่า 12,000 ล้านบาท และช่วงครึ่งแรกของปี 2564 กำไรจากการรับประกันภัยสูงกว่า 7,000 ล้านบาท แต่จากช่วงไตรมาส 3/64 ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบหนักจากการแพร่ระบาดโควิด ทำให้สิ้นไตรมาส 3/64 มีผลขาดทุนจากการรับประกันมากกว่า 10,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้นในช่วงที่เหลือของปีหากเกิดการระบาดโควิดสายพันธุ์โอไมครอนเข้ามาอีกรอบจะน่าเป็นห่วงมาก

ธนชาต มั่นใจสิ้นปีเบี้ยแตะ 8.2 พันล้าน

นายพีระพัฒน์กล่าวต่อว่า สำหรับธนชาตประกันภัยสิ้นไตรมาส 3/64 มีเบี้ยรับรวมที่ 5,900 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 670 ล้านบาท เติบโต 3% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน มีจำนวนลูกค้า 1 ล้านราย จำนวนกรมธรรม์ 1.5 ล้านฉบับ หรือเฉลี่ยผู้ถือกรมธรรม์ 1.5 กรมธรรม์ต่อคน คาดปิดสิ้นปี 64 บริษัทจะเก็บเบี้ยรับรวมได้ตามเป้าที่ 8,100-8,200 ล้านบาท ยืนทรงตัวได้ในระดับใกล้เคียงปีก่อน แต่ถือว่ายังรักษาอัตราการทำกำไรเติบโตได้ต่อเนื่อง

โดยสัดส่วนพอร์ตงานรับประกันภัยกว่า 85% มาจากยอดขายประกันภัยรถยนต์ มีสัดส่วนการขายกว่า 42% ผ่านช่องทางธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานขายอยู่กว่า 3,000 ไลเซนส์ โดยบริษัทยังคงรักษาระดับอัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ในระดับต่ำ หรืออยู่ราว 52%

สะท้อนจากสภาพคล่องของบริษัทที่สูงมากจากมูลค่าเงินทุนจดทะเบียนสูงกว่า 4,930 ล้านบาท มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) สูงกว่า 1,386% ในช่วงสิ้นเดือน พ.ย. 64 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน คปภ.ไปมาก

ตั้งเป้าท้าทาย โกยเบี้ยปีหน้าหมื่นล้าน

นายพีระพัฒน์กล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายในปี 2565 บริษัทได้ตั้งเป้าเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท เติบโต 22% จากสิ้นปีนี้ ยอดขายหลักมาจากช่องทางแบงก์ ซึ่งคาดว่าจะเติบโตได้กว่า 30% จากสิ้นปีนี้ และที่เหลือ 3,500 ล้านบาท มาจากช่องทางขายผ่านโบรกเกอร์ และอีก 300 ล้านบาท มาจากช่องทางเทเลเซลส์

เป้าเบี้ยรวมถือว่าเป็นเป้าที่มีความท้าทายค่อนข้างมาก แต่บริษัทพร้อมบุกตลาด โดยมีแผนขยายพันธมิตรรายใหม่ และตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้าใหม่อีก 300,000 ราย โดยโฟกัสกลุ่มลูกค้ารายได้ปานกลาง, มนุษย์เงินเดือน และกลุ่ม Young Old รวมไปถึงจะพัฒนาสินค้าใหม่ทั้งประกันรถยนต์ ประกันเดินทาง และประกันอุบัติเหตุ นอกจากนี้พัฒนาบริการร่วมมือพันธมิตรอู่รถยนต์ในเครืออีกด้วย

และวางแผนใช้เงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี ผ่านกลยุทธ์ Digital Customer Journey โดยตอนนี้เปลี่ยนระบบงานไปอยู่บนคลาวด์ทั้งหมดแล้ว เพื่อให้การทำงานได้ไม่จำกัด และช่วยให้มีระบบความปลอดภัยสูงเทียบเท่าสากล

ปรับพอร์ตลงทุน ลุยสินทรัพย์เสี่ยง

นายพีระพัฒน์กล่าวอีกว่า และอีกกลยุทธ์สำคัญคือ การปรับหน้าตาพอร์ตการลงทุนในปี 2565 มุ่งเน้นการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น โดยมีแผนจะลงทุน อาทิ หุ้นกู้, หุ้น, กองรีท, กองทุนรวมต่างประเทศ และกองทุนรวมส่วนบุคคล เน้นลงทุนไม่เกิน 3 ปี เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น

โดยปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์ลงทุนที่ 12,000 ล้านบาท แบ่งเป็นพอร์ตเงินฝากและพันธบัตรรัฐบาลราว 80% ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเกือบ 2% ต่อปี ทั้งนี้หากเปลี่ยนหน้าตาของพอร์ตลงทุนในปีหน้า คาดหวังผลตอบแทนที่ได้จะอยู่ในระดับ 3% ต่อปี

ทั้งนี้แต่ละปีบริษัทจะมีเงินส่วนเพิ่มจากกำไรปีละประมาณ 700 ล้านบาท เข้ามาในพอร์ตซึ่งจะทำให้สินทรัพย์รวมของบริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้นทุกปี

“เราปันผล 100% ของกำไรสุทธิ ปีละ 2 ครั้ง ปัจจุบันคิดเป็นผลตอบแทนจากส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ประมาณ 15% และมีเงินกองทุนสูงกว่า 5,000 ล้านบาท” นายพีระพัฒน์กล่าว

จับจังหวะ จ้องปิดดีลซื้อกิจการ

นายพีระพัฒน์กล่าวอีกว่า จากผลกระทบโควิด-19 จะเห็นสัญญาณการควบรวมกิจการเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันท็อป 20 ของบริษัทประกันวินาศภัยไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 80% ฉะนั้นผู้เล่นรายเล็กอีกกว่า 30 ราย หากจะเอาตัวรอดให้ได้อาจต้องมีการร่วมทุนหรือควบรวมกิจการ เพราะในอนาคตต้องเผชิญผลกระทบจากมาตรฐานบัญชีใหม่

ซึ่งมีต้นทุนที่สูงขึ้น มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีการทำพิสูจน์ตัวตน (KYC) ดังนั้นบริษัทเองก็ใช้จังหวะและกำลังมองหาพันธมิตรที่จะมาทำงานร่วมกันได้ เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต โดยต้องมีลักษณะความเชี่ยวชาญที่เหมือนกัน และต้องไม่เป็นบริษัทที่ขาดทุน

“ตอนนี้เรามีเงินเพียงพอ และเรามีกำไรเติบโตขึ้นทุกปี เพราะฉะนั้น เรามองหาโอกาสตรงนี้ตลอดเวลา โดยปัจจุบันผู้ถือหุ้นของเราสัดส่วน 51% คือ บมจ.ทุนธนชาต (TCAP) และสัดส่วน 49% คือ สโกเทีย ซึ่งล่าสุดได้ขายหุ้นให้ทีทีบีสัดส่วน 10% ด้วยมูลค่า 1,102 ล้านบาท โดยขณะนี้อยู่ในกระบวนการทำธุรกรรมซึ่งจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือน ธ.ค.นี้” นายพีระพัฒน์กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...