โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ก.ค.ศ.' แจงเกณฑ์อัตรากำลังแบบใหม่ เน้นเพิ่มประสิทธิภาพร.ร.ขนาดเล็ก หวังได้ครูคุณภาพ-ครบชั้น

MATICHON ONLINE

อัพเดต 30 พ.ย. 2563 เวลา 08.44 น. • เผยแพร่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 08.28 น.

‘ก.ค.ศ.’ แจงเกณฑ์อัตรากำลังแบบใหม่ เน้นเพิ่มประสิทธิภาพร.ร.ขนาดเล็ก หวังได้ครูคุณภาพ-ครบชั้น

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ. มีมติอนุมัติ ร่างหลักเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเหตุผลในการปรับหลักเกณฑ์อัตรากำลังฯ เพราะหลักเกณฑ์เดิม บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2545 ถือเป็นเวลานานกว่า 18 ปี ไม่สอดคล้องกับบริบทการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 อีกทั้งปัจจุบันอัตราการเกิดลดลง โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงไป โรงเรียนขนาดเล็กมีจำนวนเพิ่มขึ้น จึงมีอัตรากำลังไม่เพียงพอต่อการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพ อีกทั้งการคำนวณอัตรากำลังที่ผ่านมาจะใช้เพียงมิติเชิงการบริหาร คือสัดส่วนครูต่อนักเรียนเท่านั้น ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำกับโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีผลต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างมาก และหลักเกณฑ์เดิมไม่สามารถตอบสนองภารกิจด้านการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องปรับหลักเกณฑ์ใหม่ เพื่อตอบโจทย์ให้สามารถบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น

นายประวิตกล่าวต่อว่า หลักเกณฑ์อัตรากำลังฯ ใหม่ ที่จะประกาศใช้ ก.ค.ศ.จะวิเคราะห์ทั้งในมิติเชิงปริมาณ และมิติเชิงคุณภาพ ซึ่งมิติเชิงปริมาณนั้น เปลี่ยนจากการการวิเคราะห์จำนวนครูต่อนักเรียน และนำเอาโรงเรียนเป็นตัวตั้งในการวิเคราะห์และกำหนดขนาดโรงเรียน ว่าโรงเรียนแต่ละขนาดควรจะมีครูอยู่จำนวนเท่าใด พร้อมกับใช้ภาระงานของครู ไม่ว่าจะเป็นชั่วโมงสอนและชั่วโมงเรียน มาเป็นปัจจัยในการกำหนดอัตรากำลัง ทั้งนี้ก.ค.ศ.ได้กำหนดอัตรากำลังบุคลากรสายสนับสนุนการศึกษาที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นด้วย ส่วนมิติเชิงคุณภาพ ก.ค.ศ.ต้องการลงลึกไปถึงปัญหาการศึกษา คือ เด็กมีทักษะในการอ่าน เขียน และการคิดวิเคราะห์ ทั้งนี้ต้องการลดงานธุรการของครู คืนครูสู่ห้องเรียน และต้องเชื่อมโยงไปสู่การวางแผนผลิต สรรหา และพัฒนาครูในอนาคตด้วย การปรับเกณฑ์อัตรากำลังฯ ครั้งนี้ ก.ค.ศ.คำนึงถึงโรงเรียนขนาดเล็กในการจัดการเรียนการสอนและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า การกำหนดอัตรากำลังในสถานศึกษาตามหลักเกณฑ์ใหม่ มีรายละเอียดดังนี้ จำนวนนักเรียน 1-40 คน จะมีครูขั้นต่ำ 1-4 คน จำนวนนักเรียน 41-80 จะมีผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน ครู 6 คน จำนวนนักเรียน 81-119 คน มีผู้อำนวยโรงเรียน 1 คน ครู 8 คน จำนวนนักเรียน 120-359 มีผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน ซึ่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนจะต้องรับภาระงานสอนด้วย จำนวนนักเรียน 360-719 คน มีผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน จำนวนนักเรียน 720-1,079 คน มีผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน 2 คน จำนวนนักเรียน 1,080-1,679 คน มีผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน 3 คน และจำนวนนักเรียน 1,680 ขึ้นไป มีผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน 4 คน ทั้งนี้ ในโรงเรียนที่มีนักเรียนมากกว่า 120 คน ให้ใช้สูตรคำนวณอัตรากำลังของครูดังนี้ จำนวนห้องเรียนแต่ละระดับชั้น คูณกับ ชั่วโมงเรียนตามหลักสูตรต่อสัปดาห์ หารกับ ชั่วโมงสอนของครูหนึ่งคนต่อสัปดาห์ (20 ชั่วโมง)

“การปรับเกณฑ์อัตรากำลังใหม่ จะนำไปสู่สิ่งสำคัญ 5 เรื่องคือ 1.การเกลี่ยอัตรากำลังจากโรงเรียนใหญ่ไปสู่โรงเรียนเล็กจะมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น 2.ครูจะครบชั้นโดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก และจะมีครูครบรายวิชาด้วย 3.ต่อไปการบรรจุและการย้ายจะเป็นไปตามวิชาเอกที่โรงเรียนขาด 4.เกณฑ์อัตรากำลังฯใหม่ จะนำไปสู่การวางแผนอัตรากำลังในระยะ 10 ปี ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ 5.เกณฑ์อัตรากำลังฯ ใหม่ จะนำไปสู่การวางแผนผลิตครูของสถาบันฝ่ายผลิต ซึ่ง ก.ค.ศ.ได้ประสานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) โดยต่อไป ก.ค.ศ.จะตั้งคณะทำงานร่วมกับ ทปคศ. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาซึ่งการเปลี่ยนอัตรากำลังรูปแบบใหม่ถ้าทำอย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถลดอัตรากำลังครูไปได้ 8,086 ตำแหน่ง แต่จะมีประสิทธิภาพดีขึ้น โรงเรียนเล็กได้ครูที่มีคุณภาพและมีครูครบชั้น “นายประวิต กล่าว

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...