โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มองเมืองไทย ๑๐๐ ปีก่อน จากภาพเก่าในนิทรรศการ "ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 ก.พ. 2566 เวลา 14.01 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2563 เวลา 13.42 น.

ภาพถ่าย เป็นวัตถุอย่างหนึ่งที่บอกเล่าเรื่องราว บันทึกสภาพสังคม และวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี และดีที่สุดก่อนที่เราจะมีสื่อที่พัฒนาขึ้นมาอย่าง ภาพเคลื่อนไหว ดังนั้น ถ้าอยากรู้ว่าสภาพสังคม-บ้านเมืองในยุคไหนเป็นอย่างไร ให้ดูที่ภาพถ่ายที่ถ่ายในยุคนั้น ๆ

เทคโนโลยีการถ่ายภาพเข้ามาในเมืองไทย ในสมัยรัชกาลที่ 4 ก่อนจะเป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่เจ้านาย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งฟิล์มภาพถ่ายจำนวนมากที่ท่านเหล่านั้นได้ถ่ายไว้ ส่วนหนึ่งยังคงได้รับการรักษาไว้อย่างดี เป็นมรดกของแผ่นดินให้คนรุ่นหลังได้ใช้เป็นข้อมูลในการศึกษา และได้เห็นสภาพบ้านเมืองในแต่ละยุคสมัยเรื่อยมา ก่อนจะถึงยุคปัจจุบัน

ช่วงนี้มีโอกาสดีสำหรับใครที่อยากเห็นสภาพความเป็นอยู่ของเมืองไทยเมื่อราว 100 ปีก่อน สามารถไปดูภาพถ่ายที่บันทึกในยุคนั้นได้ในนิทรรศการ “ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา” ที่จัดแสดง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม-20 กันยายนนี้

ภาพถ่ายในนิทรรศการ “ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา” เป็นส่วนหนึ่งในต้นฉบับภาพถ่ายฟิล์มกระจกชุด “หอพระสมุดวชิรญาณ” ที่องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลก” เมื่อปี พ.ศ. 2560 ซึ่งภาพถ่ายชุดนี้บอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทยในอดีต รวมทั้งวิถีชีวิตของชาวสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 7

หลังจากที่ต้นฉบับภาพถ่ายฟิล์มกระจกชุด “หอพระสมุดวชิรญาณ” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลก” กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ร่วมกับมูลนิธิสิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก ได้ร่วมกันจัดนิทรรศการ “เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพมหานคร เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสนั้น นับแต่นั้นมา สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติได้กำหนดแผนการดำเนินงานทุกปี ด้วยการนำภาพถ่ายฟิล์มกระจกตามลำดับกล่องถัดไป มาจัดทำคำบรรยายภาพและเผยแพร่ข้อมูลในรูปแบบหนังสือ หรือนิทรรศการ เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าและวิจัยของประชาชน

ถนนเจริญกรุงตัดกับถนนมหาไชย เชิงสะพานดำรงสถิตย์ ตึกแถวหัวมุมที่สี่แยกเป็นห้าง บี.กริมแอนด์โก สาขาประตูสามยอด ภาพถ่ายนี้ถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ก่อนที่จะออกมาเป็นนิทรรศการ “ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา” นี้ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิพร้อมผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับภาพถ่ายโบราณ ร่วมจัดทำคำบรรยายและคัดเลือกภาพถ่ายจำนวน 205 ภาพ นำมาจัดพิมพ์หนังสือในชื่อ “ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์” เล่ม 2 ต่อมา ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน ได้นำภาพถ่ายจากหนังสือร่วมกับภาพถ่ายชุดอื่นไปออกแบบเนื้อหาและนำเสนอในรูปแบบนิทรรศการ ภายใต้ชื่อ “ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา” รวมทั้งหมด 102 ภาพ ซึ่ง “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” ได้คัดเลือกภาพส่วนหนึ่ง พร้อมคำบรรยายมานำเสนอให้ชมในที่นี้แล้ว

ข้อมูลในนิทรรศการบอกว่า นิทรรศการนี้เน้นให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเมื่อสยามค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการประสมประสานทางวัฒนธรรม “ตะวันออกบรรจบตะวันตก” อันเป็นเอกลักษณ์เพื่อนำผู้คนในปัจจุบันเดินทางย้อนเวลาไปในอดีต เป็นการเดินทางที่นำไปสัมผัสกับเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งวิถีชีวิตของชาวสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7

นิทรรศการนี้แบ่งส่วนการจัดแสดงออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้

ส่วนที่ 1 : ปฐมบรรพ การเสด็จประพาสหัวเมืองของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นภาพการเสด็จประพาสหัวเมืองต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ และการเสด็จประพาสต้น

ตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา วิถีชีวิตของชาวสยามเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ไม่เพียงแต่เฉพาะสามัญชน รวมถึงพระมหากษัตริย์และบรรดาเจ้านายพระราชวงศ์ด้วย ความสนใจที่มีต่อวัฒนธรรมตะวันตก รวมทั้งการติดต่อสัมพันธ์กับชาวต่างชาติ ทำให้แนวคิดและวิถีแห่งกษัตริย์เปลี่ยนแปลงไป มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ความเปลี่ยนแปลงยิ่งเห็นชัดเจนมากขึ้น ด้วยพระองค์ได้เสด็จประพาสหัวเมืองต่าง ๆ พร้อมเจ้านายพระราชวงศ์ บ่อยครั้งเป็นการเสด็จประพาสต้น คือ เสด็จพระราชดำเนินส่วนพระองค์โดยไม่ให้ใครรู้จัก เพื่อจะได้ทรงใกล้ชิดและทราบทุกข์สุขที่แท้จริงของชาวบ้าน

ส่วนที่ 2 : ทุติยบรรพ สยามอันสุขสงบในรอยต่อของกาลเวลา เป็นภาพวิถีชีวิตของผู้คนในกรุงเทพฯ ที่ดำเนินไปตามครรลองอย่างเนิบช้า ภาพเด็ก ๆ เล่นกันอย่างสนุกสนาน ภาพพระภิกษุในวัดวาอาราม ฯลฯ วิถีชีวิตอันธรรมดาสามัญเหล่านี้เปรียบเสมือนช่วงพักครึ่งเวลาระหว่างการแสดง ช่วงเวลาที่สงบนิ่ง รอเวลาที่ความเปลี่ยนแปลงจะเข้ามาแสดงบทบาทในสยามประเทศ

ส่วนที่ 3 : ตติยบรรพ ตะวันออกบรรจบตะวันตก เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นบทบาทของชาวตะวันตกที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7

แม้ชาวตะวันตกจะเข้ามาในสยามตั้งแต่ก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 นี้เองที่เห็นได้ชัดเจนว่า ชาวตะวันตกมีบทบาทต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวสยามมากขึ้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดเกล้าฯ ให้ชาวยุโรปที่มีความรู้ความสามารถหลายคนได้ทำงานร่วมกับช่างฝีมือชาวสยาม ลักษณะแห่ง “ตะวันออกบรรจบตะวันตก” นี้ได้ดำเนินเรื่อยมา และพัฒนาจนถึงจุดสูงสุดในรัชสมัยของพระองค์เอง และพระราชโอรสทั้งสอง ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7)

ส่วนที่ 4 : จตุตถบรรพ เร่งรุดไปข้างหน้า เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงการรับอิทธิพลของชาติตะวันตกที่ทำให้สยามเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการสร้างและเชื่อมโยงระบบเส้นทางรถไฟ ซึ่งนำไปสู่การเติบโตทางการปกครอง เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว

กิจการรถไฟแรกมีในสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงพัฒนาจนเสร็จสมบูรณ์ โดยเชื่อมโยงระบบและเส้นทางทั้งหมดให้เป็นโครงข่ายเดียวกัน รถไฟนี่เองที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้สยามเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การสร้างทางรถไฟสะท้อนอิทธิพลของตะวันตกทั้งในเชิงกายภาพและแนวคิดอุดมคติ เห็นได้ชัดเจนจากการนำเข้าวัสดุและวิทยาการจากตะวันตกเพื่อใช้ในการสร้างทางรถไฟ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญและลึกซึ้งกว่านั้น คือ การสร้างทางรถไฟเป็นประจักษ์พยานของสำนึกเรื่องรัฐชาติ อันเป็นแนวคิดจากตะวันตกซึ่งมีอิทธิพลต่อชนชั้นปกครองของเอเชียในสมัยนั้น ในอันที่จะเชื่อมหัวเมืองใหญ่น้อยเข้ากับเมืองหลวง เพื่อเสริมสร้างการปกครองแบบรวมศูนย์ ทั้งในเชิงวัฒนธรรมและการบริหารบ้านเมือง สยามจึงเริ่มกลายเป็นรัฐที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ขยายออกจากพระนคร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...