โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โอปอล์-ปาณิสรา ก้าวข้ามคำสบประมาท สู่บทบาทคนบันเทิง-นักธุรกิจ-คุณแม่สุดสตรอง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ก.ค. 2562 เวลา 08.19 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2562 เวลา 07.27 น.

พิราภรณ์ วิทูรัตน์ : เรื่อง

โอปอล์-ปาณิสรา อารยะสกุล อยู่ในวงการบันเทิงมาสิบกว่าปีในฐานะคนเบื้องหลัง นักแสดง ดีเจ. และพิธีกร ด้านชีวิตส่วนตัวโอปอล์สมรสกับนายแพทย์สมิทธิ์ อารยะสกุล หรือ “หมอโอ๊ค” ซึ่งในช่วงแรกที่เปิดตัวคบหากันก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมายทั้งประเด็นของความไม่เหมาะสม และคำครหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าเข้าหาเธอไม่ขาดสาย แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้นมาได้ กระทั่งปัจจุบันโอปอล์และหมอโอ๊คมีเจ้าตัวเล็กน่ารักน่าเอ็นดูอย่างน้องอลิน-อรัญมาเติมเต็มให้ชีวิตครอบครัวสมบูรณ์แบบขึ้น

 

นอกจากบทบาทในวงการบันเทิงแล้ว โอปอล์ยังมีหมวกของนักธุรกิจที่แทบจะเป็นงานหลักในตอนนี้เลยก็ว่าได้ “ปอล์อยากทำธุรกิจที่มันไปได้ถึงลูกถึงหลาน” นั่นคือคำตอบจากโอปอล์เมื่อถามถึงพาร์ตการทำธุรกิจของเธอ และเป็นอีกเหตุผลหลัก ๆ ที่ “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” ชวนโอปอล์พูดคุยอัพเดตถึงชีวิตตอนนี้ หลังจากที่เราไม่ได้เห็นเธอในฐานะคนเบื้องหน้าบ่อยเหมือนแต่ก่อน

Q : พักหลังที่ไม่ค่อยได้เห็นงานเบื้องหน้า ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง

หลัก ๆ จะเป็นธุรกิจ ปอล์ทำธุรกิจมานานแล้วค่ะ มีบริษัทนางแมวป่า เป็นมีเดียเอเยนซี่ ดูแล 4 รายการ เริ่มจาก Loukgolf”s EnglishRoom, รายการ Opal Law เฟิร์ม, รายการ Opal All Around และรายการ Dr.Smith ส่วนอีกพาร์ต คือ บริษัท โอ กาแฟ ดูแลร้านกาแฟ O”s Coffee แล้วก็ธุรกิจ Oab”s Soap เป็นสกินแคร์ เราทำสิ่งเหล่านี้มาตลอดหลายปีควบคู่กับการทำงานในวงการ พอมีลูกปอล์เบรกงานเบื้องหน้าเพื่อที่จะได้อยู่กับลูกตลอดเวลา และลุยธุรกิจเป็นหลัก

 

*Q : ทำไมหันมาทำรายการทีวี *

เพราะช่วงแรกที่เป็นพิธีกร บางทีเราต้องเป็นในสิ่งที่ไม่ได้อยากทำ เช่น เราไม่ได้อินกับเรื่องวงการบันเทิงหรือข่าวเมาท์ เราอยากทำรายการที่มันเป็น edutainment อย่างรายการภาษาอังกฤษเราคุยกับลูกกอล์ฟว่า เราอยาก encouraged ให้คนไทยกล้าพูดภาษาอังกฤษ ให้คนไทยรู้ว่ากล้าพูดเถอะ อย่ามาล้อสำเนียงหรือแกรมม่ากัน

Q : ที่บอกว่าไม่ชอบข่าวเมาท์ซุบซิบ ตอนเป็นดีเจ.หรือพิธีกรเคยต้องอ่านข่าวประเภทนี้มั้ย

คือปอล์ไม่อยากทำรายการแนวซุบซิบเอง เพราะคนที่เขาพูดถึงส่วนใหญ่เรารู้จัก ปอล์ไม่เอ็นจอยการเมาท์เพื่อน ตอนจัดรายการอยู่ EFM เราจัดช่วง “ไก่คุ้ยตุ่ยเขี่ย” เป็นการเมาท์ตัวเองกับพี่เชา (ดีเจเชาเชา)สองคน และคุยกับแขกที่โทร.เข้ามา แต่เราก็ขอว่าถ้าต้องเล่าข่าวบันเทิงอะไรก็ตามเราอาจจะไม่สะดวก ตอนทำรายการก็ไม่มีใครมาเสนอให้ทำข่าวซุบซิบ เพราะจะแจ้งก่อนเลยว่าไม่ทำ จบ ทุกคนเข้าใจ

Q : อยู่ในวงการมาก็นานแล้ว มีอะไรที่ชอบหรือไม่ชอบบ้าง

ถามว่าชอบหรือไม่ชอบอะไรในวงการปอล์คงไม่มานั่งแบ่งว่าในวงการบันเทิงมีหรือไม่มีอะไร เพราะเราไม่เคยอยู่นอกวงการ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวงการนักบัญชี วงการทนาย วงการหมอ วงการบันเทิง อาชีพอะไรก็ตาม มันมีทั้งดีและไม่ดี ถ้าถามว่าไม่ชอบอะไรมีมากมาย แต่มันก็ไม่เกี่ยวกับเรา เพราะถ้าไม่ชอบเราก็ไม่เอาตัวเข้าไป

 

Q : เป็นหนึ่งในคนที่โดนข่าวเมาท์ซุบซิบแรง ๆ ตอนนั้นรับมือยังไง

ไม่ใช่แค่คนในวงการบันเทิงนะที่ต้องเจอกับสิ่งนี้ ทุกคนต้องเคยเจอ ทุกคนที่มีไอจี เฟซบุ๊ก หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับโลกออนไลน์ทุกคนต้องโดน บางทีไม่รู้จักกันก็มีคนมาคอมเมนต์ด่า ก่อนที่จะมีโลกโซเชียลใด ๆ บางทีข้างบ้านก็ด่าเรา ญาติก็เมาท์เรา เพื่อนที่ทำงานก็เมาท์ ปอล์ว่าเราต้องไม่เทกว่าคนในวงการจะโดนหนัก ทุกคนโดนหมด เวลาเกิดเรื่องเมาท์คนจะรู้สึกว่า โอปอล์โดนหนักมาก โอปอล์ต้องตายแน่ ซึ่งบางทีเราไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ การที่เราไม่ผิดแต่มันไม่ถูกใจเขา เราต้องเทกมั้ย เราไม่ต้องเทก

Q : เรื่องที่โดนบ่อย ๆ คือแบบไหน

บางคนไม่ชอบปอล์เพราะเราดำ อ้วน ไม่สวย ไม่ควรอยู่เบื้องหน้า เราก็รับฟังแล้วคิดในใจว่า ก็ฉันอยู่เบื้องหน้าแล้ว แล้วก็อยู่ได้ด้วย ถ้าเขาไม่ชอบเขาต้องเปลี่ยนช่อง เราช่วยเหลือเขามากกว่านี้ไม่ได้ เราสวยมากกว่านี้ไม่ได้หรอก เราได้แค่นี้ หรือตอนที่คบกับพี่โอ๊คใหม่ ๆ คนก็ว่า เราก็มานั่งคิดว่า ปัญหาความรักของบางคนเกิดจากการที่ครอบครัวไม่ยอมรับ แต่กับคนคนนี้ที่เขารักเรามากเหลือเกิน คนรอบข้างเราแฮปปี้ ปัญหาคือ ชาวเน็ต ชาวเน็ตคือใคร เราต้องแคร์มั้ย เราก็ไม่แคร์ แต่บางอย่างถ้าฟังแล้วเกิดประโยชน์ปอล์ก็รับฟังนะ คือมันจะมีคนที่อีโก้หนัก ไม่แคร์โลก ไม่ฟัง อันนั้นก็น่ากลัว เช่น บางคนที่ผิดกาลเทศะมาก ๆ เลยเส้นผิดชอบชั่วดีไปมาก สังคมก็จะตบให้กลับมา ถ้าสังคมเอะอะกับเราในเรื่องที่ผิดแบบนั้นต้องฟัง ฟังแล้วมาตรองดู ถ้าไม่เกิดประโยชน์เราก็ปล่อย ปอล์ว่าอย่าไปแบ่งคนด้วยอาชีพมันตลกมาก เราต้องไม่มีอคติกับคนในวงการบันเทิง

Q : เคยเจออคติในวงการบันเทิงแบบไหนบ้าง ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย

มีนักข่าวมาถามป้าตือว่า รู้สึกยังไงที่มาทำงานกับดารา ปอล์เลยถามกลับว่า มันแปลว่าอะไรคะ เขาบอกว่า ก็ดาราเป็นพวกฉาบฉวยฟู่ฟ่า ปอล์เลยสวนกลับว่า แล้วพี่มาสัมภาษณ์หนูเนี่ยพี่ได้อ่านมาหรือเปล่าคะว่า ธุรกิจที่พี่จะมาสัมภาษณ์หนูสองคนคืออะไร คำตอบคือเขาไม่อ่านเอง

มาเพื่อจะถามเรื่องนี้อย่างเดียว ถ้าเขาจะตัดสินด้วยมายาคติว่า คนในวงการบันเทิงฟู่ฟ่าฉาบฉวย เขาจะไม่ได้อะไรจากปอล์เลย ปอล์ว่าการฉาบคนด้วยอาชีพมันเชยมาก ธุรกิจทุกอันของปอล์ ปอล์ทำทุกอย่างไม่เคยมีอะไรฉาบฉวยเลย ดังนั้น เวลามีใครมาตราหน้าว่าโอปอล์เป็นดาราฉาบฉวย เราก็จะบอกว่า อืม งั้นคุณก็จะอยู่ได้แค่นี้แหละ เพราะคุณไม่ได้มองรายละเอียดในชีวิตใครเลย

Q : หลังจากมีลูกแล้วแบ่งพาร์ตการทำงานกับการเลี้ยงลูกแบบไหน

จริง ๆ คนเป็นแม่มันต้องร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้วล่ะ จะไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าลูก ดังนั้น ปอล์ต้องไปรับลูกที่โรงเรียนทุกวัน ตอนเช้ายังไงก็ต้องเป็นปอล์กับพี่โอ๊ค ตอนบ่ายพี่โอ๊คประจำที่โรงพยาบาล เราก็ต้องรับเอง ถ้าวันไหนปอล์รับเองไม่ได้ก็ต้องเป็นพี่โอ๊ค สลับกันแค่นี้ ในการทำงานเราจะให้เวลาเก้าโมงถึงไม่เกินบ่ายโมง ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงปอล์จะไม่มีทางไปรับลูกเลต การที่เรามาทำธุรกิจเพราะเราคิดมาตลอดว่าไม่ได้อยากอยู่เบื้องหน้าไปจนแก่ ดังนั้น ลูกคือร้อยเปอร์เซ็นต์

 

Q : การมีลูกทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปมากขนาดไหน

เปลี่ยนอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีลูก อายุเรามากขึ้น บริบทในชีวิตเปลี่ยนไป คุณโตขึ้นด้วยอายุที่มากขึ้น ด้วยความรับผิดชอบหน้าที่การงานมันต้องเปลี่ยนไป การมีลูกไม่ได้หมายความว่าชีวิตไม่เหมือนเดิม ชีวิตต้องอุทิศไม่ใช่เลย เขาเป็นสิ่งที่เข้ามาในช่วงชีวิตที่เหมาะสม แล้วมันก็ทำให้ชีวิตเรามีเป้าหมายในวันต่อ ๆ ไป ถ้าจะให้มาตอบว่า มีลูกแล้วไม่ได้ไปเที่ยวนั่นนี่ นั่นไม่ใช่ปอล์ เพราะบริบทมันต่างกัน

Q : โอปอล์กับหมอโอ๊คมีแนวคิด-วิธีการเลี้ยงลูกเหมือนหรือต่างกัน

ปอล์กับพี่โอ๊คผ่านอะไรกันมาหนักมากช่วงที่ตั้งท้องแล้วมันไม่ราบรื่น ก่อนที่จะมีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเราก็หวังว่า ลูกจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย จะน่ารักมั้ย จะเรียนเก่งหรือเปล่า แต่พอมันเกิดสิ่งเหล่านั้น แค่ลูกเรามีลมหายใจ แค่เราไม่ตายก็บุญแล้ว ตอนลูกเกิดหมอก็บอกว่า เขาอาจจะตาบอด หายใจเองไม่ได้ สมองพิการ ก่อนคลอดหนึ่งอาทิตย์ปอล์หัวใจวาย นั่นคือสิ่งที่เราผ่านมา ดังนั้น พอมันเกิดภาวะที่ต้องต่อรองกับความตายแล้วเราไม่ตาย ตอนนี้คือกำไรชีวิตแล้ว

เราเลี้ยงให้เขาเป็นคนที่แข็งแรงทั้งกายและใจ กายเราต้องดูแลเขาให้ดีที่สุดเพราะเขาไม่ได้แข็งแรงเหมือนเด็กคนอื่น การที่เขาสามารถแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ ไม่ไปดำ ไม่ไปสีเทา แค่นั้นพอแล้ว ให้เขารู้จักตัวเอง ให้เขาเคารพตัวเอง เราไม่ใช่พ่อแม่แบบที่คิดว่า เรียนจบแล้วลูกต้องเป็นอะไร ต้องเรียนเก่งแค่ไหน เราไม่แพลนกระทั่งลูกจะนับถือศาสนาอะไร หรือเป็นเพศอะไร เรา respect กันในประเด็นนั้นเลย เราไม่เคยหัวเราะลูกเวลาลูกพูดไม่ชัด เวลาเขาพยายามจะเล่าอะไรให้ฟัง เราตั้งใจมองหน้าเขาตลอดให้ลูกรู้ว่า แม่ฟังหนู 3 ขวบ แม่ฟังหนู 13, 23, 30 แม่จะฟังเพื่อให้เขากล้าที่จะใช้ชีวิตต่อไป ตอนนี้ที่ปอล์กับพี่โอ๊คทำ คือแค่ให้เขาโตอย่างมีความสุข และเราเก็บเงินเพื่อที่จะเลี้ยงดูตัวเองตอนแก่โดยที่เขาไม่ต้องมาเลี้ยงดูอะไรพวกเราเลย

Q : เป็นคนที่มีผู้ติดตามทางสื่อโซเชียลเยอะมากคนหนึ่ง มีการกลั่นกรองคอนเทนต์ก่อนอัพลงโซเชียลยังไงบ้าง

ปอล์อยากทวีตหรือคอมเมนต์อะไรปอล์ก็ทำเลย แต่สิ่งที่มันอยู่ในความรับผิดชอบในฐานะที่เราเป็นสื่อสารมวลชน คือเราต้องระวังว่า สิ่งที่พิมพ์ลงไปหนึ่งเลยต้องไม่ใช่ข่าวปลอม เช่น พวกรับบริจาคหรืออะไรอย่างนี้ ถ้าจะรีทวีตปอล์ต้องโทร.เช็กก่อน หรือข่าวอะไรก็ตามปอล์จะไม่สร้างความตระหนกตกใจทั้งที่มันเป็นข่าวไม่จริง ไม่สร้างความแตกแยกให้ใคร ไม่ทำให้สังคมมันยากขึ้น เราคิดแค่นั้น เราไม่ได้ทำเพราะว่ามันดี แต่ทำเพราะคิดว่าจะทำ แล้วมันเป็นตัวปอล์เท่านั้นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...