โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธีรพล บัวกระโทก / ว่าด้วยชุด "ช่อ" : เสื้อผ้า ส.ส. กับ "ร่างกายใต้บงการ"

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 ก.ค. 2562 เวลา 03.41 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2562 เวลา 03.39 น.

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ณ หอประชุมสภาชั่วคราว อาคารทีโอที เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา เป็นการอภิปรายในญัตติเรื่องการแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ

ซึ่งผลของการประชุมเป็นเช่นใดแทบไม่มีผู้กล่าวถึงมากนัก

แต่สิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจกันมากกลับเป็นเรื่องเครื่องแต่งกายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หลายท่านที่สะดุดตาเป็นพิเศษ

และที่เป็นที่จับตามองมากกว่าใครคงหนีไม่พ้นเครื่องแต่งกายของ น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือ “ช่อ” ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ที่ในครั้งนี้มาพร้อมกับชุดไทยถิ่นเหนือ โดยสวมใส่เสื้อลูกไม้สีขาวและผ้าซิ่นตีนจกจากอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงราย ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดของตัวละครในเรื่อง “กลิ่นกาสะลอง”

ซึ่งนอกจากคุณช่อแล้ว ก็ยังมี ส.ส.หลายคนที่แต่งกายด้วยชุดไทยถิ่นเหนือด้วย อย่างเช่น น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.จังหวัดเชียงใหม่ พรรคอนาคตใหม่ และนางสิรินทร รามสูต ส.ส.จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย

ซึ่งกระแสที่ตามมาเรียกได้ว่ามีทั้งดอกไม้และก้อนหิน

ทั้งฝ่ายที่ชื่นชมว่าเป็นการอนุรักษ์การใส่ผ้าไทย สอดคล้องกับความพยายามของรัฐไทยก่อนหน้านี้ที่สนับสนุนให้คนไทยหันมาสวมใส่ผ้าไทยมากขึ้น

ขณะเดียวกันอีกฝ่ายก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าการแต่งกายดังกล่าวผิดกาลเทศะ เนื่องจากที่ประชุมสภาเป็นสถานที่สาธารณะที่ควรมีกฎระเบียบข้อบังคับ การแต่งกายแบบสากลนิยมจึงจะถูกต้องเหมาะสม

 

โดยเฉพาะคุณช่อที่ไม่ได้มีภูมิลำเนาทางภาคเหนือของไทย จะมาสวมใส่เครื่องแต่งกายท้องถิ่นยิ่งเป็นสิ่งมิอาจรับได้

บางรายถึงขั้นวิจารณ์ไปไกลกว่าเรื่องกาลเทศะของเครื่องแต่งกาย กลายเป็นการวิจารณ์รูปร่างหน้าตาและงานอดิเรก อย่างเช่น “บ้าละคร”

ส่วนบางคนก็เรียกร้องให้ประธานสภาบังคับใช้ข้อบังคับการประชุม เพื่อห้ามไม่ให้ ส.ส.แต่งกายในลักษณะดังกล่าวโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม การประชุมสภาที่ผ่านมานี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ดังนั้น จึงยังไม่มีการกำหนดข้อบังคับการประชุมที่จะมีการกำหนดข้อบังคับเรื่องการแต่งกายของ ส.ส. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการยกร่างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้

แต่คณะกรรมาธิการวิสามัญยกร่างข้อบังคับการประชุม (กมธ.) ได้เปิดเผยว่า ข้อบังคับการประชุมที่กำลังจะบังคับใช้นั้น จะมีการกำหนดให้ ส.ส.สามารถ “แต่งเครื่องแบบสมาชิกรัฐสภา ชุดสากลนิยม และชุดพระราชทาน” ได้เท่านั้น

นอกเหนือไปจากนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของประธานสภาผู้แทนราษฎร

 

ทั้งหมดนี้จึงทำให้เกิดคำถามใหญ่ 2 ประการ

ประการแรก รัฐไทยพยายามส่งเสริมและยัดเยียดการแต่งกายด้วยชุดไทยมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับนักเรียนในโรงเรียนไปจนถึงเจ้าหน้าที่ตามสถานที่ราชการ และภาพที่เราเห็นจนชินตาคือ บรรดาข้าราชการการเมืองระดับสูง รวมไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเองก็สวมใส่ชุดไทยในการประชุมหรือการปฏิบัติราชการกันเป็นเรื่องปกติ แล้วเหตุใดการสวมใส่ชุดไทยของคุณช่อจึงเป็นเรื่องผิดปกติ?

ประการที่สอง เหตุใดสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นสถานที่แห่งการถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอันหลายหลากของตัวแทนประชาชนจากทุกหัวระแหงของประเทศไทยอันไพศาล กลับจำกัดการแต่งกายของ ส.ส. ให้เหลือเพียงแค่สามรูปแบบตามที่ข้อบังคับการประชุมระบุเท่านั้น?

ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายที่สนับสนุนเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยบางคนยังแสดงความเห็นด้วยที่จะจำกัดเสรีภาพด้านการแต่งกาย เพียงเพราะที่ประชุมสภาเป็นสถานที่สาธารณะและควรเป็นสากล

 

หากทดลองใช้วิธีคิดของ “มิเชล ฟูโกต์” (Michel Foucault) นักคิดชาวฝรั่งเศสในงานเรื่อง “ร่างกายใต้บงการ” (Les corps dociles) เพื่อตอบคำถามทั้งสองข้อนี้จะพบว่า สาเหตุหลักที่การสวมใส่ชุดไทยของคุณช่อถูกโจมตี เนื่องจาก “ชุดไทยที่คุณช่อใส่” ไม่ใช่ “ชุดไทยของรัฐไทย”

ชุดไทยของรัฐไทยที่ว่านี้คือเครื่องแต่งกายที่ถูกออกแบบโดยรัฐเพื่อสวมทับร่างกายของพลเมือง โดยไม่อาจต่อต้าน โต้แย้ง หรือดัดแปลงเครื่องแต่งกายนั้นเป็นแบบอื่นนอกเหนือไปจากที่รัฐไทยกำหนดได้

กล่าวให้เห็นภาพคือ เด็กนักเรียนหัวเกรียนที่ถูกบังคับให้ใส่เสื้อผ้าไหมปลอมหลากสีและโจงกระเบนสำเร็จรูปหนึ่งวันต่อสัปดาห์

หรือภาพของข้าราชการการเมืองระดับสูงสวมเสื้อผ้าไทยหลายสีสันตัดเย็บอย่างประณีต แต่ทว่ารูปทรงเดียวกันไม่มีแตกแถว

ตามวิธีคิดเรื่อง “กลศาสตร์แห่งอำนาจ” (Une m?canique du pouvoir) ของฟูโกต์ ซึ่งเน้นไปที่เรื่อง “ระเบียบวินัย” ที่ถูกนำมาใช้ในการจัดการกับเนื้อหนังร่างกายของพลเมืองในลักษณะที่เป็น “กายวิภาคทางการเมือง” (Une anatomie politique) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่รัฐ นั่นคือการสยบยอมทางการเมือง

เครื่องแบบ เครื่องแต่งกาย จึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบวินัยที่ถูกนำเข้ามาใช้เพื่อจัดการเสื้อผ้าหน้าผมของพลเมือง

เป็นการควบคุมเนื้อตัวร่างกายของผู้คนให้ “ว่านอนสอนง่าย” ผ่านการบังคับสวมใส่เครื่องแบบ

ชุดไทยจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่มีเป้าหมายให้พลเมืองสยบยอมต่ออำนาจของรัฐไทยภายใต้ความเป็นไทย

 

ดังนั้น คำตอบของคำถามแรกคือ ชุดไทยที่คุณช่อรวมถึง ส.ส.อีกหลายคนสวมใส่ไม่ได้ทำหน้าที่สอดรับกับเป้าหมายของรัฐไทย จึงกลายเป็นชุดไทยที่ “นอกคอก” และไร้กาลเทศะ ไม่เป็นไปเพื่อการควบคุมผู้ใส่ให้อยู่ในระเบียบแบบแผนและมีสำนึกของความเป็นไทย เป็นการแสดงออกถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม ตรงข้ามกับชุดไทยของรัฐไทยที่ส่งเสริมความรักความสามัคคีของคนในชาติ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้ความเป็นไทยอันดีงาม

แม้ว่าจะมีการมองว่าการแต่งกายของคุณช่อไม่ได้ต้องการแสดงออกซึ่งความเป็นไทยหรือความเป็นท้องถิ่นตั้งแต่แรก

แต่เป็นเพียงการแต่งกายตามกระแสแฟชั่นที่จะทำให้เธอเป็นที่จับตามองเท่านั้น

ดังนั้น แทนที่ทุกคนจะเอาเวลาไปจดจ่ออยู่ที่การอภิปรายของสภาในการที่จะแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมือง กลับต้องมาพะวงกับเรื่องเครื่องแต่งกาย

แต่ไม่ว่าปัญหาจะอยู่ที่เครื่องแต่งกายหรือตัวคุณช่อเอง การแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการกำหนดระเบียบแบบแผนที่ตายตัว เพื่อป้องกันไม่ให้ ส.ส.แต่งกายแฟชั่นเข้าสภานั้น ไม่ได้แตกต่างจากการบังคับใส่เครื่องแบบชุดนักเรียน

ที่อ้างว่าเครื่องแบบจะช่วยให้นักเรียนไม่เสียสมาธิในการเรียนไปวุ่นวายกับการแต่งกายแฟชั่นอวดกัน

มุมมองที่ว่าเสื้อผ้าหน้าผมมีอิทธิพลต่อการจดจ่อกับบางสิ่งบางอย่าง เป็นการตอกย้ำสถานะของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในฐานะกลศาสตร์แห่งอำนาจ ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม

ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดของผู้สวมใส่ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจมนุษย์ หรือที่ฟูโกต์ใช้คำว่า “จุลฟิสิกส์แห่งอำนาจ” (Une nouvelle microphysique du pouvoir)

ซึ่งเป็นการควบคุมความคิดของผู้คน ผ่านการจัดการเนื้อตัวร่างกายด้วยระเบียบวินัยต่างๆ ยิบย่อย โดยที่ผู้ถูกควบคุมไม่ทันตระหนักว่าตนเองตกอยู่ภายใต้การควบคุมอำนาจบางอย่าง

 

ด้วยเหตุนี้คำตอบของคำถามที่สองอาจกล่าวได้ว่า ที่ประชุมสภาที่มีการออกกฎระเบียบควบคุมเครื่องแต่งกาย ส.ส.นั้น แม้จะอ้างเพื่อความสาธารณะและความเป็นสากล

แต่กลับเป็นความพยายามที่จะสลายความแตกต่างหลากหลาย ขณะเดียวกันก็สลายความเป็นกลุ่มก้อน ผ่านการสวมใส่เครื่องแต่งกายได้เพียงสามแบบเท่านั้น

เพื่อให้ ส.ส.กลายเป็นปัจเจกบุคคลที่ง่ายต่อการควบคุม

ขณะที่การแต่งกายในรูปแบบอื่นต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจและได้รับการอนุญาตจากประธานสภา จึงเป็นการยินยอมต่ออำนาจที่จะพรากเสรีภาพในการแต่งกายไปจาก “ผู้แทนของราษฎร”

ทั้งที่ ส.ส.ควรจะสามารถแต่งกายได้หลากหลาย เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ทั้งส่วนบุคคลและอัตลักษณ์ของประชาชนที่เลือกตนเข้ามา

 

ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าข้อบังคับการประชุมที่จะออกมาในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้จะเป็นเช่นใด แต่ตราบใดที่ผู้คนยังไม่ตระหนักถึงอำนาจที่แฝงเร้นมาภายใต้กระบวนการบังคับผ่านเครื่องแต่งกายดังกล่าว

สังคมไทยก็ยังไม่อาจหลุดพ้นไปจากภาวะสังคมจำยอม โดยที่การควบคุม บังคับ ยัดเยียดจะยิ่งเพิ่มขึ้นและแพร่กระจายไปในทุกองคาพยพของสังคมโดยที่เราท่านไม่ทันได้รู้ตัว

จนหลงเชื่อไปว่าการไร้เสรีภาพนั้นเป็นเรื่องปกติอย่างที่ควรจะเป็น

—————————————————————————————————————–
อ้างอิง
มิแช็ล ฟูโกต์. ร่างกายใต้บงการ. The chapter “les corps dociles” from Surveiller et punir. แปลโดย ทองกร โภคธรรม. กรุงเทพฯ : คบไฟ, 2558.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...