โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นอกจากแป้ง สตรียุคก่อนใช้อะไรทำให้สวย ผ่า อายไลเนอร์ ของราชินี ถึงสารตะกั่วแบบฝรั่ง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 ต.ค. 2568 เวลา 11.13 น. • เผยแพร่ 16 ต.ค. 2568 เวลา 10.32 น.
(ซ้าย) ประติมากรรมรูปพระนางเนเฟอร์ติติ ราชินีของฟาโรห์อาเมนโฮเทป ที่ 4 แห่งอียิปต์ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นสตรีที่มีใบหน้างดงาม สมบูรณ์แบบ, AFP / POOL / MICHAEL SOHN (ขวา) ภาพวาดราชินีอลิซาเบ็ธที่หนึ่ง แห่งอังกฤษ (Wikimedia Commons)

เครื่องสำอางสตรียุคก่อน ผ่าอายไลเนอร์ของราชินี ถึงสารตะกั่วแบบฝรั่ง

เครื่องสำอางที่ราชินีเนเฟอร์ติติ (Queen Nefertiti) และเหล่าชาวอียิปต์โบราณ นำมาใช้แต่งแต้มตานั้น ครั้งหนึ่งเชื่อกันว่ามีสรรพคุณในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ อีกทั้งยังนำมาซึ่งพลังแห่งการปกปักรักษาจากเทพฮอรัส (Horus) และเทพรา (Ra) อีกด้วย

แน่นอนว่าวิทยาศาสตร์คงจะพิสูจน์เรื่องของพลังจากเหล่าทวยเทพไม่ได้ ที่จะทำได้ก็คงจะเป็นเรื่องของการพิสูจน์สรรพคุณทางยาที่ “อียิปต์โบราณ” เขาว่ากันว่า มีอยู่ในเครื่องสำอางที่ใช้กัน

ทั้งนี้ข้อมูลจากวารสาร American Chemical Society ระบุว่า เครื่องสำอางของชาวอียิปต์โบราณใช้สารตะกั่วเป็นส่วนประกอบหลัก มีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย และป้องกันการติดต่อของเชื้อโรคที่กำลังแพร่หลายในช่วงที่เกิดเหตุการณ์การเอ่อล้นของน้ำในแม่น้ำไนล์ โดยสารที่ใช้ในเครื่องสำอางสำหรับทาตามีคุณสมบัติเป็นพิษ ฆ่าแบคทีเรียจากอนุภาคที่ลอยมาเข้าตา และอาจทำให้เกิดโรค และการติดเชื้อขึ้น

นอกจากนี้นักวิจัยยังพบอีกว่า สารตะกั่วที่ผสมอยู่ในเครื่องสำอางของชาวอียิปต์โบราณมีอยู่ 4 ประเภทด้วยกัน คือ กาลีนา (galena) ซึ่งให้สีดำและความเงางาม เซรูสไซท์ (cerussite), ลอริโอไนต์ (laurionite) และ ฟอสจีไนต์ (phosgenite) ซึ่งให้สีขาว

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่สามารถระบุได้ถึงสัดส่วนของสารตะกั่วที่ผสมอยู่ เนื่องจากตัวอย่างเครื่องสำอางที่นำมาตรวจสอบนั้นได้ผ่านการเสื่อมสลายมามากกว่าศตวรรษ

แม้ว่าผลการศึกษาจะชี้ให้เห็นถึงข้อดีของเครื่องสำอางที่ชาวอียิปต์โบราณใช้อยู่หลายประการ นักวิจัยก็กลับออกมากล่าวห้ามไม่ให้เอาเครื่องสำอางชนิดนี้มาใช้ โดย ดร.คริสเตียน อมาทัวร์ (Dr.Christian Amatore) นักเคมีจากสถาบัน École Normale Supérieure แห่งกรุงปารีส กล่าวว่าส่วนผสมของสารตะกั่ว “ให้โทษมากกว่าประโยชน์” ดังจะเห็นได้จากกรณีที่ผู้คนได้รับพิษจากสารตะกั่วในสีและน้ำประปาในศตวรรษที่ 20

การใช้สารตะกั่วในเครื่องสำอางไม่ได้พบเพียงแต่ในยุคอียิปต์โบราณเท่านั้น แต่ยังปรากฏในยุคกรีกโบราณ และในฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 14-19 จากที่มีคติในหมู่สังคมชั้นสูงว่า “คนหน้าตากระดำกระด่างเป็นคนไม่มีเงิน”หรือแม้แต่ในประเทศอังกฤษ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากใบหน้าที่ขาวผุดผ่องของพระราชินีอลิซาเบ็ธที่หนึ่ง ซึ่งฉาบด้วยเครื่องสำอางผสมตะกั่ว

การใช้สารตะกั่วกับร่างกายนี้ก่อให้เกิดอันตรายมากมาย ไม่ว่าจะทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร ท้องไส้ปั่นป่วน มือชาเท้าชา หรืออาจตาบอดได้ ถึงกับมีรายงานว่ามีผู้ที่เสียชีวิตจากการพิษตะกั่วในเครื่องสำอางมาแล้ว!

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการใช้สารตะกั่วในเครื่องสำอางนั้นยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่เรื่อยมาในวงการอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง โดยเฉพาะในกรณีการพบสารตะกั่วปริมาณเล็กน้อยในลิปสติก

ในกรณีนี้ แม้ว่าจะมีกลุ่มเคลื่อนไหวและแพทย์ออกมาทำการต่อต้าน เพราะมองว่าการใช้สารตะกั่วในปริมาณเพียงเล็กน้อยเป็นระยะเวลานานอาจส่งผลให้เกิดปัญหาทางด้านพฤติกรรม องค์การอาหารและยาก็ยังคงยืนยันว่าปริมาณสารตะกั่วที่พบในเครื่องสำอางนั้นยังอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้

สำหรับในประเทศไทยนั้น กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ “สารตะกั่ว” อยู่ในรายชื่อวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง เมื่อพ.ศ. 2559 แต่มีข้อยกเว้นว่า ตะกั่วปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์สําเร็จรูปได้ไม่เกิน 20 ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนัก (20 ppm หรือ 20 mg/kg)

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

https://www.nytimes.com/2010/01/19/science/19egypt.html

http://www.fda.moph.go.th

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 ตุลาคม 2561

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นอกจากแป้ง สตรียุคก่อนใช้อะไรทำให้สวย ผ่า อายไลเนอร์ ของราชินี ถึงสารตะกั่วแบบฝรั่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...