โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพ็ญสุภา สุขคตะ : พรพระสีวลี แม้นได้ลาภอย่าหมายโลภ

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 18 เม.ย. 2562 เวลา 06.34 น.

รูปปั้นพระสีวลีที่ผุดพรายขึ้นตามวัดต่างๆ ทั่วราชอาณาจักรสยามในทุกๆ ภูมิภาค ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการพุทธศิลป์ไทย สันนิษฐานว่าความนิยมในการทำรูปเคารพของพระธุดงค์ในท่ายืน (บ้างก้าวเดิน) ถือกลด สะพายบาตร ดูสมถะน่าเลื่อมใสเช่นนี้ เพิ่งน่าจะเริ่มมีขึ้นไม่เกิน 50 ปีมานี่เอง

ยืนยันได้จากการที่ดิฉันลองสอบถามเพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลป์หลายคน ต่างตอกย้ำว่า “ไม่เคยพบว่ามีการสร้างรูปเคารพพระสีวลีในทำเนียบพุทธศิลป์มาก่อนในแวดวงโบราณคดี ชิ้นเก่าสุดประเมินแล้วไม่น่าจะเกิน 40-50 ปี”

เรื่องราวเกี่ยวกับพระสีวลีที่จะนำเสนอในบทความชิ้นนี้มีอยู่ 2 ประเด็น

ประเด็นแรก ทำไมพระสีวลีจึงได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของ “โชคลาภ” ถึงกับผู้ศรัทธาตั้งฉายาให้ท่านว่า “พระสีวลีมหาลาภ” เยี่ยงนี้แล้วจะมิขัดกับ “สภาวธรรม” ของพระอรหันต์ผู้ห่างไกลจากกิเลสดอกละหรือ?

ประเด็นที่สอง ทำไมช่างศิลป์ถึงได้ตีความด้านประติมาณวิทยาออกมา กำหนดรูปลักษณ์ให้พระสีวลีต้องอยู่ในท่าเดินธุดงค์ถือกลด สะพายบาตร ไปรับเอาคตินี้มาจากไหน

 

พระสีวลีมหาลาภ ขอพรเพื่อโลภ?

การที่คนไทยและเพื่อนบ้านในละแวกอุษาคเนย์บางกลุ่ม เช่น มอญ พม่า ไทใหญ่ ลาว มีความเชื่อเรื่องพระสีวลีว่าเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ลาภสักการะ” นั้น มีที่มาจากพุทธดำรัสตอนที่ทรงนิยามคุณลักษณะพิเศษของพระอรหันต์แต่ละรูปในบรรดา “อสีติสาวก” 80 รูปว่ามีความเป็น “เอตทัคคะ” หรือความเป็นเลิศในด้านต่างๆ

พระสีวลีเป็นหนึ่งในกลุ่มพระอสีติสาวก ที่ได้รับการตรัสยกย่องว่าเป็น “ภิกษุผู้เลิศด้วยลาภหาผู้ใดเสมอเหมือนไม่” หากฟังเผินๆ แล้วพุทธศาสนิกชนอาจรู้สึกแปร่งๆ ทะแม่งๆ ชอบกล เนื่องจากพระอสีติสาวกรูปอื่นๆ ล้วนได้รับคำยกย่องจากพุทธองค์ไปในเชิงหลุดพ้นหรือค่อนข้างสร้างสรรค์ เช่น เป็นเลิศแห่งปัญญา เป็นเลิศแห่งความสมถะสันโดษ เป็นเลิศแห่งการรักษาพระวินัย เป็นต้น

แต่แล้วจู่ๆ พระสีวลีกลับเป็นเลิศด้าน “การได้รับลาภสักการะ”? มองในแง่ธรรมะ “ลาภ” จะเป็น “เลิศ” ได้อย่างไรฤๅ

เมื่อศึกษาประวัติพระสีวลีอย่างละเอียดแล้วจะพบว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ที่มีบทบาทในการเผยแผ่พระธรรมในฐานะ “กองเสบียงฝ่ายสนับสนุนผู้อยู่เบื้องหลัง” มากกว่าที่จะเป็นกองทัพแถวหน้า เพราะท่านไม่ได้สันทัดในด้านการบรรยายธรรม หรือไม่ได้โดดเด่นสามารถจำแนกสาธยายธรรมเหมือนเช่นพระภิกษุบางรูป

จุดแข็งของพระสีวลีอยู่ที่ เมื่อไปไหนมาไหนมักจะมีผู้ทำบุญใส่บาตรมากเป็นพิเศษแบบไม่ขาดสาย ไหลลื่นต่อเนื่องประหนึ่งสายน้ำ อันเนื่องมาจากผลบุญหรือกรรมเก่าของตัวท่านเอง ในอดีตชาติสมัยที่มีพระพุทธเจ้าพระนามว่า “พระวิปัสสี” พระสีวลีเกิดมาในตระกูลคนเลี้ยงผึ้ง ได้ทำบุญใหญ่ด้วยการตักบาตรน้ำผึ้งแด่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น พร้อมถวายน้ำผึ้งแด่พระภิกษุและแจกจ่ายแก่มหาชนอย่างถ้วนหน้าอีกจำนวนมากถึง 600,000 กองทาน

ทั้งๆ ที่พระราชาแห่งเมืองมาขอซื้อน้ำผึ้งในราคาสูงถึง 6,000 กหาปณะ เพราะพระราชาพระองค์นั้นต้องการแข่งดีด้วยการประกาศว่าพระองค์มีกำลังความสามารถในการใส่บาตรพระมากกว่าบุคคลอื่นทั่วพื้นพิภพ พระสีวลีเป็นผู้ไม่เห็นแก่เงินทองจึงไม่ยอมขายน้ำผึ้ง แต่กลับนำไปทำบุญด้วยตัวเอง

อานิสงส์ของการตักบาตรน้ำผึ้งครั้งนั้นเองถือเป็นยอดมหาทานที่ทำให้พระสีวลีได้รับพรจากพระพุทธเจ้าว่า แม้นเกิดกี่ภพกี่ชาติก็ตาม พระสีวลีจักเป็นผู้ได้ลาภสักการะกินใช้ไม่หมดไม่สิ้น

ประเพณี “ตักบาตรน้ำผึ้ง” ของกลุ่มชนชาวมอญ น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับพระสีวลี (ชาวมอญเรียกพระสีวลีว่า “พระสิมพลี” หรือ “พระฉิมพลี”) เพราะชาวมอญน่าจะเป็นกลุ่มชนแรกๆ ที่ให้ความนับถือพระสิมพลีมาเนิ่นนานแล้วก่อนที่คนไทยจะนับถือตาม

พระสีวลีได้มาบวชกับพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าในชาติสุดท้ายจนบรรลุพระอรหันต์ตั้งแต่เป็นสามเณรน้อยวัยเพียง 7 ขวบเศษ ด้วยเพ่งเห็นความทุกขเวทนาของสังขารที่ตนต้องดิ้นรนอยู่ในครรภ์มารดานานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน (อีกอดีตชาติหนึ่งพระสีวลีเคยเป็นกษัตริย์ยกทัพไปปิดล้อมเมืองของข้าศึกนานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ส่งผลให้ต้องมาใช้กรรมไม่สามารถคลอดได้ตามกำหนด ทั้งๆ ที่เกิดในวรรณะกษัตริย์)

อาศัยจุดเด่นแห่งการ “มีลาภเป็นเลิศ” ท่านจึงทำหน้าที่ช่วยเหลือกองทัพธรรมของพระพุทธองค์ด้วยการเป็นกองเสบียง ทุกครั้งที่พระสงฆ์จาริกไปตรัสเทศน์สอนโปรดสัตว์โลกตามดินแดนอันห่างไกลทุรกันดาร ปัญหาใหญ่ที่คณะสงฆ์ประสบคือ การขาดแคลนภัตตาหาร น้ำดื่ม เพราะการเดินทางจากเมืองหนึ่งสู่อีกเมืองนั้น คณะธรรมจาริกต้องใช้เวลาแรมรอนกลางป่าเขาทุ่งร้างหลายวัน

ปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นเลย หากมีพระสีวลีร่วมขบวนยาตราไปด้วย เพราะทันทีที่พระสีวลีเปิดบาตร เหล่าเทวดาและมนุษย์ (ซึ่งมาจากไหนก็ไม่ทราบ เนื่องจากบางแห่งร้างไร้ผู้คน) ก็จะมาแหนห้อมรุมใส่บาตรให้แก่พระสีวลีจนล้นเกินจะฉันรูปเดียวได้หมด

กล่าวกันว่า “บาตรใบเดียว” ของพระสีวลีนั้น “ใหญ่” พอที่จะเป็นเสบียงเลี้ยงกองทัพธรรมได้ครั้งละมากกว่า 500 ชีวิตทุกครั้งไป นี่จึงเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงของ “ภิกษุผู้มีลาภเป็นเลิศ” ด้วยปัจจัยที่ได้มานั้น ช่วยเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลผู้อื่น

ฉะนั้น คุณค่าแห่ง “ลาภสักการะ” ของผู้มาขอพรจากพระสีวลีจึงมีเงื่อนไขอยู่ที่ว่า หลังจากที่ท่านได้ลาภนั้นแล้ว ท่านจักนำไปบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างไรบ้างต่างหาก หรือการบูชาพระสีวลี ใจคอคิดจะขอพรเพียงเพื่อความโลภ?

 

พระสีวลี เกี่ยวข้องกับ
ครูบาเจ้าศรีวิชัยหรือไม่?

ตามที่อธิบายมาแล้วข้างต้นว่าพระสีวลีทำหน้าที่ช่วยงานพระพุทธศาสนาในฐานะ “กองเสบียงบุญ” เพื่อนำมาแบ่งปันแก่พระภิกษุรูปอื่นๆ โดยเฉพาะวีรกรรมครั้งสำคัญของท่านในช่วงที่คณะธรรมยาตราต้องเดินทางไกลประสบกับความหิวโหย โชคดีที่มีพระสีวลีร่วมทางไปด้วย ทำให้กองทัพธรรมรอดตาย

ด้วยเหตุนี้ ช่างปั้นจึงได้ถ่ายทอดลักษณะของพระสีวลีในอิริยาบถพระธุดงค์ ถือกลด สะพายบาตร (ทว่าพระสีวลีในยุคหลังๆ เริ่มมีรูปลักษณ์ใหม่ในท่านั่งรับบาตร รูปแบบใหม่นี้อาจสร้างความสับสนกับรูปพระอุปคุตพอสมควร)

พระธุดงค์ถือกลดสะพายบาตรนี้ ช่างปั้นเอาต้นแบบหรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากไหน เท่าที่ดิฉันได้ศึกษาด้านประติมาณวิทยามานั้น พบว่าเคยมีการทำประติมากรรมของพระภิกษุในลักษณะคล้ายคลึงกัน (ยืนสะพายบาตร) มาแล้ว 2 บุคคล ได้แก่ ครูบาเจ้าศรีวิชัย กับพระมาลัยปางโปรดสัตว์นรก

สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่า รูปปั้นครูบาเจ้าศรีวิชัยในท่ายืนถือไม้เท้า คล้องลูกประคำ (เดิมตั้งใจออกแบบให้สะพายบาตรด้วย) ณ เชิงดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งออกแบบปั้นโดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และนำมาติดตั้งหน้าวัดศรีโสดาเมื่อปี 2506-2507 นั้น เป็นรูปปั้นที่ส่งอิทธิพลให้แก่รูปลักษณ์มาตรฐานของพระสีวลีที่เราเห็นๆ กันเกือบทั่วทุกแห่ง ไม่มากก็น้อย

หรือหากมองว่ารูปปั้นครูบาเจ้าศรีวิชัยชิ้นดังกล่าวมีอายุแค่ 55-56 ปีเท่านั้น อาจจะใหม่เกินไปไหม เพราะคติการบูชาพระสีวลีก็มีมานานพอสมควร กรณีที่ว่ารูปปั้นพระสีวลีน่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากรูปปั้นครูบาเจ้าศรีวิชัยหรือไม่นั้นยังไม่มีข้อสรุป ดิฉันเพียงลองโยนก้อนหินถามทางผู้อ่านให้ช่วยกันขบคิดต่อยอดเป็นปฐม

ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ก็ยังไม่มีการศึกษาว่ารูปปั้นพระสีวลีองค์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยหรืออุษาคเนย์นั้นสร้างขึ้น ณ แห่งใด เมื่อไหร่กันแน่ ใครออกแบบ เกิดขึ้นก่อนหรือหลังรูปปั้นครูบาเจ้าศรีวิชัย?

ระหว่างครูบาเจ้าศรีวิชัยกับพระสีวลีมีอะไรที่พอจะเชื่อมโยงกันได้บ้างไหม ความเกี่ยวข้องของพระอริยสงฆ์สองรูปนี้ มีปรากฏในหนังสือประวัติครูบาเจ้าศรีวิชัย ที่แต่งเป็นคร่าวซอโดยบุคคลผู้มีอายุร่วมสมัยกับครูบาเจ้าศรีวิชัย นั่นคือ “พระภิกษุท้าวสุนทรพจนกิจ”

ในบทแรก หลังจากสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยแล้ว พระภิกษุท้าวสุนทรพจนกิจกล่าวยกยอคุณความดีของครูบาศรีเจ้าวิชัยว่า “ในอดีตชาติท่านคงจะทำบุญด้วยน้ำผึ้ง จึงมีลาภสักการะคล้ายกับพระสีวลี แต่ด้วยความที่ท่านไม่สนใจในเงินทอง ต้องการมุ่งไปสู่พระนิพพานมากกว่า จึงสละเสียซึ่งลาภทั้งปวง”

 

รูปลักษณ์พระสีวลีรับมาจาก
พระมาลัยโปรดนรก?

ในขณะเดียวกัน มีประติมากรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ราวรัชกาลที่ 3) อีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจยิ่ง นั่นคือรูปปั้นพระมาลัยในปางโปรดสัตว์นรก หรือที่นิยมเรียกว่าพระมาลัยโปรดนรก

นำเสนอด้วยรูปพระภิกษุยืนเหนือดอกบัว ครองจีวรห่มเฉียง ตกแต่งลวดลาย เหนือบ่าซ้ายมีสังฆาฏิพาดเป็นแถบยาว รัดด้วยประคดอก บ่าขวาสะพายบาตร มือขวาห้อยลงแนบลำตัวทางด้านหน้า มือซ้ายยกขึ้นถือตาลปัตร (ในภาพตาลปัตรหายไปแล้ว) มองลงไปเบื้องล่างที่ซึ่งเหล่าสัตว์นรกเปรตอสุรกายกำลังถูกทรมาน

เรื่องราวของพระมาลัย พระอรหันตสาวกรูปสำคัญที่นิยมการท่องนรก-สวรรค์เพื่อนำสภาวะที่เห็นมาบอกเล่าพรรณนาให้มนุษย์ตระหนักในเรื่องบาปบุญนี้ ดิฉันจักกล่าวโดยละเอียดในโอกาสหน้า เนื่องจากรูปเคารพพระมาลัยในท่านั่งถือตาลปัตร มีประเด็นที่สร้างความสับสนต่อการตีความด้านประติมาณวิทยา ด้วยมีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกับพระศรีอาริยเมตไตรยเป็นอย่างมาก

ในที่นี้ พระมาลัยอยู่ในท่ายืนสะพายบาตร นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลป์หลายท่าน เท่าที่คุยกันวงใน ต่างลงความเห็นว่า มีเค้ามากทีเดียวที่พระมาลัยปางโปรดนรกลักษณะนี้เอง น่าจะเป็นต้นแบบให้แก่การทำรูปเคารพของพระสีวลีในยุคปัจจุบัน

มีข้อสังเกตว่า การทำรูปเคารพของพระมาลัยมีก่อนพระสีวลีนานแล้ว เริ่มตั้งแต่สมัยอยุธยาสืบต่อมาจนรัตนโกสินทร์ แต่หลังจากช่วง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา เรื่องราวของพระมาลัยก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากงานพุทธศิลป์สยาม ในทางกลับกัน บังเกิดความนิยมในการสร้างรูปเคารพของพระสีวลีขึ้นแทนที่ ซ้ำเป็นท่วงท่าที่คล้ายกัน

ประมาณว่า ล้าสมัยไปแล้วใช่ไหมที่จะสอนให้คนเชื่อเรื่อง “บาปบุญนรกสวรรค์” เพราะมนุษย์ยุคนี้หันไปสนใจต่อ “ลาภสักการะ” มากกว่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...