โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

On History : พระเจ้าองค์ตื้อ พระพุทธรูปที่ถูกบูชาด้วยการลำผีฟ้าในศาสนาผี

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 ก.ค. 2564 เวลา 08.31 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 07.30 น.

 

 

พระเจ้าองค์ตื้อ

พระพุทธรูปที่ถูกบูชาด้วยการลำผีฟ้า

ในศาสนาผี

 

วัดศิลาอาสน์ ที่บ้านนาไก่เซา ต.นาเสียว อ.เมืองชัยภูมิ มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อยู่องค์หนึ่ง ที่ชาวชัยภูมิเรียกกันว่า“พระเจ้าองค์ตื้อ”

คำว่า “ตื้อ” เป็นมาตราวัดแบบโบราณของลาว หมายถึงจำนวนหลายล้าน บ้างก็ว่าพันล้าน ไม่ตายตัว พูดง่ายๆ ว่ามากมายมหาศาล บางครั้งก็หมายถึงการมีน้ำหนักมาก พระเจ้าองค์ตื้อ จึงหมายถึงพระพุทธรูปองค์ใหญ่นั่นเอง

นักประวัติศาสตร์ศิลปะกำหนดอายุของพระพุทธรูปองค์นี้ สร้างขึ้นโดยฝีมือช่างแบบทวารวดีภาคอีสาน แถมยังเป็นอีสานท้องถิ่นอีกต่างหากนะครับ เรียกได้ว่าไม่ใช่ฝีมือช่างหลวงแน่ แต่องค์พระพุทธรูปเองก็แสดงให้เห็นถึงร่องรอยของอิทธิพลศิลปะขอมโบราณ ซึ่งยังถือว่าเป็นรุ่นคลาสสิคเข้ามาผสม

จึงทำให้นักประวัติศาสตร์ศิลปะเขากำหนดอายุพระเจ้าองค์ตื้อกันไว้ที่ราว พ.ศ.1700-1900 เลยทีเดียว

แต่นอกเหนือจากพระเจ้าองค์ตื้อแล้ว ภายในวัดศิลาอาสน์ก็ยังมีพระพุทธรูปอีก 7 องค์ที่แกะสลักเอาไว้ไม่ห่างกับพระเจ้าองค์ตื้อ และทั้งหมดก็มีฝีมือช่างเป็นไปในทำนองเดียวกัน จึงเชื่อกันว่าสร้างขึ้นในคราวเดียวกันนั้นเอง

แต่ที่ผมเอาเรื่องพระเจ้าองค์ตื้อมาเล่าให้ฟังนั้น ไม่ใช่เพื่อจะอธิบายเรื่องศัพท์ชื่อเรียกพระพุทธรูปในภาษาลาว หรือการกำหนดอายุพระพุทธรูปกลุ่มนี้ด้วยรูปแบบศิลปะหรอกนะครับ ที่จริงแล้วผมอยากจะชวนให้เห็นถึงร่องรอยการเปลี่ยนผ่านจากศาสนาผีพื้นเมืองสุวรรณภูมิ ที่นับถือหินใหญ่ มาเป็นพุทธศาสนาจากพระพุทธรูปกลุ่มนี้ต่างหาก

พื้นที่บริเวณที่กลุ่มพระพุทธรูปที่นำโดยพระเจ้าองค์ตื้อประดิษฐานอยู่นั้น เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ภูพระ”

ที่เรียกว่า “ภูพระ” เป็นเพราะพื้นที่บริเวณนั้นเป็นเนินเขาลูกเตี้ยๆ และเมื่อมีการสลักพระพุทธรูปอยู่ที่นั้น แถมยังเป็นพระพุทธรูปที่ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ด้วยแล้ว ชาวบ้านก็เลยเรียกกันว่า ภูพระ ง่ายๆ เท่านี้

แต่เจ้าเนินเขาลูกที่ว่านี้เป็นเนินหินนะครับ

พื้นที่บริเวณโดยรอบของพระพุทธรูปกลุ่มนี้เป็นลานหินตลอดทั้งอาณาบริเวณ และอันที่จริงแล้ว แม้แต่ตัวพระเจ้าองค์ตื้อและพระพุทธรูปกลุ่มนี้ทั้งหมดเอง ก็สลักลงบนก้อนหินธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่มีรูปทรงแปลกตา

ดังนั้น ก่อนที่จะมีการสลักพระเจ้าองค์ตื้อและพระพุทธรูปกลุ่มนี้ทั้งหมดเมื่อก่อน พ.ศ.1900 นั้น ก็คงจะมีการนับถือหินใหญ่รูปทรงแปลกตา จนให้รู้สึกเฮี้ยน (คำเรียกอย่างลำลองของคำว่า ศักดิ์สิทธิ์) มาก่อนในศาสนาผีนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นแล้วผู้คนในยุคโน้นเขาจะดั้นด้นขึ้นมาสลักพระเจ้าองค์ตื้อและพระพุทธรูปองค์อื่นเอาไว้บนเนินเขาอย่างนี้ไปทำไม

 

อย่าเพิ่งเถียงผมนะครับ เพราะที่นี้ยังพบร่องรอยของการนับถือผีเหลืออยู่อีกให้เพียบ โดยเฉพาะการที่มีพิธีกรรมเกี่ยวกับการบูชาผีฟ้า ผีแถน ที่เรียกว่า “ลำผีฟ้า” เป็นประเพณีบูชาพระเจ้าองค์ตื้อเป็นประจำทุกปี

“ลำ” คำนี้เป็นคำเดียวกับคำว่า ลำ ในหมอลำ นั่นแหละ ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมักจะพูดถึงประเพณีบูชาพระเจ้าองค์ตื้อประจำปีว่า “รำผีฟ้า” ซึ่งเป็นความหมายและข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปแล้ว เพราะพิธีบูชาพระเจ้าองค์ตื้อแต่ดั้งเดิม เป็นการ “ขับลำ” ไม่ใช่ “ฟ้อนรำ”

โดยปกติแล้วการลำผีฟ้า เป็นการลำรักษาอาการเจ็บป่วย (ลำปัว) หรือทำนายโชคชะตาราศรี โดยจะแบ่งองค์ประกอบออกเป็น 4 ส่วน คือ หมอลำผีฟ้า (หมอจ้ำ หรือกก), หมอแคน (หมอม้า), ผู้ป่วย และเครื่องคาย กระบวนการลำจะเริ่มโดยที่ครูบา (หมอลำผีฟ้า) กล่าวคำไหว้ครู และเสี่ยงทายว่าจะหายจากโรคหรือไม่ โดยนำขมิ้นฝานลงในน้ำ 7 ฝาน ถ้าขมิ้นทั้ง 7 ฝานอยู่รวมกันแสดงว่าผู้ป่วยจะหายโดยง่าย ถ้าขมิ้นไม่รวมกันแสดงว่าผู้ป่วยจะหายค่อนข้างยาก

ต่อจากนั้นครูบาเก่าของผู้ลำผีฟ้าจะเข้าสิง เพื่อบอกกล่าวถึงสาเหตุของการป่วย ถ้าหากผู้ป่วยมีครูบาเก่ามาเข้าสิง ก็จะทำพิธีลำส่ง เป็นการส่งสิ่งของเครื่องบริขารให้ครูบาเก่าที่ตายไปแล้ว เสร็จแล้วจึงขึ้นขันลำปัว (รักษา) ซึ่งจะเป็นการขับกลอนลำคู่กับการฟ้อนรำของชาวคณะลำผีฟ้า ที่เรียกว่า “แม่เมือง”

ในช่วงที่มีการขับลำ และฟ้อนรำผีฟ้านั้น ถ้าผู้ป่วยลุกไหวก็จะมาร่วมฟ้อนรำด้วย แต่ถ้าลุกไม่ไหวก็จะนอนดูเฉยๆ ช่วงของการรำนั้นไม่มีเวลากำหนด แล้วแต่ว่าผู้ป่วยต้องการรำ หรือดูต่อหรือเปล่า? เมื่อผู้ป่วยต้องการให้เลิกแล้ว ชาวคณะแม่เมืองก็จะเลิกรำ โดยไปกราบเครื่องคาย 3 ครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี ครูบาจะนำเครื่องคายไปเก็บไว้บนหิ้ง จากนั้นคณะผู้ร่วมงานก็จะไปกินดื่มอาหารที่เจ้าบ้านจัดไว้ให้ร่วมกัน

แต่การลำผีฟ้าที่ภูพระนั้นไม่ใช่การลำเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยนะครับ เพราะก็แน่นอนว่า พระเจ้าองค์ตื้อนั้นไม่ได้ป่วยจนต้องให้ผีฟ้าที่ไหนมารักษาให้แน่ แต่เป็นการลำเพื่อเลี้ยงผี หรือเลี้ยงข่วงผีฟ้าต่างหาก

โดยปกติเมื่อมีการลำปัวเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยแล้ว ยังมีการลำเพื่อไล่ผีอีกด้วย ในกรณีของการลำปัว ผู้ป่วยจะกลายมาเป็นบริวารของคณะผีฟ้าซึ่งก็คือ “แม่เมือง” หรือชาวคณะที่มาร่วมฟ้อนรำนั่นแหละ แต่ในกรณีที่ลำเพื่อไล่ผี ผู้ป่วยจะกลายมาเป็น “ลูกเมือง” ที่มาช่วยทำหน้าที่ในการลำปัวครั้งต่อๆ ไป

การลำข่วงผีฟ้าเพื่อเลี้ยงผี อาจจะจัดที่บ้านของแม่เมือง หรือลูกเมืองก็ได้ โดยจะมีการเชิญแขกและญาติมิตรของคณะลำผีฟ้าไปด้วย โดยเฉพาะบริวารและกลุ่มลูกเมืองทั้งหลายต้องไปร่วมงานที่จัดขึ้นทุกในช่วงระหว่างเดือน 3 ถึงเดือน 6 แล้วแต่ท้องที่ ส่วนมากมักจะจัดงานยาว 2 วัน 1 คืน คืนแรกเรียกว่า คืนลงมาลัยหมื่นมาลัยแสน มีการฟ้อนรำขับร้องและการละเล่น วันที่สองเรียกว่า วันหงายพาข้าว เป็นวันที่กลุ่มคณะผีฟ้านำข้าวปลาอาหารไปเลี้ยงผีตามสถานที่ที่จัดเตรียมไว้

โดยน่าสังเกตว่า ใน จ.ชัยภูมิ นั้น คณะลำผีฟ้าต่างๆ นั้นมักจะถือเอาบริเวณภูพระเป็นพื้นที่จัดงานเลี้ยงข่วงผีฟ้า ระหว่างวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือนห้า โดยถือเป็นงานกราบไหว้ครูบาอาจารย์ของคณะลำผีฟ้า ซึ่ง “ครูบาอาจารย์” ที่คณะลำผีฟ้ามาเลี้ยงก็คือ “พระเจ้าองค์ตื้อ” นั่นแหละ

 

แน่นอนว่า ถึงแม้ว่าคณะลำผีฟ้าจะเรียก “พระเจ้าองค์ตื้อ” ว่าเป็น “ครูบาอาจารย์” แต่ความศักดิ์สิทธิ์ของความเป็นครูที่ว่านั้น ไม่ได้มีที่มาเริ่มแรกจากการเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์หรอกนะครับ เป็นความเฮี้ยนของ “หินใหญ่” ที่ถูกจับบวชเข้ามาอยู่ในปริมณฑลของพุทธศาสนาด้วยการสลักรูปพระเจ้าองค์ตื้อและพระพุทธรูปองค์อื่นทับลงไปบนเนื้อหินนั่นต่างหาก

และก็เป็นเพราะความเฮี้ยนหรือศักดิ์สิทธิ์เดียวกันนั้นเอง ที่กลายเป็นผี (หรือจะเรียกว่าเทวดาก็ไม่ผิด) ที่ดูแลรักษาพระเจ้าองค์ตื้อ รวมถึงพระพุทธรูปองค์อื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้น การปฏิบัติต่อพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แต่ละองค์จึงไม่เหมือนกัน เช่น การลำผีฟ้าถวายพระเจ้าองค์ตื้อ หรือการถวายอาหารเหนือเพื่อแก้บนกับพระแก้วมรกต

เพราะ “ความเฮี้ยน” ของหินใหญ่ในศาสนาผีนั้นยังซ้อนทับอยู่กับ“ความศักดิ์สิทธิ์” ของพระพุทธรูป ในศาสนาพุทธอย่างแยกกันไม่ค่อยจะขาด

เอาเข้าจริงแล้ว การกราบพระกับกราบผี จึงเป็นเรื่องเดียวกันนั่นแหละครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...