โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภารกิจสตรีเปลี่ยนแปลงโลก For Women in Science

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 ต.ค. 2562 เวลา 15.54 น. • เผยแพร่ 10 ต.ค. 2562 เวลา 15.53 น.

โครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ (For Women in Science) เป็นการสานต่อจุดยืนของ “ยูชีน ชูแลร์” นักวิทยาศาสตร์ผู้ก่อตั้งลอรีอัล ไม่เพียงเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ในระดับโลกโครงการนี้มีชื่อว่า L”Oreal-UNESCO For Women in Science ที่เริ่มขึ้นเมื่อ 21 ปีก่อน โดยความร่วมมือกับองค์การยูเนสโก (UNESCO-the United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) ในการสนับสนุนการตระหนักถึงนักวิจัยนักวิทยาศาสตร์หญิงที่ประสบความสำเร็จ โดยมอบทุนวิจัยเป็นแรงจูงใจให้ผู้หญิงแสดงศักยภาพและก้าวเข้าสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์มืออาชีพ

สำหรับโครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย ได้ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 เพื่อเป็นแรงสนับสนุนให้นักวิจัยสตรีไทยในการสร้างงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติผลักดันนักวิทย์หญิงสู่สากล

“อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ” ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สัดส่วนจำนวนนักวิทยาศาสตร์เพศหญิงทั่วโลกมีน้อยกว่านักวิทยาศาสตร์เพศชาย เราจึงสนับสนุนงานวิจัยของสตรีมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นหนึ่งในฟันเฟืองในการสนับสนุนนักวิจัยสตรีไทยที่มีสัดส่วน 56.1 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังนับเป็นเพียง 29 เปอร์เซ็นต์ของนักวิทยาศาสตร์สตรีทั่วโลก

“สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในโครงการปีนี้ คือ เราลดเหลือ 2 สาขา คือ สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ แต่หมวดหมู่งานวิจัยภายใต้แต่ละสาขาขยายกว้างมากขึ้น และเรากำลังสนับสนุนงานวิจัยด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นด้วย ในอนาคตจะมีการต่อยอดนักวิจัยในโครงการนี้ โดยจะเสริมศักยภาพพวกเขาในเรื่องของ soft skill หรือทักษะอื่น ๆ ที่จำเป็น และพวกเขาไม่สามารถหาเองได้ นอกจากนั้น เราจะสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งมากขึ้น โดยปัจจุบันมีนักวิจัยสตรีไทยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการนี้รวมแล้วทั้งสิ้น 65 คน”

สำหรับปีนี้ นักวิจัยสตรีทั้ง 5 ท่านได้รับทุนวิจัยทุนละ 250,000 บาท ในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ มีจำนวน 2 ท่าน คือ “ดร.ธัญญพร วงศ์เนตร” จากสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวโมเลกุล สถาบันวิทยสิริเมธี กับงานวิจัยหัวข้อการวิจัยค้นหาหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่อเปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้เป็นสารมูลค่าเพิ่มเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ “ดร.ธิดารัตน์ นิ่มเชื้อ” จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กับงานวิจัยหัวข้อ เอนอีซ (ENZease) : เอนไซม์อัจฉริยะทูอินวันสำหรับกระบวนการผลิตสิ่งทอที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ส่วนด้านสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ มีจำนวน 3 ท่าน คือ“ดร.จำเรียง ธรรมธร” จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กับงานวิจัยหัวข้อการสังเคราะห์สารอนุพันธ์ที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพและการศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งเซลล์มะเร็งและเชื้อมาลาเรีย, “รศ.ดร.ศิริลตา ยศแผ่น” จากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับงานวิจัยหัวข้อการออกแบบกระบวนการสังเคราะห์สารอินทรีย์วิธีใหม่ ด้วยแนวคิด C-H functionalization สู่การพัฒนากระบวนการสังเคราะห์ทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืน และ “รศ.ดร.พนิดา สุรวัฒนาวงศ์” จากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับงานวิจัยหัวข้อการศึกษาการทำงานร่วมกันของโลหะและกรดลิวอิสเพื่อการสลายพันธะคาร์บอนออกซิเจนของแอริลอีเทอร์ด้วยวิธีคำนวณทางเคมีควอนตัม

วิทย์ชีวภาพลดปัญหา สวล.

“ดร.ธัญญพร วงศ์เนตร” กล่าวถึงเหตุผลของการทำวิจัยค้นหาหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่อเปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้เป็นสารมูลค่าเพิ่มเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนว่า คนไทยสร้างขยะมูลฝอยหรือขยะชุมชนสู่ระบบนิเวศกว่า 27.37 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 74,998 ตันต่อวัน ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ จึงอยากหาวิธีในการกำจัดขยะอินทรีย์อย่างมีประสิทธิภาพ ทีมวิจัยจึงต้องการเปลี่ยนขยะให้เป็นสารมูลค่าเพิ่มผ่านกระบวนการหมักทางชีวภาพด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูง

“โดยคัดเลือกหัวเชื้อจุลินทรีย์ตามธรรมชาติจากแหล่งต่าง ๆ ในประเทศไทย เพื่อสร้างหัวเชื้อจุลินทรีย์ต้นแบบในการแปลงขยะอินทรีย์ในครัวเรือน เพื่อสังเคราะห์เชื้อเพลิงชีวภาพและสารชีวภัณฑ์มูลค่าเพิ่มเป็นพลังงานสะอาด สามารถนำมาใช้เป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือก ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีไปใช้แล้วที่จังหวัดน่าน และที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) และกำลังวางแผนที่จะขยายไปยังชุมชนอื่น”

“ดร.ธิดารัตน์ นิ่มเชื้อ” อธิบายว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีกระบวนการผลิตที่ใช้สารเคมีและพลังงานสูง จึงทำวิจัยคัดเลือกเชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถผลิตเอนไซม์ที่มีศักยภาพสูง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเอนไซม์สัญชาติไทย ที่สามารถนำไปใช้ในกระบวนการผลิตผ้าฝ้ายในอุตสาหกรรมสิ่งทอ จนได้เอนไซม์สัญชาติไทยชื่อว่า เอนอีซ (ENZease) สามารถใช้ทดแทนการใช้สารเคมีได้

“ทีมวิจัยจึงมุ่งศึกษาคัดเลือกเชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถผลิตเอนไซม์ที่มีศักยภาพสูง ผ่านเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน ประกอบด้วย เทคโนโลยีการคัดเลือกเชื้อจุลินทรีย์แบบสมรรถนะสูง เพื่อทำการคัดเลือกเชื้อจุลินทรีย์จากคลังเชื้อจุลินทรีย์หลายร้อยสายพันธุ์ จนได้เชื้อจุลินทรีย์เพียงหนึ่งเดียวที่สามารถผลิตได้ทั้งเอนไซม์ลอกแป้งและกำจัดสิ่งสกปรกประเภทแวกซ์ และไขมัน บนผ้าฝ้าย เทคโนโลยีการหมักเอนไซม์ เทคโนโลยีเก็บเกี่ยวเอนไซม์หลังการหมัก เทคโนโลยีการผสมสูตรเอนไซม์ และเทคโนโลยีการประยุกต์ใช้เอนไซม์ในการลอกแป้งและกำจัดสิ่งสกปรกบนผ้าฝ้ายแบบขั้นตอนเดียว”

วิทย์กายภาพตอบโจทย์รักษาโรค

“ดร.จำเรียง ธรรมธร” กล่าวว่า เราตั้งใจทำงานวิจัยที่มุ่งเน้นไปที่การศึกษาวิธีการสังเคราะห์สารสำคัญที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเซลล์มะเร็งและการฆ่าเชื้อมาลาเรีย

“สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือการพัฒนาวิธีการสังเคราะห์สารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ ที่เป็นวิธีที่สะดวก มีประสิทธิภาพสูง และง่ายต่อการสังเคราะห์สารที่มีความหลากหลายทางโครงสร้างเพื่อมุ่งสู่การงานวิจัยที่ต่อยอดไปยังการค้นหาสารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพในการยับยั้งเซลล์มะเร็ง และเชื้อมาลาเรีย ซึ่งนับเป็นโรคที่ทำให้ประชากรของประเทศเสียชีวิตมากที่สุดโรคหนึ่ง ดังนั้น หากมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้อาจนำไปสู่การค้นพบตัวยาชนิดใหม่ ๆ ที่สามารถรักษาโรคดังกล่าวได้ และอาจนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในการสังเคราะห์ตัวยาได้เองในประเทศ”

ขณะที่ “รศ.ดร.ศิริลตา ยศแผ่น” วิจัยมุ่งเน้นที่จะคิดวิธีพัฒนากระบวนการสังเคราะห์สารอินทรีย์ทางเลือกใหม่ โดยได้ใช้แนวคิด carbon-hydrogen (C-H) bond functionalization ผสมผสานกับการเร่งปฏิกิริยาเคมี (catal-ysis) และหลักการทางเคมีสีเขียว (green chemistry) อันเป็นกระบวนการที่ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในการสังเคราะห์สารอนุพันธ์ของยารักษาโรคในกลุ่มไพราโซโลน (pyrazolone) ซึ่งเป็นยาที่ช่วยบรรเทาอาการปวด ลดไข้ และต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และสารอินทรีย์โมเลกุลเล็ก

“carbon-hydrogen (C-H) bond functionalization เป็นหลักการที่ได้รับความสนใจจากนักเคมีเป็นอย่างมากในปัจจุบัน งานวิจัยนี้จึงนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางเคมีอินทรีย์ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานวิจัยทางด้านชีวเคมี ชีววิทยา เภสัชศาสตร์ หรือด้านอื่น ๆ ได้”

“รศ.ดร.พนิดา สุรวัฒนาวงศ์” นักวิทยาศาสตร์อีกหนึ่งคนที่ได้รับทุนวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ พูดถึงที่มาที่ไปของงานวิจัยว่า ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาพลังงานทางเลือกจากทรัพยากรที่ยั่งยืน คณะวิจัยจึงศึกษาการทำงานร่วมกันของโลหะและกรดลิวอิสเพื่อการสลายพันธะคาร์บอนออกซิเจน ของแอริลอีเทอร์ด้วยวิธีคำนวณทางเคมีควอนตัม เพื่อเรียนรู้ว่าตัวเร่งปฏิกิริยาเข้าไปมีบทบาทอย่างไรในการลดพลังงานที่ใช้ในการเปลี่ยนสารตั้งต้นเป็นสารผลิตภัณฑ์

“โดยคณะวิจัยพบว่าในการเปลี่ยนไดฟีนิลอีเทอร์ และเมทิลฟีนิลอีเทอร์ด้วยการเติมไฮโดรเจนให้เป็นฟีนอลเมทานอลและเบนซีนโดยตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิล มีกระบวนการแตกพันธะคาร์บอนออกซิเจนเป็นขั้นตอนที่อาศัยพลังงานมากที่สุด ทั้งยังพบว่ากรดลิวอิสไตรเมทิลอะลูมินัมสามารถไปเกาะกับออกซิเจนทำให้ลดความแข็งแรงของพันธะคาร์บอนออกซิเจนลง ช่วยให้การแตกพันธะคาร์บอนออกซิเจนใช้พลังงานน้อยลงได้ นำไปสู่แนวคิดการออกแบบตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีทั้งโลหะและกรดลิวอิสในโครงสร้างโมเลกุลเดียวกัน คาดว่าจะสามารถใช้ย่อยพันธะคาร์บอนออกซิเจนให้ได้โมเลกุลที่มีขนาดเล็กลงเพื่อใช้เป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมเคมีต่อไป”

นับเป็นแบบอย่างให้ผู้หญิงไทยมีความมั่นใจว่า เธอสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาโลกใบนี้ โดยใช้วิทยาศาสตร์เป็นหลักไมล์นำทาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...