เปิดโผหุ้นรพ.กำไรโต 5 ปีซ้อน ตะลึง PRINC ผลงานดิ่ง ขาดทุนสะสม 1 พันลบ.
โรงพยาบาล ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรา เพราะเป็นปัจจัยสี่ที่ไม่สามารถขาดได้ โดยหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในตลาดหุ้นไทยมีอยู่จำนวนมาก ซึ่งโรงพยาบาลขนาดใหญ่ได้ถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น BDMS และ BH ดังนั้นครั้งนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นโรงพยาบาลขนาดเล็กและขนาดกลาง มาฝากนักลงทุน ซึ่งจะน่าสนใจแค่ไหน เรามาหาคำตอบไปด้วยกัน
ทีมข่าว Wealthy Thai ได้ตรวจสอบข้อมูลผ่าน setsmart.com พบว่าหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลที่มีกำไรสุทธิเติบโต 5 ปีติดต่อกันมีจำนวน 4 หลักทรัพย์เท่านั้น คือ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH ตามด้วย CHG หรือ บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) รวมทั้ง NTV หรือ บริษัท โรงพยาบาลนนทเวช จำกัด (มหาชน) และ SVH หรือ บริษัท สมิติเวช จำกัด (มหาชน)
ขณะที่ EKH หรือ บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) และ RJH บริษัท โรงพยาบาลราชธานี จำกัด (มหาชน) ถือเป็นหุ้นที่มีกำไรสุทธิเติบโต 3 ปีติดต่อกันนับจากปี 2560-62 ส่วนหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลที่ไม่เคยมีผลขาดทุนเลยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีจำนวนทั้งสิ้น 15 หลักทรัพย์ จากหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลจำนวน 23 หลักทรัพย์
แต่อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสนใจคือ PRINC หลังจากที่ล่าสุดผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสอง และประธานคณะกรรมการบริหารอย่าง นาย สาธิต วิทยากร ได้เข้าซื้อหุ้น BH จำนวน 90.5 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 103 บาท รวมมูลค่า 9,321.50 ล้านบาท จาก BDMS และยังสนใจส่วนที่เหลืออีก 11.34% จากทาง BDMS นั้น ได้ดำเนินการในนามส่วนตัว ซึ่งเป็นการซื้อเพื่อลงทุนจากความเชื่อมั่นในศักยภาพของ BH
โดยขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการประสานงานกับสถาบันการเงินและกลุ่มปราสาททองโอสถ และกลุ่มโสภณพนิชในเรื่องขั้นตอนการจัดหาแหล่งเงินทุนมาซื้อหุ้นจำนวนดังกล่าว โดยจะมีการชำระเงินค่าซื้อหุ้นโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 2 ครั้ง ๆ ละประมาณ 9,300 ล้านบาทเศษ
ทั้งนี้จากประเด็น BDMS รายงานว่า บริษัทได้เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้น BH ที่ถืออยู่ทั้งหมด 180.72 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 22.71% ให้กับผู้ซื้อในราคาหุ้นละ 103 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 1.86 หมื่นล้านบาท โดยจะมีการซื้อขายหุ้น BH บางส่วนผ่านรายการบิ๊กล็อตจำนวน 90.5 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 103 บาท ภายในวันที่ 26 พ.ย. และส่วนที่เหลืออีกจำนวน 90.22 ล้านหุ้น หรือประมาณ 11.34% คาดว่าจะซื้อขายเสร็จสิ้นภายในเดือนธ.ค.
“การคาดหวัง Synergy เพิ่มเติมระหว่าง BH กับ รพ.เครือ PRINC ยังเร็วเกินไป โดยปัจจุบัน Bumrungrad Health Network (บริษัทย่อย BH) มีความร่วมมือกับ รพ.PRINC สุวรรณภูมิ ตั้งศูนย์ COE รักษาโรคเฉพาะทางกระดูกและไขสันหลัง ซึ่งเราไม่เห็น Synergy มากนักจากความร่วมมือดังกล่าว เนื่องจากความแตกต่างของฐานลูกค้าระหว่าง BH และ PRINC ทำให้มีโอกาสน้อยที่ BH จะได้ประโยชน์จากการ Refer case หนักจาก PRINC”นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กล่าว
ทีมข่าว Wealthy Thai ได้เข้าไปสำรวจงบการเงินย้อนหลังของ PRINC มีผลขาดทุนอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2558 มีกำไรสุทธิ 17.53 ล้านบาท แต่หลังจากนั้นปี 2559 ถึงงวด 9 เดือนแรกของปี 63 มีผลขาดทุนไม่หยุด โดยปี 2559 ขาดทุน 51.30 ล้านบาท จากนั้นปี 2560 ขาดทุน 345.10 ล้านบาท ส่วนปี 2561 ขาดทุน 173.40 ล้านบาท ขณะที่ปี 2562 ขาดทุน 181.72 ล้านบาท
และล่าสุดงวด 9 เดือนแรกของปี 63 มีผลขาดทุนสูงถึง 423.95 ล้านบาท ด้วยเหตุผลที่ว่า ผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลให้ผลผลประกอบการบริษัทมีรายได้จากกิจการโรงพยาบาล 1,600.3 ล้านบาท ต้นทุนจากกิจภารโรงพยาบาล 1,449.7 ล้านบาท และรายได้จากการขายและให้บริการจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 282.6 ล้านบาท ต้นทุนการขายและให้บริการจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 222.8 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 623.1 ล้านบาท และต้นทุนทางการเงิน 97.1 ล้านบาท
ขณะที่พบว่า ข้อมูลขาดทุนสะสมยังปรับเพิ่มขึ้นอย่างแต่เนื่อง โดยปี 2560 อยู่ที่ -234.70 ล้านบาท ส่วนปี 2561 อยู่ที่ -403.42 ล้านบาท ปี 2562 อยู่ที่ -582.15 ล้านบาท และงวด 9 เดือนของปี 63 อยู่ที่ -1,006.10 ล้านบาท ขณะหนี้สินรวมอยู่ที่ 5,734.95 ล้านบาท โดยมีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) งวด 9 เดือนปี 63 เท่ากับ 0.68 เท่า ส่วนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Interest-Bearing D/E Ratio) เท่ากับ 0.51 เท่า
สำหรับ PRINC ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนและการบริหารจัดการโรงพยาบาลเอกชน หากท้าวความย้อนกลับไปเมื่อปี 2543 ที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในนาม บริษัท เมโทรสตาร์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เพื่อประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย ต่อมาเมื่อปี 2548 บริษัทได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในราคาไอพีโอหุ้นละ 7.00 บาท พาร์ 2.00 บาท และแตกพาร์เมื่อปี 2549 เหลือ 1.00 บาท
แต่หลังจากนั้นปี 2556 ได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นและเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) โดยปี 2560 ได้ดำเนินธุรกิจหลักคือ ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนและการบริหารจัดการโรงพยาบาลเอกชนควบคู่ไปกับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยในระดับแนวหน้าเพื่อเช่าโดยการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ และสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้า โดยมุ่งพัฒนาโครงการในทำเลที่อยู่ย่านศูนย์กลางธุรกิจ และธุรกิจการบริหารอาคารสำนักงานแบบครบวงจร นอกจากนี้ยังได้ขยายงานไปยังธุรกิจให้บริการระบบสารสนเทศและธุรกิจบริการให้คำปรึกษาทางการลงทุน และธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนอีกด้วย
PRINC ยังคงเป้าหมายขยายธุรกิจโรงพยาบาลให้ครบ 20 แห่ง และเปิดคลินิกทั่วประเทศ 100 แห่ง ภายในระยะ 2 ปีข้างหน้า หรือ ปี 2565 เพื่อสร้างเครือข่ายการให้บริการครอบคลุมระหว่างภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีโรงพยาบาลในเครือข่ายที่เปิดดำเนินการแล้วรวม 11 แห่ง ใน 10 จังหวัด ได้แก่ โรงพยาบาล พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 1 และโรงพยาบาล พริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2 จังหวัดนครสวรรค์ โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี
โรงพยาบาลพิษณุเวช จังหวัดพิษณุโลก โรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร จังหวัดพิจิตร โรงพยาบาล ศิริเวชลำพูน จังหวัดลำพูน โรงพยาบาลวิรัชศิลป์ จังหวัดชุมพร โรงพยาบาลพริ้นซ์ ศรีสะเกษ และ โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี