เจาะ "แซนด์บอกซ์ ETDA" สนามทดลองธุรกิจยุคดิจิทัล
ภารกิจชัดเจนอยู่แล้วสำหรับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ในการส่งเสริมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
ล่าสุดมีโครงการทดสอบนวัตกรรมหรือบริการที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 หรือ digital service sandbox เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทดสอบนวัตกรรมและบริการก่อนให้บริการจริง พร้อมกับการจัดสัมมนาออนไลน์หัวข้อ “ETDA’s Sandbox ที่ปรึกษาหรือผู้คุม”
ชำแหละสนามทดลองดิจิทัล
“ทิพยสุดา ถาวรามร” คณะกรรมการกำกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA กล่าวว่า การทำ sandbox ของแต่ละธุรกิจมีความแตกต่างกัน โดยฝั่งการเงินจะมีเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน ก็มีผู้ประกอบการอีกกลุ่มต้องการทดลองเทคโนโลยีก่อน เพื่อให้รู้ว่าถ้าทำไปแล้วไม่เวิร์กจะได้ไม่ต้องลงทุน เนื่องจากการทำตามกฎอย่างเคร่งครัดตั้งแต่แรกอาจต้องลงทุนสูง ถ้าไปไม่รอดก็จะเสียเงินไปเปล่า ๆ การทำsandbox จึงเป็นการให้ทดลองไอเดียในวงแคบ ๆ ก่อน
สำหรับ sandbox ของ ETDA ต่างจากที่อื่น ๆ เพราะทำในสิ่งที่ตนเองไม่ได้มีอำนาจกำกับดูแล เพราะมองว่าถ้าทำในสิ่งที่กำกับดูแลอาจต้องไปร่างกฎก่อน ทำให้เกิดได้ช้า
ดังนั้น sandbox ของ ETDA จึงเป็นการเปิดให้ได้ทดสอบ เพื่อให้ผู้ประกอบการกล้าทำสิ่งใหม่ที่อาจไม่แน่ใจว่าผลจะเป็นอย่างไร โดย ETDA ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา
“บทบาท ETDA คือการเป็นที่ปรึกษาเป็นสนามทดลอง เพื่อเดินไปสู่การเป็นผู้คุมกฎในอนาคต ซึ่งกำลังจะเขียนกฎโดยใช้อันนี้เป็น lab ว่า ถ้าเปิดให้คนเข้าทำจะได้แน่ใจว่ากฎที่เขียนปฏิบัติได้จริง”
เปิดทาง 5 บริษัทเทสต์ระบบ
ด้าน“พลอย เจริญสม” ผู้ขับเคลื่อนโครงการ Sandbox ETDA เสริมว่า ETDAอยู่ระหว่างเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาต พ.ศ. …
เพื่อดูแลผู้ให้บริการดิจิทัลไอดี ซึ่งได้เตรียมพร้อมเรื่องกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพราะหากออกกฎโดยไม่ได้ทดลองทำอาจเป็นภาระแก่ผู้ประกอบการ ซึ่ง การทำ sandbox จึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้ ETDA ด้วย
ปัจจุบันมี 5 บริษัทเข้าร่วม ได้แก่ ทดลองโซลูชั่นดิจิทัลไอดีมี 2 บริษัท คือ บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด และกรมการปกครอง เช่นกันกับโซลูชั่นe-Document ก็มี 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท บีทามส์ โซลูชั่น จำกัด
และบริษัท ไทย แอดวานซ์ อินโนเวชั่น จำกัด และบริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด ทดลอง2 เรื่อง คือ ดิจิทัลไอดี และ e-Meeting
ในมุมมองภาคเอกชน “ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา” นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยกล่าวว่า ในมุมของสตาร์ตอัพความเร็วในการเข้าสู่ตลาดเป็นสิ่งสำคัญ โจทย์คือ
ทำอย่างไรให้ระยะเวลาที่มีพิสูจน์โซลูชั่นที่มีอยู่ให้ได้เร็วที่สุด สิ่งที่สตาร์ตอัพต้องการ คือ โปรดักต์และตลาด ซึ่งหมายถึงโปรดักต์ต้องเป็นที่ตลาดต้องการ ถ้าทุกอย่างเปิดเสรีก็ไม่มีปัญหา
แต่เมื่อต้องมีข้อจำกัดเพื่อให้สังคมเดินร่วมกันได้ ดังนั้น การมี sandbox เป็นตัวช่วยให้สตาร์ตอัพหรือบริษัทเทคโนโลยีพิสูจน์ได้ว่าเทคโนโลยีนั้น ๆ ใช้ได้หรือไม่ได้ แก้ปัญหาได้จริงหรือไม่จริง
มาตรฐานและการกำกับดูแล
ขณะที่ “วรพจน์ ธาราศิริสกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่นฟินเทค ในฐานะผู้เข้าร่วมโครงการ sandbox กล่าวว่า ทำ sandbox กับ ETDA ใน 2 ส่วน
คือ ดิจิทัลไอดี และ e-Meeting โดยสร้างมาตรฐานบางอย่างแต่ยังไม่ค่อยชัดเจน ซึ่งในมุมบริษัทเทคโนโลยีเหมือนนำโมเดลเข้ามาทดลองและขอคำปรึกษาว่า สิ่งที่ทำตรงกับกรอบมาตรฐานหรือไม่
“การขอคำปรึกษาจาก ETDA ก็เพื่อพัฒนาต่อยอดสู่บริการในอนาคต พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือให้บริษัทโดยได้ทดลองทำธุรกิจในสายตาผู้ที่จะกลายเป็นผู้ควบคุมกฎในอนาคต”
ด้าน “ธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเดียวกันเสริมว่า บริษัทได้นำระบบ e-Meeting มาใช้กับการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯแล้ว เช่น เจมาร์ท และซิงเกอร์
โดยมาตรฐานของระบบ e-Meeting ที่นำไปใช้ตรงตามมาตรฐานที่ ETDA กำหนด แต่จะตรงตามมาตรฐานของผู้คุมกฎในแต่ละอุตสาหกรรมหรือไม่ต้องไปพิจารณากันต่อ
เพราะผู้กำกับดูแลแบ่งเป็น 2 ชั้น คือ ETDA เป็นผู้กำหนดมาตรฐานกลาง กับผู้คุมกฎในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น กรณี e-Meeting ผู้คุมกฎคือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์