โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนมองหนัง : 'คนดำ' และบางสิ่งที่ขาดหายไป ใน 'Bridgerton'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 ม.ค. 2564 เวลา 11.54 น. • เผยแพร่ 31 ม.ค. 2564 เวลา 12.30 น.

‘คนดำ’ และบางสิ่งที่ขาดหายไป

ใน ‘Bridgerton’

“Bridgerton” (วังวนรัก เกมไฮโซ) ซีรีส์แนวพีเรียดที่สร้างจากนิยายของ “จูเลีย ควินน์” ซึ่งอำนวยการสร้างโดย (และเผยแพร่ทาง) “เน็ตฟลิกซ์” กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงจากทั้งผู้ชมชาวไทยและผู้ชมทั่วโลก

จนเพิ่งมีการประกาศสร้างซีรีส์ซีซั่น 2 ไปเมื่อไม่นานนี้

หนึ่งในจุดเด่นของซีรีส์เรื่องนี้ที่ถูกพูดถึงและชื่นชมอย่างแพร่หลาย ก็คือการพยายามนำเสนอภาพการดำรงอยู่ของ “คนผิวสี-ผิวดำ” ในยุค “รีเจนซี” ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ของอังกฤษ

ทั้งการอ้างอิงและตีความงานศึกษาที่ระบุว่า “ควีนชาร์ล็อตต์” (1761-1818) อาจสืบเชื้อสายมาจาก     “คนดำ”

ด้วยเหตุนี้ ผู้ทรงอำนาจสูงสุดในสังคม (ชนชั้นสูง) อังกฤษและเป็นประมุขแห่งรัฐในเชิงพฤตินัยของ “Bridgerton” จึงกลายเป็น “สตรีผิวดำ”

(ในบริบทที่ประมุขตัวจริงอย่าง “พระเจ้าจอร์จที่ 3” มีอาการป่วยทางจิตตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ส่วนบทบาทของ “ปรินซ์รีเจนต์” ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ซึ่งจะขึ้นครองราชย์เป็น “พระเจ้าจอร์จที่ 4” ในอนาคต ก็ถูกผู้สร้างซีรีส์กีดกันออกไป)

ยิ่งกว่านั้น พระเอกของซีรีส์ในฤดูกาลแรก คือ ตัวละคร “ดยุกแห่งเฮสติงส์” ก็ถูกสร้างสรรค์-ดัดแปลงให้มีรูปลักษณ์เป็น “ชายหนุ่มรูปงามผิวดำ”

เช่นเดียวกับนักมวยเพื่อนสนิทของเขาชื่อ “วิลล์ มอนดริช” ซึ่งน่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “นักมวยผิวสี” ชื่อดังช่วงศตวรรษที่ 19 ที่อพยพข้ามน้ำข้ามทะเลจากสหรัฐอเมริกามาค้ากำปั้นในสหราชอาณาจักร

อย่างไรก็ดี มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนไม่น้อย ที่บ่งชี้ถึงแง่มุมอีกด้านหนึ่งซึ่งปลาสนาการไปจาก “Bridgerton”

“โรเบิร์ต มอร์ริสัน” ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยควีนส์ ออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อังกฤษยุครีเจนซี สรุปความถึงซีรีส์ดังเรื่องนี้ว่า ขณะที่ “Bridgerton” ได้จุดประเด็นให้ผู้คนเริ่มถกเถียงกันว่าเคยมีพระบรมวงศานุวงศ์ของอังกฤษที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวแอฟริกันจริงหรือไม่?

สื่อบันเทิงเรื่องนี้กลับเพิกเฉยหรือซ่อนเร้นมุมมืดของลัทธิอาณานิคม ตลอดจนความยากจน-การเหยียดเชื้อชาติ อันเป็นผลพวงที่เกิดจากลัทธิดังกล่าวเอาไว้

มอร์ริสันจึงเห็นว่าเรื่องราวในซีรีส์ยอดนิยมของเน็ตฟลิกซ์เป็นเพียงแฟนตาซีพาฝันที่ดึงดูดผู้คนให้หลีกลี้ออกจากโลกความเป็นจริง ผ่านภาพแทนของสังคมชนชั้นสูงเมื่อ 200 ปีก่อน ที่ผนวกรวมความหรูหราร่ำรวย แรงปรารถนาของหนุ่ม-สาว และความเท่าเทียมทางด้านเชื้อชาติ (ที่ไม่มีอยู่จริง) เข้าด้วยกัน

กล่าวอีกอย่างได้ว่า ทั้งๆ ที่ผู้สร้าง-ผู้กำกับฯ-ผู้เขียนบท พยายามจะจัดวาง “ตัวละครคนผิวดำ” ลงในแวดวงสังคมไฮโซยุครีเจนซี แต่พวกเขากลับล้มเหลวในการฉายภาพให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงประวัติศาสตร์บาดแผลของ “ทาสผิวดำ” ที่บังเกิดขึ้น ณ ห้วงเวลาเดียวกัน

รายละเอียดเล็กๆ ประการหนึ่งที่ช่วยขยายความให้แก่ข้อวิพากษ์วิจารณ์ข้างต้นได้อย่างน่าสนใจ ก็คือ การมุ่งพิจารณาไปยังวิถีการบริโภคของตัวละครดยุก ดัชเชส และเหล่าชนชั้นนำใน “Bridgerton”

ฉากหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยในซีรีส์เรื่องนี้ ได้แก่ฉากที่ “ดาฟนี บริดเจอร์ตัน” และ “ไซมอน บาสเซ็ต” หรือ “ดยุกแห่งเฮสติงส์” ไปเกี้ยวพาราสีกันแบบหลอกๆ ปลอมๆ ในร้านน้ำชาหรูหรา

ในซีนดังกล่าว คนดูจะพบว่าพระ-นางทั้งคู่ได้บริโภคขนมหวานและน้ำชา (รวมถึงมีภาพไซมอนใช้ลิ้นเลียช้อนชา/ตักน้ำตาล ซึ่งสื่อแสดงนัยยะทางเพศอย่างไม่ปิดบัง)

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าในยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคม อาหารและเครื่องดื่มเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “น้ำตาล” คือสินค้าที่ถูกขูดรีดมาจาก “แรงงานทาสผิวดำ”

จึงเท่ากับว่าท่านดยุกพระเอกของ “Bridgerton” ซีซั่นแรก ผู้มี “ผิวสีดำ” กำลังบริโภค “เลือดเนื้อ” อันหลั่งไหลจากการล่าอาณานิคมและการค้า “ทาสผิวดำ” (สีผิวเดียวกันกับดยุก)

“แคร์รี สินานัน” นักวิชาการที่ศึกษาประวัติศาสตร์การค้าทาส แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส ซานอันโตนิโอ ท้วงติงถึงข้อเท็จจริงซึ่งไม่ปรากฏในซีรีส์ยอดฮิตว่า “ประชากรผิวดำ” เกือบทั้งหมดในยุครีเจนซีนั้นมิได้มีสถานะเป็นผู้บริโภคสินค้า-อาหารฟุ่มเฟือย ที่ถูกขูดรีดมาจากแรงงานทาส

แต่พวกเขาล้วนเป็นผู้ใช้แรงงาน-ผู้ผลิตสินค้า ที่ไม่เคยได้รับค่าจ้างอย่างเป็นธรรมจากเจ้าอาณานิคม-คนผิวขาวต่างหาก

ด้วยเหตุนี้ แม้ผู้ชมจะได้รับรู้ว่าตัวละครชนชั้นสูงนานาเชื้อชาติ ทั้งผิวขาว ผิวดำ และผิวเหลือง ใน “Bridgerton” นั้นบริโภคน้ำตาล-น้ำชา รวมถึงแต่งกายด้วยผ้าไหม

แม้พวกเขาจะได้รับทราบว่าระบบชนชั้นยังคงดำรงอยู่อย่างรางๆ ในซีรีส์เรื่องนี้ ผ่านตัวละครคนรับใช้และคนยากจน (หลากสีผิว) ซึ่งแลดูไม่ค่อยมีความทุกข์ร้อนสักเท่าใดนัก

ทว่าองค์ประกอบหนึ่งที่สูญหายไปเสียเฉยๆ กลับกลายเป็นชีวิต-เรื่องราวของเหล่า “แรงงานทาสผิวดำ” ผู้เป็นต้นทางการผลิตสินค้าหรูหรานานาชนิด ที่รายล้อม-ประดับประดาอยู่บน-ย่อยสลายเข้าสู่เรือนกายของบรรดาผู้บริโภค ณ ยอดพีระมิดสังคม

ข้อมูลจาก

https://kerrysinanan.medium.com/unsilencing-the-past-in-bridgerton-2020-a-roundtable-792ecffd366

https://theconversation.com/bridgerton-what-the-show-gets-right-about-sex-gossip-and-race-in-regency-london-153399

https://theconversation.com/netflixs-bridgerton-a-romanticized-portrayal-of-britain-at-the-dawn-of-modernity-152946

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...