โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ : ศิลปินผู้ท้าทายเผด็จการ ด้วยงานศิลปะวิดีโอ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 24 ม.ค. 2564 เวลา 04.39 น. • เผยแพร่ 24 ม.ค. 2564 เวลา 09.30 น.

ศิลปินผู้ท้าทายเผด็จการ

ด้วยงานศิลปะวิดีโอ

ในยุคสมัยที่บ้านเมืองตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการ ประชาชนถูกกดขี่ข่มเหงโดยอำนาจรัฐอันไม่เป็นธรรม ศิลปะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านอยู่เสมอ

ในตอนนี้เราขอนำเสนอเรื่องราวของศิลปินผู้หนึ่งที่ใช้งานศิลปะในการต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์เผด็จการอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า เลทีเซีย พาเรนตี (Letícia Parente)

ศิลปินชาวบราซิล ผู้เชี่ยวชาญในการทำงานศิลปะในสื่อวิดีโอ หรือวิดีโออาร์ต (Video art) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง

ผลงานวิดีโอขนาดสั้นของเธอนำเสนอองค์ประกอบของงานศิลปะที่ใช้ร่างกายเป็นสื่อในการแสดงออกอย่างบอดี้อาร์ต (Body art) และศิลปะแสดงสด (Performance art) ที่มุ่งเน้นในการประท้วงและเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการใช้ความรุนแรงและการทรมานนักโทษการเมืองโดยรัฐบาลเผด็จการทหารบราซิลในช่วงปี 1964-1985

อันที่จริงพาเรนตีไม่ได้ร่ำเรียนและเริ่มต้นอาชีพทางศิลปะมาตั้งแต่แรก

เดิมทีเธอเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์จนได้รับปริญญาเอกสาขาเคมี

พาเรนตียังเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ในสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติของบราซิล

พาเรนตีเริ่มต้นทำงานศิลปะเมื่อตอนอายุ 40 กว่าปี หลังจากแต่งงานและมีลูกได้ 5 คนแล้ว

โดยในปี 1971 เธอเริ่มต้นเข้าเวิร์กช็อปเรียนศิลปะภาพพิมพ์ที่ศูนย์ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ (Núcleo de Artes e Criatividade) ในริโอเดจาเนโร ก่อนที่จะพบกับเหล่าศิลปินหัวก้าวหน้าที่แนะนำให้เธอรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในยุคนั้นอย่าง “วิดีโอ”

เธอจึงเริ่มต้นทำงานศิลปะด้วยสื่อชนิดนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจังตลอดมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานที่มีประเด็นเกี่ยวกับการเมืองและการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเผ็ดร้อน ซึ่งเป็นอะไรที่เสี่ยงคุกเอามากๆ ในยุคสมัยที่บราซิลปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารอย่างยาวนานเกือบ 20 ปี

ในยุคนั้นรัฐบาลทหารบราซิลทำการจับกุม, คุมขัง และทรมานนักโทษการเมืองผู้ต้องสงสัยว่าเป็นฝ่ายซ้ายและเป็นศัตรูของรัฐนับร้อยคน

หนึ่งในกระบวนการทรมานของเจ้าหน้าที่รัฐก็คือการชอร์ตไฟฟ้าที่ใบหูและฝ่าเท้าของผู้ต้องหาทางการเมือง

พาเรนตีตีแผ่กระบวนการอันป่าเถื่อนนี้ผ่านผลงานที่เป็นที่รู้จักที่สุดของเธอย่าง Marca Registrada (“Registered Trademark”) (1975) ผลงานวิดีโออาร์ตความยาว 10:24 นาที ที่เธอบันทึกภาพตัวเองขณะกำลังบรรจงเย็บคำว่า “MADE IN BRASIL” ลงบนฝ่าเท้าของเธอ

ราวกับจะบอกว่าการถูกกดขี่ทรมานนั้นเป็นการติดป้ายยี่ห้อบ่งบอกความเป็นคนบราซิลในยุคสมัยนั้นก็ปาน

ผลงานวิดีโออาร์ต/บอดี้อาร์ตที่เล่นกับความเจ็บปวดของพาเรนตีชิ้นนี้ เป็นสัญลักษณ์แทนยุคสมัยแห่งความเลวร้ายของบราซิล ภายใต้การปกครองของเผด็จการทหารที่ใช้ความรุนแรง, กดขี่, ปราบปราม และปิดกั้นการแสดงออกทางความคิดประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสื่อต่างๆ ไปจนถึงการทำงานศิลปะ

บทบาทของศิลปะในเวลานั้นจึงเป็นเหมือนหนทางระบายความคับข้องของผู้ถูกกดขี่ ไม่มีปากเสียงจากอำนาจรัฐ ร่างกายของศิลปินกลายเป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการถูกทรมาน การละเมิดศีลธรรม และความเจ็บปวดทุกข์ยากของผู้คนในช่วงเวลานั้น

“สถานะทางร่างกายเป็นพยานถึงสถานการณ์ทางวัฒนธรรม, การเมือง และสังคม ฉันต้องการแสดงออกถึงสิ่งเหล่านี้ในผลงานวิดีโอของฉัน ในผลงานชิ้นนี้ ฉันเย็บฝ่าเท้าของตัวเองด้วยเข็มและด้ายสีดำเป็นถ้อยคำว่า ‘ผลิตในบราซิล’ ลงไป มันเป็นประสบการณ์ที่ทรมานมาก เวลาที่เข็มทิ่มแทงเข้าไปข้างใน ฉันเจ็บเท้ามากๆ แต่มันก็ต้องเป็นเท้าของฉันเองเท่านั้นที่ถูกเย็บ (หาใช่เท้าคนอื่นไม่)” พาเรนตีกล่าว

 

หรือผลงานอีกชิ้นอย่าง In (1975) วิดีโออาร์ตความยาว 1:42 นาที ที่พาเรนตีแขวนเสื้อของเธอที่เธอยังสวมใส่อยู่ด้วยไม้แขวนเสื้อ และห้อยตัวเองอยู่ในตู้เสื้อผ้า ก่อนที่จะปิดประตูขังตัวเองไว้ข้างใน

ผลงานชิ้นนี้เป็นการวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์การประหารชีวิตนักข่าวชาวบราซิล วลาดิเมียร์ แฮร์ซอก (Vladimir Herzog) อย่างทารุณ

แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับอำพรางคดีว่าเป็นการฆ่าตัวตาย โดยพบร่างของเขาถูกแขวนคออยู่ในห้องขัง

นอกจากทำงานในประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์ความโหดร้ายของรัฐเผด็จการ พาเรนตียังทำงานศิลปะด้วยแนวคิดแบบสตรีนิยม

ดังเช่นในผลงาน Tarefa I (“Task 1”) (1982) ที่เธอปีนขึ้นไปนอนคว่ำหน้าบนโต๊ะรีดผ้าให้ผู้หญิงอีกคนใช้เตารีดรีดเสื้อผ้าที่สวมอยู่บนตัวเธอ

ผลงานชิ้นนี้เสียดเย้ยบทบาทภาระหน้าที่ในชีวิตประจำวันของผู้หญิงในการเป็นแม่บ้านแม่เรือนตามขนบค่านิยมของสังคม และการจำใจต้องอยู่ภายใต้ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสายตาของรัฐเผด็จการโดยไม่มีปากเสียงของประชาชน ไม่ต่างอะไรกับการทนนอนให้คนอื่นเอาเตารีดร้อนๆ รีดเสื้อผ้าที่ยังสวมอยู่บนร่างกายโดยไม่ขยับตัวหรือปริปากใดๆ

พาเรนตีใช้กิจกรรมธรรมดาสามัญในบ้านที่อาจจะดูน่าเบื่อหน่ายของผู้หญิง อย่างการเย็บผ้า, รีดผ้า เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การใช้ความรุนแรงและการทรมานประชาชนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างโหดเหี้ยมของรัฐบาลเผด็จการทหาร ไปจนถึงสำรวจและตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทและสถานภาพของผู้หญิงในสังคมบราซิลได้อย่างแนบเนียนและแหลมคม

นอกจากผลงานวิดีโออาร์ต พาเรนตียังทำผลงานในสื่อภาพนิ่ง อย่างงานในชุด Série 158 (Project 158) (1975) ที่เธอหยิบเอาภาพใบหน้านางแบบจากนิตยสารมาทำการตัดต่อให้ผิดรูปด้วยการยืดหรือหดองคาพยพบนใบหน้าให้ผิดสัดส่วน

หรือเอาเข็มกลัดมากลัดบนดวงตาและปากของนางแบบในภาพเหล่านั้นในผลงานอีกชุด

ผลงานเหล่านี้วิพากษ์วิจารณ์ค่านิยมลัทธิชายเป็นใหญ่และลัทธิชาตินิยม เกี่ยวกับคุณค่าของผู้หญิงที่ถูกตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอก จนทำให้ผู้หญิงต้องแต่งหน้าแต่งตัวให้สะสวย ฟิตหุ่นให้เฟิร์ม หรือแม้แต่ทำศัลยกรรมให้ใบหน้าและร่างกายสวยงามตามมาตรฐานความงามอันดีของสังคม

ถึงแม้จะมีผลงานโดดเด่นในแวดวงศิลปะ แต่พาเรนตีก็ยังไม่ละทิ้งงานหลักของเธอ

เธอยังเขียนตำราวิทยาศาสตร์, ทำงานสอนในโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัย และทำงานเป็นผู้อำนวยการของหน่วยงานการจัดการศึกษาท้องถิ่น และใช้เวลาที่เหลือถ่ายทำผลงานศิลปะส่วนใหญ่ที่อพาร์ตเมนต์ส่วนตัวของเธอในริโอเดจาเนโร

ในช่วงแรกๆ ของการทำงานศิลปะ พาเรนตีรู้สึกอึดอัดคับข้องกับสองบทบาทที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันในการทำงานสายวิทยาศาสตร์และการทำงานศิลปะของเธอ

จนกระทั่งเธอค้นพบในภายหลังว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้นสามารถช่วยในการทำงานศิลปะของเธอได้

“ผลงานศิลปะบางชิ้นอาจใช้มุมมองหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการทำลายความเชื่อหรือค่านิยมทางสังคมที่ไม่อาจแตะต้องได้ เพราะบางครั้ง ความเป็นเหตุเป็นผลทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ถูกใช้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเท่านั้น หากแต่สามารถใช้ในการวิพากษ์วิจารณ์และประณามความบิดเบี้ยวและไม่เป็นธรรมในสังคมได้ด้วย”

ดังเช่นในผลงาน Medidas (Measurements) (1976) ศิลปะจัดวางขนาดใหญ่ที่ผสมผสานศิลปะและวิทยาศาสตร์เข้าไว้ด้วยกัน โดยผู้ชมถูกเชิญให้เข้าไปทำการตรวจวัดร่างกายในรูปแบบต่างๆ อย่างความสูง, กรุ๊ปเลือด, ใบหน้า, รูปร่าง, ความจุปอด ฯลฯ ผลงานชิ้นนี้เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ธุรกิจเครื่องสำอางและศัลยกรรมเสริมความงาม รวมถึงค่านิยมของสังคมที่กดขี่ผู้หญิงอยู่

หรือผลงาน Preparação II (Preparation II) (1976) ที่เธอใช้เข็มฉีดยาฉีดตัวเอง และจดบันทึกเอาไว้ว่าเป็นวัคซีนป้องกันอคติทางสังคม อย่างการต่อต้านการล่าอาณานิคมทางวัฒนธรรม, การเหยียดผิว และการทำให้การเมือง (และศิลปะ) เป็นเรื่องไกลตัว (น่าเอามาฉีดให้คนแถวนี้จริงๆ)

ถึงแม้พาเรนตีมีชีวิตอยู่จนถึงวันที่ได้เห็นการล่มสลายของรัฐบาลเผด็จการทหารบราซิลในปี 1985 ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตไปในปี 1991

แต่กว่าหนึ่งในสามของผลงานวิดีโออาร์ตที่ทำในช่วงเวลานั้นก็สูญหายไปจากการเสื่อมความนิยมของเทคโนโลยีวิดีโอและความไม่ใส่ใจของสถาบันศิลปะในบราซิล

แต่ผลงานที่ยังคงหลงเหลืออยู่ของพาเรนตี ก็กลายเป็นหลักฐานและมรดกทางความคิดอันทรงพลังในการต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐที่กดขี่

รวมถึงท้าทายบรรทัดฐานทางสังคมที่ไม่อาจแตะต้องได้

ดังคำกล่าวของลูกชายของเธอว่า

“ในยุคสมัยที่สังคมคอยสั่งให้คุณแต่งตัวหรือวางตัวอย่างไร ผลงานศิลปะของเลทีเซีย พาเรนตี จะคอยประจันหน้ากับสิ่งเหล่านั้นอยู่เสมอมา”

 

ข้อมูล หนังสือ Forgotten Women : The Artists โดย Zing Tsjeng, Facebook @MarcaRegistradaLeticiaParente, https://bit.ly/3skj6U3, https://bit.ly/39tKFlf

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...