โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเลือกตั้งของ "ซาไก" มองประชาธิปไตยในชนเผ่า ถึงระเบิดจากเครื่องบินทหาร

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 08 พ.ค. 2566 เวลา 03.35 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. 2566 เวลา 17.05 น.
หลุด ศรีธารโต หัวหน้ากลุ่มซาไกที่ธารโต กับงานกลางไร่ บนควนสูง (จากบทความ

“ซาไก” เป็นชื่อชนเผ่าที่คนไทยอาจคุ้นเคยกันอยู่บ้าง ภาพจำของ “ซาไก” สำหรับหลายคนอาจเป็นชนเผ่าที่อยู่ห่างไกลความเป็นเมืองในยุคใหม่ที่ทันสมัย แต่วิถีชีวิตหลายแง่มุมของพวกเขาถูกบันทึกเอาไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบการปกครองในกลุ่ม ซึ่งจะว่าไปแล้วก็สามารถระบุได้ว่าปกครองโดยพื้นฐานแบบประชาธิปไตย

“แม้ชีวิตของซาไกจะล้าหลังแต่เขาก็มีจิตใจรักสันติอดทนต่อความยากลำบาก…การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ล้วนเป็นสิ่งสูงส่งสำหรับเขา”

ข้อความส่วนหนึ่งจากบทความ “โอรัง ดารัต มนุษย์ยุคเริ่มแรก” ของ “องอาจ รุ่งจันทร์ฉาย” เผยแพร่ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับ กันยายน 2526 บอกเล่าถึงวิถีชีวิตซาไก จากประสบการณ์ที่สัมผัสเผ่าพันธุ์ชนชาติส่วนน้อยในไทยหลายครั้ง

คำอธิบายเผ่าซาไกขององอาจ ระบุว่า คนทั่วไปเรียกชนเผ่านี้ว่า “ซาไก” แต่พวกเขาพึงพอใจที่จะถูกเรียกว่าโอรัง อัสลี (Orang Asle) แปลว่า คนพื้นเมือง และโอรัง บูเกต ซึ่งแปลว่า “คนที่อยู่บนภูเขา” ขณะที่ชาวมาเลย์บางคนกลับเรียกพวกเขาว่า โอรัง ซาไก ซึ่งหมายความว่า “คนป่าเถื่อน”

ซาไกเป็นชนเชื้อสายเนกริโต ตระกูลออสโตรเอเชียติคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผ่าหนึ่ง ในทางเผ่าพันธุ์วิทยาอาจจัดซาไกในตระกูลเดียวกับพวกซีนอย (Senoi) เวดดา (Veddar) และพวกออสเตรเลียน แต่องอาจ ระบุว่า ในทางภาษาซาไกมีตระกูลภาษาลักษณะสัมพันธ์กับตระกูลภาษามอญ-เขมร มากกว่าตระกูลภาษาอื่น

พื้นฐานถิ่นที่อยู่อาศัยของซาไก อยู่ในป่าลึกแถบบริเวณภูเขาห่างไกผู้คน อาศัยอยู่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ในรัฐเปรัค ไทรบุรี กลันตัน และปาหังของมาเลเซีย รวมถึงบริเวณเทือกเขาบรรทัดในเขตจังหวัดตรัง พัทลุง-สตูล และตามบริเวณเขตเทือกเขาสันคาราคีรี แถบยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ในประเทศไทย ข้อมูลระบุว่า เผ่าซาไกที่อยู่ในมาเลเซียมีทั้งหมด 11 กลุ่มเลยทีเดียว

ในความเป็นจริงแล้วการดำรงชีวิตของซาไกในประเทศไทยระหว่าง พ.ศ. 2523-2526 ก็แตกต่างกันออกไปตามลักษณะของแต่ละกลุ่ม เงื่อนไขหลักที่กำหนดวิถียังชีพที่แตกต่างกันก็สืบเนื่องมาจากความสัมพันธ์กับชาวบ้านว่ามากน้อยแค่ไหน

กลุ่มซาไกในไทยที่ระบุในบทความมี 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแต็นแอ๊น (ตรัง-พัทลุง-สตูล), กลุ่มกันซิว (ยะลา), กลุ่มแตะเด๊ะ (นราธิวาส) และยะฮายย์ (นราธิวาส)

สำหรับกลุ่มที่ปฏิเสธความสัมพันธ์กับชาวบ้านหรือปฏิสัมพันธ์น้อย องอาจ ระบุว่า กลุ่มนี้ยังดำรงชีพลักษณะเดียวกับบรรพบุรุษ อาจรับรู้สิ่งแปลกใหม่บ้าง แต่ไม่ได้มีนัยยะในเชิงผลักดันวิถีชีวิตของพวกเขาให้เปลี่ยนแปลงไป

ครอบครัวของซาไก ในยุคหนึ่งเป็นครอบครัวที่มีแบบแผนยึดหลักผัวเดียวเมียเดียวอย่างเคร่งครัด ไม่มีสำส่อนทางเพศ และไม่คบชู้มากผัวหลายเมีย ชายหญิงที่เป็นเครือญาติใกล้ชิดจะสมรสด้วยกันไม่ได้

ขณะที่ระบบการปกครองทางสังคมของซาไกมีหัวหน้ากลุ่มซึ่งส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องเป็นบุคคลที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สมาชิกในกลุ่มทุกคน และคอยตัดสินเวลาสมาชิกมีปากเสียงกัน แต่ผู้เขียนบทความระบุว่า เหตุการณ์ทะเลาเบาะแว้งไม่ค่อยมีให้เห็น เนื่องจากแต่ละกลุ่มมีสมาชิกไม่มากนัก และผ่านการใช้ชีวิตที่ลำบากมาด้วยกัน หากขัดแย้งกัน หัวหน้ากลุ่มจะเป็นผู้ตัดสินโดยให้ความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย เมื่อหัวหน้าตายลงจะมีเลือกตั้งหัวหน้าใหม่ โดยไม่สืบตำแหน่งทางเชื้อสาย…นับเป็นสังคมที่มีการปกครองโดยพื้นฐานประชาธิปไตย

ปัจจุบันกลุ่มซาไกพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเช่นกัน หลายคนมาอยู่ในหมู่บ้านตั้งแต่เล็กๆ มีความเป็นอยู่เหมือนคนในหมู่บ้าน รู้จักทำไร่ แปรรูปไม้ ไปท่องเที่ยวย่านการค้า เสพความบันเทิง และมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกตามยุคสมัยอย่างโทรศัพท์มือถือแบบคนทั่วไป สิ่งที่ทำให้ทำให้การเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตเป็นไปอย่างช้าๆ คือวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ผ่านมา

องอาจ เล่าว่า เคยมีหนุ่มซาไกรายหนึ่งเข้าร่วมกับ พคท. ในเขตเทือกเขาบรรทัด แต่ก็ยังไม่สามารถเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากนัก เขามีบทบาทด้านการนำทางและล่าสัตว์ ในอีกด้านหนึ่งเขาถูกปฏิเสธจากกลุ่มเดิมที่เคยสังกัดด้วย เพราะการดำรงชีวิตไม่เหมือนบรรพบุรุษดั้งเดิม

ความแปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัจจุบันแทบหาดูวิถีชีวิตดั้งเดิมของซาไกได้ยาก หลายกลุ่มพัฒนาเกือบเหมือนผู้คนในชนบททั่วไป โดยเฉพาะซาไกในมาเลเซีย ซึ่งมีบ้าน มีที่ดิน และถูกเกณฑ์ทหารไม่ต่างจากพลเมืองมาเลเซียทั่วไปนัก

อย่างไรก็ตาม ในยุคที่ยังมีการสู้รบทางการเมือง ซาไกในไทยเคยได้รับผลกระทบจากสังคมภายนอก องอาจ ยกตัวอย่าง ซาไกกลุ่มหนึ่งเคยโดนเครื่องบินทิ้งระเบิดใส่ช่วงปี 2520 จากที่ก่อไฟกลางป่าเพื่อย่างเนื้อ ซึ่งอาจทำให้ทหารเข้าใจว่าเป็นควันไฟจาก ผกค. บทความระบุว่า ซาไกเสียชีวิตและบาดเจ็บจากการทิ้งระเบิดในครั้งนั้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งพวกเขาไม่รับรู้ว่าทำไมต้องเข่นฆ่ากัน

พวกเขาบอกใครต่อใครว่า “เรือมันขี้ใส่กู” หมายถึงเครื่องบินทิ้งระเบิดใส่ และชีวิตพวกเขาจบลงเพียงแค่นั้น ไม่มีโอกาสรับรู้ว่าทำไมเครื่องบินทิ้งระเบิดลงมา

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 มีนาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...