โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ว่าด้วยเรื่องคาเฟอีนในโคล่า ที่ไม่ได้มาจากเมล็ดกาแฟ

Thaiware

อัพเดต 10 ม.ค. 2563 เวลา 05.00 น. • เผยแพร่ 10 ม.ค. 2563 เวลา 05.00 น. • l3uch
การที่เราดื่มน้ำอัดลม (โคล่า) ในช่วงดึกแล้วนอนไม่หลับไม่ได้เป็นเพราะกรดเกินแต่เป็นเพราะคาเฟอีนในนั้นต่างหาก

คาดว่าน้ำอัดลม (โดยเฉพาะน้ำโคล่า) น่าจะเป็นสิ่งที่คนส่วนหนึ่งนึกถึงขึ้นมาในเวลาที่รู้สึกเหนื่อยล้า และเป็นหนึ่งใน เครื่องดื่มโปรด ของใครหลายคน (รวมทั้งเราด้วย) ก็รู้นะว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะมีทั้งน้ำตาลและกรดซิตริกที่กัดกระเพาะจำนวนมาก แต่พอนึกถึงความรู้สึกสดชื่นหลังจากที่ได้ดื่มน้ำอัดลมเหล่านี้ก็มองข้ามเรื่องสุขภาพไปชั่วขณะหนึ่งและหยิบไปจ่ายเงินทุกที ซึ่งสำหรับคนที่ชื่นชอบการดื่มน้ำอัดลมบางคนก็คงจะเคย ดื่มน้ำโคล่าช่วงดึก และประสบกับปัญหาการนอนไม่หลับในตอนกลางคืนกันมาบ้าง โดยที่อาการ นอนไม่หลับ นี้ไม่ได้เป็นเพราะท้องอืด หรือมีแก๊สในกระเพาะมากเกินแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะว่าน้ำโคล่าเหล่านี้นั้น “มีส่วนผสมของคาเฟอีน” ที่ทำให้รู้สึกตื่นตัวต่างหาก

คาเฟอีน (Caffeine)  

คาเฟอีน (Caffeine) เป็นสารที่มีฤทธิ์ทางเคมีต่อระบบประสาทส่วนกลาง (CNS - Central Nervous System), การทำงานของหัวใจ, กล้ามเนื้อ และความดันโลหิต ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับสารคาเฟอีนเข้าไปแล้วจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และไปสกัดกั้นการทำงานของ Adenosine (สารสื่อประสาทที่ทำให้เราเกิดความง่วงและความเหนื่อยล้า), กระตุ้นระบบประสาทและสมองให้หลั่งสาร Dopamine และ Norepinephine ที่ทำให้ร่างกายรู้สึก สดชื่นและตื่นตัว ออกมามากขึ้น ดังนั้น เมื่อเรารับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีนผสมอยู่จึงทำให้รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาได้

โดยปกติแล้วเรามักจะเคยชินกับคำว่า “คาเฟอีน” ในเครื่องดื่มประเภทกาแฟ แต่ความจริงแล้วคาเฟอีนเป็นสารจากธรรมชาติที่สามารถสกัดได้จากเมล็ดของต้นกาแฟ, โกโก้, ใบชา และถั่วบางชนิด รวมไปถึงใน ถั่ว Kola (Cola) ที่เป็นหนึ่งใน ส่วนประกอบสำคัญของเครื่องดื่มโคล่าในยุคแรกๆ เองก็มีคาเฟอีนอยู่ด้วยเช่นกัน และถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้ทางบริษัทจะมีการ ปรับปรุงสูตร และไม่ได้ใช้ถั่ว Kola ในการผลิตน้ำโคล่าแล้วก็ตาม แต่ผู้บริโภคก็ เคยชินกับน้ำโคล่าสีน้ำตาลที่มีคาเฟอีน ผสมอยู่ด้วยไปเสียแล้ว

ถั่ว Kola ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนผสมหลักของน้ำโคล่า

ว่าด้วยเรื่องคาเฟอีนในโคล่า ที่ไม่ได้มาจากเมล็ดกาแฟ

ภาพจาก : https://www.greenbiz.com/article/power-social-enterprise-can-forgotten-nut-boost-nigerias-economy

มีการคาดการณ์ว่าเหตุผลที่ทางผู้ผลิตยังคง เติมคาเฟอีนสังเคราะห์ ลงไปในน้ำโคล่านั้นอาจเนื่องมาจาก “เหตุผลทางการตลาด” ที่ต้องการให้ผู้บริโภค “ติดคาเฟอีน” ในน้ำอัดลม เพราะคาเฟอีน (Caffeine) นั้นถือได้ว่าเป็นสารเสพติดประเภทหนึ่งที่สามารถเสพติดได้หากได้รับในปริมาณที่มากพอ แต่คาเฟอีนที่ผสมอยู่ในน้ำอัดลมนั้น ไม่ได้มากพอที่จะทำให้เกิดอาการติดได้ง่าย เพราะในน้ำอัดลมจะมีปริมาณคาเฟอีนอยู่ที่ราว 35-40 มิลลิกรัม (สำหรับโค้กและเป๊ปซี่ ส่วนเมาท์เทนดิวจะอยู่ที่ 54 มิลลิกรัม) ต่อกระป๋องขนาด 350 มิลลิลิตร ในขณะที่ปริมาณคาเฟอีนที่ทำให้ร่างกายรู้สึก “ติด” ได้จะอยู่ที่ราว 100 มิลลิกรัมต่อวัน เท่ากับว่าจะต้องดื่มน้ำอัดลมราว 2-3 กระป๋องต่อวัน จึงจะมีความเสี่ยงที่จะติดคาเฟอีนในน้ำอัดลม แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบในการดื่มน้ำอัดลมส่วนมากแล้วน่าจะเป็นการ “ติดความซ่า” และความรู้สึกสดชื่น หลังจากการดื่มมากกว่า เพราะผู้บริโภคบางคนก็ชื่นชอบในการดื่มน้ำอัดลมชนิดอื่นๆ ที่ไม่มีส่วนผสมคาเฟอีนมากกว่าน้ำโคล่า

น้ำอัดลมชนิดอื่นนอกจากโคล่าไม่มีส่วนผสมของคาเฟอีน

ว่าด้วยเรื่องคาเฟอีนในโคล่า ที่ไม่ได้มาจากเมล็ดกาแฟ

ภาพจาก : https://www.webqixhotel.xyz/?product=soft-drinks-per-glass

ซึ่งสำหรับในประเด็นนี้ ทางบริษัท Coca-Cola ได้ให้เหตุผลว่า คาเฟอีนมีรส “ขม” เล็กน้อยและช่วย ชูรสชาติ ทำให้น้ำโคล่ามีรสชาติพิเศษกว่าเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ แต่จากการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัย Stanford ที่ได้ทำการทดลองให้กลุ่มตัวอย่างแยกแยะน้ำโคล่า (ยี่ห้อ Coca-Cola) ที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน (Classic Coca-Cola) ออกจากโคล่าที่ไม่มีคาเฟอีน (Caffeine Free Coca-Cola) ผลการทดลองก็พบว่ามีกลุ่มตัวอย่างเพียงแค่ 8 % เท่านั้นที่ แยกได้ว่าน้ำโคล่าชนิดใดที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีนอยู่ ดังนั้นคาเฟอีนอาจไม่ได้เป็นตัว “เพิ่มรสชาติ” ให้กับน้ำโคล่าอย่างที่ทางบริษัทกล่าวก็เป็นได้

ในปัจจุบันหลายบริษัทก็ได้มีการผลิตน้ำโคล่าไร้คาเฟอีนออกมาวางจำหน่ายควบคู่กับน้ำโคล่าสูตรดั้งเดิมที่มีคาเฟอีนแล้ว แต่กลับไม่ได้รับความนิยมมากเท่าไรนัก คาดว่าน่าจะเป็นเพราะ “ความเคยชิน” กับรูปแบบแพ็กเกจของโคล่าสูตรดั้งเดิมทำให้ความนิยมแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่แน่ว่าหากมีการปรับรูปแบบแพ็กเกจใหม่ของน้ำโคล่าสูตรไร้คาเฟอีนก็อาจได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นได้

น้ำโคล่าสูตรไม่มีคาเฟอีนของบริษัทต่างๆ

ว่าด้วยเรื่องคาเฟอีนในโคล่า ที่ไม่ได้มาจากเมล็ดกาแฟ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลมประเภทที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนหรือน้ำอัดลมที่ไม่มีส่วนผสมของคาเฟอีน ก็ไม่ควรดื่มในปริมาณมากหรือดื่มทุกวัน เพราะน้ำอัดลมก็ยังถือว่าเป็น เครื่องดื่มทำลายสุขภาพ ประเภทหนึ่งอยู่ดี และหากใครที่ต้องการดื่มน้ำโคล่าที่ผสมคาเฟอีนก็อาจ เลือกดื่มในช่วงกลางวันในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อการนอนในตอนกลางคืน และออกกำลังกายเพื่อสุขภาพก็น่าจะช่วยให้ดื่มน้ำอัดลมได้อย่างสบายใจมากยิ่งขึ้น

โค้กกับโคเคน (Cocaine-Cola)  

เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเคยได้ยินคำว่า “โค้ก (Coke)” ที่เป็นชื่อย่อของเครื่องดื่มยี่ห้อ Coca-Cola ที่มีความหมายแฝงว่า “โคเคน (Cocaine)” กันมาบ้างทั้งในภาพยนตร์หรือซีรีส์ฝั่งตะวันตก ซึ่งความจริงแล้วนั้นคำว่า “โค้ก” ที่หมายถึงโคเคนอาจไม่ได้เป็นศัพท์แสลงเสียทีเดียว เพราะครั้งหนึ่งส่วนประกอบของน้ำโคล่าที่เราคุ้นเคยกันนั้น เคยมีสารสกัดจากโคเคนเป็นส่วนประกอบหลัก อยู่ด้วย!?

บริษัทแรกที่เป็นผู้ริเริ่มในการผลิตน้ำโคล่าได้แก่บริษัท Coca-Cola ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1886 โดยเภสัชกรชาว Atlanta ที่มีชื่อว่า John Pemberton ในตอนแรกเขาได้ทดลองนำเอาไวน์ Bordeaux มาผสมรวมกับสารสกัดจากใบของต้นโคคา (Coca Leaf) เพื่อผลิตเครื่องดื่มชนิดใหม่ที่ดื่มแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นและตื่นตัว แต่ต่อมาก็ได้เปลี่ยนไปใช้ไซรัปส์แทนไวน์เพื่อเลี่ยงแอลกอฮอล์และเพิ่มสารสกัดจากถั่ว Kola (Cola) เข้าไปแทน ซึ่งเขาก็ยังคงใช้สารสกัดจากใบโคคาอยู่เช่นเดิม (อัตราส่วน 3 : 1 ระหว่างใบโคคาและถั่ว Kola) จากนั้นจึงนำเอาสูตรเครื่องดื่มที่คิดค้นนี้ไปจดสิทธิบัตรในชื่อ “โคคา-โคลา (Coca-Cola)”

ใบโคคา (Coca Leave)

ว่าด้วยเรื่องคาเฟอีนในโคล่า ที่ไม่ได้มาจากเมล็ดกาแฟ

ภาพจาก : https://www.chicagoreader.com/chicago/why-is-the-coca-planted-only-cultivated-in-south-america/Content?oid=47685598

และใบของต้นโคคาที่เป็นส่วนประกอบหลักของน้ำโคล่านั้นก็เป็นชนิดเดียวกับที่นำไปสกัดเป็นสารเสพติดที่เราเรียกว่า โคเคน (Cocaine) ซึ่งในช่วงศตวรรษที่ 19 นั้น แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้ประกาศว่าโคเคนเป็นสารเสพติดที่มีอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพและจัดว่ามันเป็นหนึ่งใน ยารักษาโรค จึงมักนำเอาสารสกัดจากต้นโคคานี้มาเป็นส่วนประกอบของยาชนิดต่างๆ แต่หลังจากช่วงศตวรรษที่ 20 ที่มีการจัดประเภทของโคเคนว่าเป็น สารเสพติดที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ทางบริษัทก็ได้นำเอาสารสกัดจากใบโคคาออกไปและทำการ “ปรับสูตร” ใหม่ ในปี 1929 แต่ยังคงใช้ชื่อทางการค้าแบบเดิมอยู่

Meme ล้อเลียน Coca-Cola

ว่าด้วยเรื่องคาเฟอีนในโคล่า ที่ไม่ได้มาจากเมล็ดกาแฟ

ภาพจาก : https://bbs.boingboing.net/t/word-games-with-the-make-your-own-coke-label-promo/20731/38

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...