ว่าด้วยเรื่องคาเฟอีนในโคล่า ที่ไม่ได้มาจากเมล็ดกาแฟ
คาดว่าน้ำอัดลม (โดยเฉพาะน้ำโคล่า) น่าจะเป็นสิ่งที่คนส่วนหนึ่งนึกถึงขึ้นมาในเวลาที่รู้สึกเหนื่อยล้า และเป็นหนึ่งใน เครื่องดื่มโปรด ของใครหลายคน (รวมทั้งเราด้วย) ก็รู้นะว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะมีทั้งน้ำตาลและกรดซิตริกที่กัดกระเพาะจำนวนมาก แต่พอนึกถึงความรู้สึกสดชื่นหลังจากที่ได้ดื่มน้ำอัดลมเหล่านี้ก็มองข้ามเรื่องสุขภาพไปชั่วขณะหนึ่งและหยิบไปจ่ายเงินทุกที ซึ่งสำหรับคนที่ชื่นชอบการดื่มน้ำอัดลมบางคนก็คงจะเคย ดื่มน้ำโคล่าช่วงดึก และประสบกับปัญหาการนอนไม่หลับในตอนกลางคืนกันมาบ้าง โดยที่อาการ นอนไม่หลับ นี้ไม่ได้เป็นเพราะท้องอืด หรือมีแก๊สในกระเพาะมากเกินแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะว่าน้ำโคล่าเหล่านี้นั้น “มีส่วนผสมของคาเฟอีน” ที่ทำให้รู้สึกตื่นตัวต่างหาก
คาเฟอีน (Caffeine)
คาเฟอีน (Caffeine) เป็นสารที่มีฤทธิ์ทางเคมีต่อระบบประสาทส่วนกลาง (CNS - Central Nervous System), การทำงานของหัวใจ, กล้ามเนื้อ และความดันโลหิต ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับสารคาเฟอีนเข้าไปแล้วจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และไปสกัดกั้นการทำงานของ Adenosine (สารสื่อประสาทที่ทำให้เราเกิดความง่วงและความเหนื่อยล้า), กระตุ้นระบบประสาทและสมองให้หลั่งสาร Dopamine และ Norepinephine ที่ทำให้ร่างกายรู้สึก สดชื่นและตื่นตัว ออกมามากขึ้น ดังนั้น เมื่อเรารับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีนผสมอยู่จึงทำให้รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาได้
โดยปกติแล้วเรามักจะเคยชินกับคำว่า “คาเฟอีน” ในเครื่องดื่มประเภทกาแฟ แต่ความจริงแล้วคาเฟอีนเป็นสารจากธรรมชาติที่สามารถสกัดได้จากเมล็ดของต้นกาแฟ, โกโก้, ใบชา และถั่วบางชนิด รวมไปถึงใน ถั่ว Kola (Cola) ที่เป็นหนึ่งใน ส่วนประกอบสำคัญของเครื่องดื่มโคล่าในยุคแรกๆ เองก็มีคาเฟอีนอยู่ด้วยเช่นกัน และถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้ทางบริษัทจะมีการ ปรับปรุงสูตร และไม่ได้ใช้ถั่ว Kola ในการผลิตน้ำโคล่าแล้วก็ตาม แต่ผู้บริโภคก็ เคยชินกับน้ำโคล่าสีน้ำตาลที่มีคาเฟอีน ผสมอยู่ด้วยไปเสียแล้ว
ถั่ว Kola ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนผสมหลักของน้ำโคล่า
ภาพจาก : https://www.greenbiz.com/article/power-social-enterprise-can-forgotten-nut-boost-nigerias-economy
มีการคาดการณ์ว่าเหตุผลที่ทางผู้ผลิตยังคง เติมคาเฟอีนสังเคราะห์ ลงไปในน้ำโคล่านั้นอาจเนื่องมาจาก “เหตุผลทางการตลาด” ที่ต้องการให้ผู้บริโภค “ติดคาเฟอีน” ในน้ำอัดลม เพราะคาเฟอีน (Caffeine) นั้นถือได้ว่าเป็นสารเสพติดประเภทหนึ่งที่สามารถเสพติดได้หากได้รับในปริมาณที่มากพอ แต่คาเฟอีนที่ผสมอยู่ในน้ำอัดลมนั้น ไม่ได้มากพอที่จะทำให้เกิดอาการติดได้ง่าย เพราะในน้ำอัดลมจะมีปริมาณคาเฟอีนอยู่ที่ราว 35-40 มิลลิกรัม (สำหรับโค้กและเป๊ปซี่ ส่วนเมาท์เทนดิวจะอยู่ที่ 54 มิลลิกรัม) ต่อกระป๋องขนาด 350 มิลลิลิตร ในขณะที่ปริมาณคาเฟอีนที่ทำให้ร่างกายรู้สึก “ติด” ได้จะอยู่ที่ราว 100 มิลลิกรัมต่อวัน เท่ากับว่าจะต้องดื่มน้ำอัดลมราว 2-3 กระป๋องต่อวัน จึงจะมีความเสี่ยงที่จะติดคาเฟอีนในน้ำอัดลม แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบในการดื่มน้ำอัดลมส่วนมากแล้วน่าจะเป็นการ “ติดความซ่า” และความรู้สึกสดชื่น หลังจากการดื่มมากกว่า เพราะผู้บริโภคบางคนก็ชื่นชอบในการดื่มน้ำอัดลมชนิดอื่นๆ ที่ไม่มีส่วนผสมคาเฟอีนมากกว่าน้ำโคล่า
น้ำอัดลมชนิดอื่นนอกจากโคล่าไม่มีส่วนผสมของคาเฟอีน
ภาพจาก : https://www.webqixhotel.xyz/?product=soft-drinks-per-glass
ซึ่งสำหรับในประเด็นนี้ ทางบริษัท Coca-Cola ได้ให้เหตุผลว่า คาเฟอีนมีรส “ขม” เล็กน้อยและช่วย ชูรสชาติ ทำให้น้ำโคล่ามีรสชาติพิเศษกว่าเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ แต่จากการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัย Stanford ที่ได้ทำการทดลองให้กลุ่มตัวอย่างแยกแยะน้ำโคล่า (ยี่ห้อ Coca-Cola) ที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน (Classic Coca-Cola) ออกจากโคล่าที่ไม่มีคาเฟอีน (Caffeine Free Coca-Cola) ผลการทดลองก็พบว่ามีกลุ่มตัวอย่างเพียงแค่ 8 % เท่านั้นที่ แยกได้ว่าน้ำโคล่าชนิดใดที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีนอยู่ ดังนั้นคาเฟอีนอาจไม่ได้เป็นตัว “เพิ่มรสชาติ” ให้กับน้ำโคล่าอย่างที่ทางบริษัทกล่าวก็เป็นได้
ในปัจจุบันหลายบริษัทก็ได้มีการผลิตน้ำโคล่าไร้คาเฟอีนออกมาวางจำหน่ายควบคู่กับน้ำโคล่าสูตรดั้งเดิมที่มีคาเฟอีนแล้ว แต่กลับไม่ได้รับความนิยมมากเท่าไรนัก คาดว่าน่าจะเป็นเพราะ “ความเคยชิน” กับรูปแบบแพ็กเกจของโคล่าสูตรดั้งเดิมทำให้ความนิยมแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่แน่ว่าหากมีการปรับรูปแบบแพ็กเกจใหม่ของน้ำโคล่าสูตรไร้คาเฟอีนก็อาจได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นได้
น้ำโคล่าสูตรไม่มีคาเฟอีนของบริษัทต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลมประเภทที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนหรือน้ำอัดลมที่ไม่มีส่วนผสมของคาเฟอีน ก็ไม่ควรดื่มในปริมาณมากหรือดื่มทุกวัน เพราะน้ำอัดลมก็ยังถือว่าเป็น เครื่องดื่มทำลายสุขภาพ ประเภทหนึ่งอยู่ดี และหากใครที่ต้องการดื่มน้ำโคล่าที่ผสมคาเฟอีนก็อาจ เลือกดื่มในช่วงกลางวันในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อการนอนในตอนกลางคืน และออกกำลังกายเพื่อสุขภาพก็น่าจะช่วยให้ดื่มน้ำอัดลมได้อย่างสบายใจมากยิ่งขึ้น
โค้กกับโคเคน (Cocaine-Cola)
เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเคยได้ยินคำว่า “โค้ก (Coke)” ที่เป็นชื่อย่อของเครื่องดื่มยี่ห้อ Coca-Cola ที่มีความหมายแฝงว่า “โคเคน (Cocaine)” กันมาบ้างทั้งในภาพยนตร์หรือซีรีส์ฝั่งตะวันตก ซึ่งความจริงแล้วนั้นคำว่า “โค้ก” ที่หมายถึงโคเคนอาจไม่ได้เป็นศัพท์แสลงเสียทีเดียว เพราะครั้งหนึ่งส่วนประกอบของน้ำโคล่าที่เราคุ้นเคยกันนั้น เคยมีสารสกัดจากโคเคนเป็นส่วนประกอบหลัก อยู่ด้วย!?
บริษัทแรกที่เป็นผู้ริเริ่มในการผลิตน้ำโคล่าได้แก่บริษัท Coca-Cola ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1886 โดยเภสัชกรชาว Atlanta ที่มีชื่อว่า John Pemberton ในตอนแรกเขาได้ทดลองนำเอาไวน์ Bordeaux มาผสมรวมกับสารสกัดจากใบของต้นโคคา (Coca Leaf) เพื่อผลิตเครื่องดื่มชนิดใหม่ที่ดื่มแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นและตื่นตัว แต่ต่อมาก็ได้เปลี่ยนไปใช้ไซรัปส์แทนไวน์เพื่อเลี่ยงแอลกอฮอล์และเพิ่มสารสกัดจากถั่ว Kola (Cola) เข้าไปแทน ซึ่งเขาก็ยังคงใช้สารสกัดจากใบโคคาอยู่เช่นเดิม (อัตราส่วน 3 : 1 ระหว่างใบโคคาและถั่ว Kola) จากนั้นจึงนำเอาสูตรเครื่องดื่มที่คิดค้นนี้ไปจดสิทธิบัตรในชื่อ “โคคา-โคลา (Coca-Cola)”
ใบโคคา (Coca Leave)
ภาพจาก : https://www.chicagoreader.com/chicago/why-is-the-coca-planted-only-cultivated-in-south-america/Content?oid=47685598
และใบของต้นโคคาที่เป็นส่วนประกอบหลักของน้ำโคล่านั้นก็เป็นชนิดเดียวกับที่นำไปสกัดเป็นสารเสพติดที่เราเรียกว่า โคเคน (Cocaine) ซึ่งในช่วงศตวรรษที่ 19 นั้น แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้ประกาศว่าโคเคนเป็นสารเสพติดที่มีอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพและจัดว่ามันเป็นหนึ่งใน ยารักษาโรค จึงมักนำเอาสารสกัดจากต้นโคคานี้มาเป็นส่วนประกอบของยาชนิดต่างๆ แต่หลังจากช่วงศตวรรษที่ 20 ที่มีการจัดประเภทของโคเคนว่าเป็น สารเสพติดที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ทางบริษัทก็ได้นำเอาสารสกัดจากใบโคคาออกไปและทำการ “ปรับสูตร” ใหม่ ในปี 1929 แต่ยังคงใช้ชื่อทางการค้าแบบเดิมอยู่
Meme ล้อเลียน Coca-Cola
ภาพจาก : https://bbs.boingboing.net/t/word-games-with-the-make-your-own-coke-label-promo/20731/38