'พีพี ไพร์ม' ส่งทีมแนะวีธีเลี้ยงปลาในภาวะน้ำน้อย หวังช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤติแล้ง
พล.อ.เชาวฤทธิ์ ประภาจิตร์ ผู้อำนวยการสายการตลาดและการค้า บริษัท พีพี ไพร์ม จำกัด (มหาชน) หรือ พีพีพีเอ็ม เปิดเผยว่า ในปี2563 ไทยเผชิญปัญหาภัยแล้ง บริษัทฯ ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารปลา กุ้ง โดยต้นเดือนมกราคมได้ระดมทีมขายทั่วประเทศเข้ามาอบรม และทำความและหาแนวทางการช่วยเหลือลูกค้าเกษตรกร ให้คำแนะนำ ช่วยวางแผนการเพาะเลี้ยง เพื่อรับมือปัญหาภัยแล้ง ภัยแล้งรอบนี้กระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ส่วนกุ้งนั้น ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง เนื่องจากไม่ได้เพาะเลี้ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติเหมือนการเลี้ยงปลา
พล.อ.เชาวฤทธิ์ กล่าวต่อว่า บริษัทฯ จึงระดมทีมงานลงพื้นที่ แนะนำสายพันธุ์ปลาที่ใช้น้ำในการเลี้ยงในปริมาณไม่มาก แนะนำให้ลดความหนาแน่นในการเลี้ยง ควบคู่ไปพร้อมกับการแนะนำอาหารปลาที่มีโภชนาการที่ดี มีโอเมก้า 3 ในระดับสูงและมีสารอาหาร DHA เพื่อลดระยะเวลาในการเลี้ยงให้สั้นลง ทั้งนี้ ยังช่วยบริหารจัดการด้านการตลาด แนะนำจังหวะที่เหมาะสมในการเลี้ยง เพื่อไม่ให้จำนวนปลาเกิดภาวะล้นตลาด วัตถุประสงค์เพื่อให้ราคาขายต่อกิโลกรัมได้ราคาดี ในภาวะที่จำเป็นต้องลดจำนวนการเลี้ยงลง เพื่อให้เกษตรกรได้รับผลประโยชน์สูงสุด
ขณะที่ ผู้เลี้ยงกุ้งไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ยอดขายอาหารกุ้งจึงไม่ได้รับ ประกอบกับอาหารกุ้งของบริษัทฯ มีคุณภาพระดับพรีเมี่ยม ที่ทำให้อัตราการเติบโตและการรอดสูง ส่งผลให้ผลผลิตดี และลดระยะเวลาการเลี้ยง ทำให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ปีนี้ คาดว่าจะเกิดการแข่งขันรุนแรง แต่บริษัทได้เตรียมรับมือกับภาวะการแข็งขัน ภาวะแล้งที่ส่งผลกระทบต่อลูกค้า บริษัทก็เตรียมรับมือไว้แล้ว ทำให้เชื่อว่าจะสามารถเคียงคู่และร่วมฝ่าวิกฤตดังกล่าวไปได้ ขณะเดียวกันบริษัทฯ จะให้ความสำคัญกับการรุกเข้าสู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง เพราะประเมินว่ายังเป็นกลุ่มที่ยังมีอัตราการเติบโตสูง ตามความต้องการที่เติบโต โดยในส่วนของบริษัทคาดว่ามีการเติบโตของยอดขายปีนี้เพิ่มขึ้น 20%” พล.อ.เชาวฤทธิ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของแผนการลงทุน ในปี 2563 บริษัทฯ คาดว่า จะสามารถลดต้นทุนการการผลิตอาหารสัตว์ลงได้ประมาณ 5% จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าจากระดับ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาอยู่ในช่วง 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ต้นทุนในการนำเข้าวัตถุดิบหลัก เพื่อผลิตอาหารสัตว์ โดยเฉพาะกากถั่วเหลืองลดลง ส่งผลให้อัตราการเติบโตของรายได้ ธุรกิจอาหารสัตว์ ปี 2563 เติบโต 20% จากรายได้ปีก่อนหน้า