โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

บอร์ดการเคหะ ภาพลักษณ์ใหม่ ลุยสร้างบ้านผู้มีรายได้น้อย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 ก.ค. 2563 เวลา 04.34 น. • เผยแพร่ 24 ก.ค. 2563 เวลา 01.00 น.

ประธานบอร์ด กคช.แหวกวงล้อมวิกฤตโรคระบาดโควิด สบช่องมติ ครม.แต่งตั้งผู้ว่าการคนใหม่ “ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” ถือโอกาสปรับภาพลักษณ์การเคหะแห่งชาติสู่เวอร์ชั่นใหม่รับเทรนด์ new normal ปรับโครงสร้างผู้บริหารเพิ่มเก้าอี้รอง-ผู้ช่วย-ผู้อำนวยการฝ่าย 18 ตำแหน่ง จัดเกรดที่ดิน sank cost 4.4 พันไร่ นำมาสร้างบ้านผู้มีรายได้น้อยราคาต่ำ 5 แสน เดินหน้าบ้านผู้สูงวัย 4 มุมเมืองกรุงเทพฯ เร่งปิดดีลบ้านเช่าราคาถูกเดือนละ 999 บาท อีก 20,000 หน่วย

ประธานคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทำให้เกิดกระแสการปรับตัวเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่ หรือ new normal ประกอบกับได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งนายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการ กคช.คนใหม่ ทางบอร์ดจึงเล็งเห็นว่าเป็นโอกาสและจังหวะที่ดีในการปรับองค์กรการเคหะฯเข้าสู่รูปแบบการบริหารจัดการเชิงรุกโดยมีเป้าหมายสร้างบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อย ข้าราชการชั้นผู้น้อย และผู้พิการ ซึ่งเป็นภารกิจหลักในการก่อตั้งองค์กร

“Big Bang” ยกระดับการเคหะฯ

ทั้งนี้ แนวนโยบายบริหารจัดการการเคหะฯตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป เรียกว่า เป็นนโยบายบิ๊กแบง (big bang) มี 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.นโยบายการลงทุนเพื่อประชาชน ผ่านโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย 1.5 ล้านคน ที่จะต้องลงลึกแผนปฏิบัติรายปี 2.การขับเคลื่อนลงทุนรูปแบบ PPP เพื่อกระจายโอกาสลงทุนของการเคหะฯร่วมกับภาคเอกชน

และ 3.การดูแลเคหะชุมชน 808 แห่งให้สามารถเป็นชุมชนพึ่งพาตนเองได้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้จำหน่ายเลี้ยงชีพได้ โดยตั้งแต่รับตำแหน่งได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนและแจกข้าวกล่อง 2.3 แสนกล่อง ในจำนวนนี้สร้างการมีส่วนร่วมโดยมีตัวแทนนิติบุคคลและภาคเอกชนร่วมบริจาคด้วย 1 แสนกล่อง, ถุงยังชีพ 10,000 ชุดสำหรับผู้เปราะบางในสังคม

ปรับโครงสร้างรอง-ผู้ช่วย

ประธานบอร์ดการเคหะฯกล่าวว่า ผลงาน 8 เดือน มีเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นคือ การปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับภารกิจที่รับมอบหมายงานนโยบายที่มีหลากหลายมากขึ้น รวมทั้งโครงสร้างเดิมไม่ได้ปรับปรุงอย่างน้อย 4 ปีมาแล้ว

ล่าสุด ตำแหน่งระนาบรองผู้ว่าการ จากเดิมมี 4 ตำแหน่ง เพิ่มอีก 2 ตำแหน่ง รวมเป็น 6 ตำแหน่ง, ระนาบผู้ช่วยผู้ว่าการเดิมมี 8 ตำแหน่ง เพิ่มอีก 3 ตำแหน่ง รวมเป็น 11 ตำแหน่ง ที่เหลือเป็นตำแหน่งผู้บริหารระดับผู้อำนวยการฝ่ายต่าง ๆ เบ็ดเสร็จโครงสร้างองค์กรที่ปรับใหม่เพิ่มตำแหน่งผู้บริหาร 18 ตำแหน่งใหม่

เหตุผลในการปรับโครงสร้างองค์กรเนื่องจากมีงานนโยบายเพิ่มขึ้นใหม่อย่างน้อย 2 ภารกิจ คือ 1.รัฐบาลจัดตั้งกองทุนที่อยู่อาศัยแห่งชาติ มีเงินทุนประเดิม 5,000 ล้านบาท ให้ กคช.เป็นผู้รับผิดชอบโดยแบ่งมาให้ทำก่อน 400 ล้านบาท กคช.ก็ต้องมีหน่วยงานที่เข้ามารับผิดชอบด้านปล่อยสินเชื่อภายใต้กองทุนนี้ 2.เมกะโปรเจ็กต์ฟื้นฟูแฟลตดินแดง ซึ่งจะต้องมีการประมูล PPP มากถึง 32 อาคาร

“การปรับโครงสร้างครั้งนี้เพื่อ 1.organazation เป็นพีระมิดกลับหัวลงหมายถึงเพิ่มบทบาทผู้บริหารที่กระจายโครงสร้างการทำงานมากขึ้น อำนาจและความรับผิดชอบไม่กระจุกตัวอยู่ที่ผู้ใดผู้หนึ่งมากเกินไป 2.ให้มีหลักการ check&balance ตามหลักสากล ในเชิงกลยุทธ์การเซตอัพระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็ง เมื่อมีการนำไปปฏิบัติให้เกิดผลในทางปฏิบัติ หรือ implement จะตอบโจทย์การแก้ปัญหาความไม่โปร่งใสในองค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม”

เคลียร์ Sank Cost 4.4 พันไร่

นายณัฐพงศ์กล่าวต่อว่า ปัญหาสะสมของ กคช.คือ การสะสางทรัพย์รอการพัฒนา หรือ sank cost จากเดิมมีจำนวน 7,500 ไร่ ปัจจุบันเหลือ 4,400 ไร่ ซึ่งมีการจัดเกรดเป็นทรัพย์เกรด A B C D

“ปัญหา sank cost สะสมเป็นสิบปี เดิมเป็นวิกฤตแต่ปัจจุบันกลายเป็นโอกาสเพราะทำเลเกิน 70% จากที่ดินไม่สวยวันนี้กลายเป็นทำเลเกรด A คำนิยาม คือ มี transportation เข้าถึง มีระบบไฟฟ้าประปา มีโรงงาน มีแหล่งงาน ซึ่งสภาพัฒน์เป็นคนบอกเราว่านี่คือ ที่ดินเกรด A แล้วนะ”

ส่วนที่ดินเกรด B หมายถึงที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้างที่ยังสร้างไม่เสร็จ การรื้อถอนง่ายกว่า และเกรด C เป็นที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้างเต็มแล้วแต่ขายไม่ออกหรือมีสภาพเป็นโครงการร้างไม่ต่ำกว่า 10 ปีมาแล้ว

ควบคู่กับที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย แผนแม่บทล่าสุดมีจำนวน 2-4 ล้านคน ที่ยังไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ในจำนวนนี้แบ่งโควตาให้ กคช.รับผิดชอบจำนวน 1.5 ล้านคน ราคาต่ำกว่าหลังละ 5 แสนบาท โดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัยแห่งชาติมีมติให้ทดลองทำปีละ 20,000 ยูนิตก่อน

แนวทางบริหารจัดการคือ นำ sank cost มาก่อสร้างโครงการรองรับผู้มีรายได้น้อย กำหนดเวลาภายในสิ้นปีเริ่มโครงการนำร่องก่อน 900 ยูนิตในโซนกรุงเทพฯ 4 มุมเมือง ถ้าประสบความสำเร็จจะขยายผลสร้างปีละ 20,000 ยูนิต ภายในปี 2564-2565

ประมูล PPP 13 แปลงเด็ด

สำหรับแผนลงทุนก่อสร้างโครงการ กคช.กำลังรอการอนุมัติให้เดินหน้าประมูลรูปแบบ PPP (ดึงเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนร่วมก่อสร้าง) โดยจัดระเบียบเป็น 3 ระดับ ได้แก่ โครงการลงทุนมูลค่าเกิน 5,000 ล้านบาท มี 1 แห่ง คือ โครงการฟื้นฟูแฟลตดินแดง เนื่องจากมูลค่าการลงทุนสูงจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายร่วมทุนภาครัฐและเอกชนปี 2535

2.โครงการลงทุนมูลค่า 2,000-5,000 ล้านบาท เป็นอำนาจกระทรวงในการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดย กคช.มีแผนโครงการตั้งรอไว้แล้ว 13 แปลง พื้นที่การลงทุนกระจายทั่วประเทศ อาทิ เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ฯลฯ ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ มี 2 แปลงบนทำเลดินแดงกับร่มเกล้า

“13 แปลงที่รอลงทุนมีมูลค่าหลักร้อยล้านพันล้าน ฉะนั้น ผู้รับเหมารายกลางรายเล็กที่มีมูลค่างาน 200-300 ล้านจะได้รับอานิสงส์เกิดการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนรอบได้หลายช่วง ทำให้กำลังซื้อฟื้นตัวขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง อันนี้คือการลงทุนเพื่อประชาชนตามนโยบาย big bang”

และ 3.การลงทุนผ่าน CEMCO ซึ่งเป็นการลงทุนโดยไม่ต้องใช้งบประมาณรัฐ แต่มีเงื่อนไขบริษัทเซมโก้ต้องเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯให้ได้ก่อน

เร่งปิดดีลบ้านเช่า 999 บาท

ก่อนหน้านี้ช่วงปลายปี 2562 กระทรวง พม.ร่วมกับ กคช.จัดทำนโยบายบ้านเช่าผู้มีรายได้น้อยเริ่มเดือนละ 999-2,500 บาท โดย กคช.นำบ้านว่าง-ห้องว่างจากโครงการทั่วประเทศ 20,000 ห้องมาร่วมแคมเปญ ผลปรากฏว่ามีผู้แสดงความสนใจ 28,000 ราย จำนวนเกินกว่าซัพพลายห้องว่างที่มี

อย่างไรก็ตาม โครงการบ้านเช่า 999 บาทมีปัญหาข้อร้องเรียนถึงความล่าช้า การลัดคิวแซงคิว และการส่งมอบห้องเช่า เป็นต้น จึงเป็นโครงการที่ต้องสานต่อให้จบให้ได้ภายในปีนี้

“โรคระบาดโควิดทำให้มีคนว่างงานเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อบ้านของผู้มีรายได้น้อยโดยตรง นาทีนี้บ้านเช่าราคาถูกจะเป็นตัวเลือกที่ดี อีกภาพที่เราเห็นคือโรงงานปิดกิจการจำนวนมากทำให้มีภาวะแรงงานย้ายถิ่น ผมกำลังจะไปจับมือกระทรวงแรงงาน ซึ่งเขาให้ตัวเลขมาแล้วแรงงานที่ต้องการที่อยู่อาศัยมีจำนวน 25,000 คน ถ้าแมตช์กันได้ห้องว่างก็น่าจะจบ ข้อดีคือบ้านการเคหะฯส่วนมากทำเลใกล้ตลาดหรือใกล้โรงเรียนอยู่แล้ว”

เดินหน้าสร้างบ้านผู้สูงวัย

สำหรับภารกิจรับมอบหมายจากนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เกี่ยวกับโครงการบ้านผู้สูงวัย มองจากมุมของการเคหะฯ ปัจจุบันมีโครงการเคหะชุมชนแล้ว 808 ชุมชน ในอนาคตยังจะต้องพัฒนาโครงการอีกจำนวนมาก เมื่อคำนึงถึงปัจจัยที่ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังเข้าสู่การเป็นสังคมประชากรผู้สูงวัยจึงต้องให้ความสำคัญกับโครงการบ้านผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

“หากนับเฉพาะ 808 ชุมชนเราก็จะพบว่า มีผู้สูงวัยจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่อาศัยอยู่ในชุมชนเดิม เป็นโจทย์ที่ต้องตามเข้าไปดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง เพราะส่วนใหญ่เป็นห้องชุดสูง 4-5 ชั้น และไม่มีลิฟต์ ทำให้ประชากรที่เคยหนุ่มสาวในอดีตกำลังเข้าสู่ภาวะผู้สูงวัย ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงการใหม่ ๆ จำเป็นต้องดีไซน์โปรดักต์ที่ตอบรับการพักอาศัยของผู้สูงอายุ ที่ผ่านมามีการเปิดตัวโมเดลบ้านผูู้สูงวัยไปบ้างแล้ว ออกแบบเป็นบ้านเดี่ยว ตามนโยบายกระทรวงต้องการให้ลงทุนโครงการนำร่อง 4 มุมเมืองของกรุงเทพฯได้ยิ่งดี” นายณัฐพงศ์กล่าว

 

CEMCO ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าการเคหะแห่งชาติ

CEMCO บริษัทลูกของการเคหะแห่งชาติ จัดตั้งขึ้นตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2537 ในชื่อ “บริษัท จัดการทรัพย์สินและชุมชน จำกัด”

ทุนจดทะเบียนแรกเริ่ม 20 ล้านบาท หุ้นใหญ่ถือโดยการเคหะฯ 49% จำนวน 9.8 ล้านบาท สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ 15% 3 ล้านบาท และมีเอกชนซึ่งเป็นนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจที่เป็นประโยชน์แก่กิจการบริษัทถือหุ้นรวมกัน 36% 7.2 ล้านบาท

ล่าสุด ภายใต้บอร์ดชุดปัจจุบันที่มีประธานบอร์ดชื่อ “ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล” ผู้บริหารวัย 46 ปี มีดีกรีเป็นนักการเงิน นำเสนอวิสัยทัศน์โปรโมต CEMCO เข้าไปเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ถ้าทำได้สำเร็จ บทบาทและภารกิจในอนาคตของ CEMCO จะเป็น “แหล่งงาน-แหล่งเงิน” ให้กับการเคหะฯโดยตรง มีข้อดีที่เป็นหน่วยทำงานที่มีความคล่องตัวสูงในการบริหารจัดการ ขณะเดียวกันก็เป็นหน่วยงานที่เข้ามารองรับการบริหารจัดการประโยชน์องค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ที่สำคัญ ผลประโยชน์จะทอนกลับคืนมาเป็นโบนัสให้กับพนักงานการเคหะฯ โดยไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง สามารถเดินหน้าปฏิบัติภารกิจมุ่งไปสู่การสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยได้อย่างสบายใจ

ปฏิบัติการรีโมเดลธุรกิจของ CEMCO เริ่มต้นบันไดขั้นแรกด้วยการรีออร์แกไนเซชั่นปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่หมด โดยการเคหะฯยังคงมีสัดส่วนถือหุ้น 49% เหมือนเดิม จากนั้นจะลดบทบาทผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดาลง แล้วไปเพิ่มผู้ถือหุ้นภาครัฐเข้ามา

และเพื่อยืนยันผลประโยชน์ส่วนใหญ่ยังตกอยู่กับการเคหะฯ จะมีการเพิ่มสัดส่วนถือหุ้น 10% ให้เป็นโควตาพนักงานการเคหะฯ (โดยอาจจะถือหุ้นในนามสหกรณ์พนักงาน) ซึ่งเท่ากับผู้ถือหุ้นใหญ่ 49+10 = 59% เป็นโควตาโดยการเคหะฯ และคนของการเคหะฯ

คำนวณเบื้องต้น CEMCO ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่จะเข้ามารับบริหารผลประโยชน์ชุมชนในโครงการของการเคหะฯทั่วประเทศ อย่างน้อยควรมีรายได้ 480 ล้านบาท/ปี ส่วนแบ่งจากพอร์ตที่ถือหุ้น 49% หรือ 59% ก็ตาม คิดเป็นเม็ดเงินปีละ 200 กว่าล้านบาทขึ้นไป

เป็นวงเงินที่ “ณัฐพงศ์” มั่นใจว่าเทกแคร์พนักงานและผู้บริหารได้ทั่วถึงทั้งองค์กร ทั้งในด้านฟิกซ์คอสต์+โบนัส

“ยกตัวอย่างเรื่องโบนัส ถ้าหากพิจารณาด้วยกรอบของการเคหะฯ ต้องมีตัวชี้วัด KPI ต่าง ๆ เยอะแยะ แต่ถ้าไปอยู่กับ CEMCO แล้วตั้งกองทุนดูแลพนักงานขึ้นมาทำได้ง่ายกว่า คล่องตัวกว่า”

ถัดมา มุมคิดแบบ new normal ค่อย ๆ ทยอยเพิ่มบทบาทให้กับ CEMCO ที่นอกจากเป็นพระเอกในการรับบริหารชุมชนทั้งหมดของการเคหะฯแล้ว ในอนาคต งานนโยบาย งานก่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย สามารถแตกบริษัทย่อยออกมาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง

ตามแนวทางนี้ บอร์ดคาดหวังว่าเป็นนโยบายยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

ทาง 1 รับภารกิจการก่อสร้างโครงการออกมาเท่ากับลดความสุ่มเสี่ยงข้อร้องเรียนความไม่โปร่งใส ขณะเดียวกันอีกทาง 1 ทำให้พอร์ตของ CEMCO ในอนาคตมีความน่าสนใจและดึงดูดการลงทุนถ้าทำได้สำเร็จ CEMCO โฉมใหม่จะเป็นขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าของการเคหะฯโดยอัตโนมัติ

มีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวคือ…ถ้าทำได้สำเร็จ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...