โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม มองข้ามชอต FTA-โฟกัสจุดแข็งประเทศ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 31 ก.ค. 2563 เวลา 09.10 น. • เผยแพร่ 31 ก.ค. 2563 เวลา 08.14 น.

สัมภาษณ์พิเศษ

ปมการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ของไทยยังไม่มีทีท่าจะได้ข้อสรุป ขณะที่ “สหรัฐอเมริกา” ประเทศหนึ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญของ CPTPP ก็กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญจากการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2563 นี้

อนาคตการเมืองของผู้นำ “โดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรครีพับลิกันจะได้ไปต่อหรือจะเป็น “โจ ไบเดน” อดีตรองประธานาธิบดีรัฐบาลบารัก โอบามา จากพรรคเดโมแครต ล้วนแต่มีผลเชื่อมโยงกับนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่อาจจะส่งผลต่อ CPTPP “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “อรมน ทรัพย์ทวีธรรม” อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ(จร.) กระทรวงพาณิชย์ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ตลอดจนการเตรียมพร้อมของไทย

ความแตกต่าง 2 พรรค

พรรครีพับลิกัน (โดนัล ทรัมป์) ยึดนโยบาย American First ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาขาดดุลการค้า โดยมีการใช้มาตรการทางกฎหมาย เช่น มาตรา 232 กับสินค้านำเข้าจากจีน หากชนะการเลือกตั้งเชื่อว่าพรรคจะยึดนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการสร้างอุตสาหกรรมภายใน การจ้างงาน ถ้ามีการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ก็ต้องเป็นเอฟทีเอกับประเทศที่้เขาเลือก ซึ่งจะเน้นประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือ NAFTA แต่ไม่เน้นให้ความสำคัญกับองค์การการค้าโลก (WTO) องค์การอนามัยโลก (WHO) เพราะไม่ใช่สิ่งที่จะบริหารหรือควบคุมได้ แต่หากเป็นไบเดนทิศทางการดำเนินนโยบายพรรคเดโมแครตน่าจะยึดตามนโยบายเดิมในสมัยประธานาธิบดีโอบามาเคยดำเนินการไว้ โดยเฉพาะเรื่องการทำความตกลง FTA แต่แน่นอนว่าสหรัฐให้ความคาดหวังกับเอฟทีเอที่มีการสร้างมาตรฐานที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นมาตรฐานการเจรจาที่สหรัฐได้รับประโยชน์สูงสุดทั้งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แรงงาน และสิ่งแวดล้อม

โอกาสสหรัฐหวนกลับเข้า CPTPP

หลังจากการเลือกตั้งคาดว่ากระบวนการภายในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและเริ่มบริหารประเทศได้ น่าจะเป็นช่วงต้นปี 2564 หากถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่สหรัฐจะหวนกลับสู่การเจรจา CPTPP มองว่าเป็นไปได้ทั้งหมด เพราะความตกลง CPTPP เป็นเรื่องที่เดโมแครตริเริ่มไว้ตั้งแต่ตอนแรก (สมัยที่เป็น TPP)

แต่ในความตกลง CPTPP ปัจจุบันได้แขวนประเด็นที่สหรัฐเคยเสนอไว้ก่อนนี้ เช่น เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การกลับเข้ามาครั้งนี้ “สหรัฐจะเป็นคนนอกสำหรับ CPTPP” คงต้องเจรจากับสมาชิก CPTPP ก่อน ก็ขึ้นอยู่กับว่าสมาชิก CPTPP ว่าจะให้ความสำคัญกับสหรัฐแค่ไหน สมาชิกอาจมองว่าสหรัฐเป็นเหมือนแม็กเนตดึงดูดความน่าสนใจให้กับ CPTPP เพิ่มขึ้นก็ได้ แต่อีกด้านการเจรจากับสหรัฐถือว่าเป็นเรื่องยากและมีความท้าทายมาก

การเตรียมพร้อม CPTPP ของไทย

ในส่วนของประเทศไทยคงต้องพิจารณาให้รอบคอบในหลายเรื่อง ซึ่งทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ CPTPP สภาผู้แทนราษฎร จะพิจารณาให้คำแนะนำและเสนอแนะทางออกต่อเรื่องต่าง ๆ ได้ภายในเดือนกันยายนนี้ ตอนนี้การศึกษามีความคืบหน้าไปพอสมควรแล้วแต่ก็คงสรุปไม่ทันการสมัครเข้าร่วม CPTPP Commission รอบสิงหาคมนี้

ต่อคำถามที่ว่า 1 ปีที่ล่าช้าไทยจะเสียโอกาสอะไร ก็คงต้องดูว่าสมาชิก CPTPP มีแต้มต่ออะไรที่ได้ประโยชน์กับไทยบ้าง เป็นตัวอย่างที่ช่วยทำให้กรณีที่เราได้เริ่มเจรจาจะไปได้เร็วขึ้น เพราะบางประเด็นก็มีตัวอย่างให้เห็นในความตกลงเอฟทีเอของคู่อื่น เช่น เอฟทีเออียู-เวียดนาม เอฟทีเออียู-สิงคโปร์ เป็นต้น

“สิ่งสำคัญคือผลการศึกษาของ กมธ. CPTPP ครั้งนี้จะมีคำแนะนำข้อเสนอแนะว่ามีประเด็นใดบ้างที่เป็นปัญหา ควรมีทางออกอย่างไร เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อม เป็นแนวทางหรืออาจเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการนำไปใช้ในอนาคต เพราะไม่ว่าไทยจะเจรจา FTA กับประเทศใดก็ต้องหาทางออกเรื่องเหล่านี้ เพราะท้ายสุดประเด็นเหล่านี้จะวนกลับมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง UPOV แรงงาน สิ่งแวดล้อม ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญทั้งสิ้น”

การเข้าก่อน-หลังสหรัฐมีผลอย่างไร

แน่นอนว่าถ้าไม่มีสหรัฐ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าสหรัฐเข้า CPTPP ก่อนก็จะมีการเจรจาสมาชิก ขึ้นอยู่กับ CPTPP ด้วยว่าจะตอบสนองสิ่งที่สหรัฐเรียกร้องหรือไม่ อย่างไร การมีสหรัฐเข้าก่อนก็อาจทำให้ขนาดตลาด CPTPP ใหญ่ขึ้น แลกกับการเจรจาก็ยากและท้าทายยิ่งขึ้นเช่นกัน

แต่มีบางส่วนที่เสนอว่าควร noCPTPP เลย เพราะไทยมีเอฟทีเอกับบางประเทศอยู่ แต่เราก็บอกว่ามันมีข้อแตกต่างกันอยู่ เช่น เอฟทีเอกับญี่ปุ่นหรือเปรูก็มีแต่เราไม่ได้ประโยชน์ 100% หรือเราอาจไม่ต้องเจรจากับแคนาดาและเม็กซิโก ความยากอยู่ที่การบาลานซ์ผลประโยชน์อย่างไรให้ประเทศได้สูงสุด

มองข้าม FTA สู่ Position ประเทศ

“เราอยากให้ประเทศไทยมองว่าไทยอยากเป็นอะไรในอนาคต เช่น อยากเป็นฮับอาหารโลกแล้วจะสร้างห่วงโซ่มูลค่าตัวเองอย่างไร เพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย position นั้น เรายังต้องพัฒนาอะไร ไม่พร้อมตรงไหน อาจมองข้ามคำว่า FTA ไปเลยแต่ให้มองว่าเราอยากเป็นอย่างไร แล้วก็ทำให้สอดคล้องกับสิ่งนั้น”

ในระหว่างนี้เราต้องเตรียมพร้อมกับประเทศที่ยังไม่มีความตกลง FTA ด้วย จากข้อมูลพบว่าประเทศที่ไทยมีเอฟทีเอคิดเป็นสัดส่วน 62% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีกเกือบ 40% ที่ไม่มีเอฟทีเอเป็นการค้ากับสหรัฐมากที่สุด รองลงมาคือ อียู และอังกฤษ เราก็เห็นโอกาสการเจรจาและได้มอบให้สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา ศึกษาความเป็นไปได้ในเอฟทีเอไทย-อียู คาดว่าจะสรุปได้ในเดือนกันยายนนี้ และจะนำมาเผยแพร่ต่อไป

เตรียมรับฟังความเห็น “กองทุนFTA” ครั้งแรก

ส่วนการเยียวยาผลกระทบจากเอฟทีเอ เดิมมีโครงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าที่กรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เป็นเจ้าภาพ หลายคนเข้าใจผิดว่าโครงการเป็นกองทุนเอฟทีเอ แต่ไม่ใช่ นี่เป็นโครงการที่ต้องเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายปีซึ่งอาจจะได้รับงบฯไม่มากนัก และให้ความช่วยเหลือในรูปแบบที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น อบรม การให้คำปรึกษา ทางท่านรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) จึงสั่งการให้ตั้งคณะทำงานเพื่อดูแลแนวทางการพัฒนาเป็นกองทุนเอฟทีเอให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 ของกระทรวงการคลัง โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน กรมเป็นฝ่ายเลขาฯ

ตอนนี้เตรียมจัดประชุมรับฟังความเห็นในรูปแบบออนไลน์ขึ้นในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้เป็นครั้งแรก อาจนำไปสู่การยกร่าง พ.ร.บ.กองทุนเอฟทีเอรวมโครงการเยียวยาเข้ามา โดยคต.ยังเป็นเจ้าภาพ แต่ต้องวางแนวทางเรื่องแหล่งที่มารายได้อื่นนอกจากงบประมาณ การบริหารจัดการกองทุน เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...