โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'Exhuma' กับการขุดประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น-เกาหลีขึ้นมารื้อฟื้น เพื่อไม่ให้ใครได้ลืมเลือน

The MATTER

อัพเดต 01 เม.ย. 2567 เวลา 08.06 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. 2567 เวลา 10.00 น. • Dramas

แน่ชัดแล้วว่าภาพยนตร์เกาหลีใต้ Exhuma (ชื่อไทย ‘ขุดมันขึ้นมาจากหลุม’) น่าจะกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญของปี 2024 ณ ปลายเดือนมีนาคม หนังทำเงินอันดับหนึ่งในบ้านเกิดมา 5 สัปดาห์ติดต่อกัน ยอดผู้ชมทะลุ 10 ล้านคนไปแล้วเรียบร้อย ส่วนในประเทศไทย เท่าที่ผู้เขียนลองสำรวจดูก็พบว่าคนดูแน่นขนัดเกือบทุกรอบ

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ Exhuma*

**เนื้อหาของ Exhuma ว่าด้วยเหล่าสัปเหร่อและคนทรงที่เข้าไปพัวพันกับการขุดหลุมศพของครอบครัวเศรษฐีจนได้เผชิญกับความเฮี้ยนต่างๆ นานา แม้ฉากหน้าจะดูเป็นหนังผี แต่ขอประกาศชัดเลยว่าคนกลัวผีก็ดูหนังเรื่องนี้ได้เพราะมันแทบไม่มีฉากตุ้งแช่ (หรือ jump scare) แต่เน้นไปที่บรรยากาศไม่น่าไว้วางใจ นอกจากนั้นเหล่านักแสดงยังเล่นได้สมบทบาท ตามข้อมูลเบื้องหลังว่าพวกเขาไปเรียนรู้การประกอบพิธีกรรมจากหมอผีเพื่อความสมจริง

ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คำถามยอดฮิตจากนักศึกษาภาพยนตร์ต่อผู้เขียนคือ “ชื่อหนังอ่านว่าไรอะจารย์?” (เฉลย: เอ็ก-ซู-ม่า) และ “หนังกำลังแซะญี่ปุ่นหรือเปล่าครับเนี่ย” อย่างที่สุดท้ายหนังเฉลยว่าบรรพบุรุษของเศรษฐีแท้จริงเป็นพวกขายชาติไปเข้าพวกกับฝั่งญี่ปุ่น ส่วนบอสใหญ่ที่เป็นต้นตอเรื่องราวทั้งหมดคือผีขุนนางญี่ปุ่น**

**อันที่จริงแล้ว Exhuma อาจจัดเป็นหนังกระแสหลักเพื่อคนหมู่มาก ดังนั้นแม้จะไม่ทราบภูมิหลังความขัดแย้งของญี่ปุ่น-เกาหลีก็สามารถดูหนังเรื่องนี้อย่างเพลินๆ (ต่างจากหนังแบบ The Zone of Interest ที่ถ้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในค่ายเอาชวิทซ์ ก็คงไม่เข้าใจเลย) แต่ก็ตั้งข้อสังเกตได้ว่าหนังผีหนังสัตว์ประหลาดจากเกาหลีที่ทำเงินมหาศาล ล้วนมีประเด็นทางสังคมเจืออยู่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาต่อเกาหลีใน The Host (2006) หรือการปกปิดข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลใน Train to Busan (2016)

แน่นอนว่าหากทราบความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ก็จะเข้าถึง Exhuma ได้อย่างลึกซึ้งขึ้น หากสรุปแบบกระชับคือเกาหลีตกอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นอยู่นานถึง 35 ปี (ปี 1910-1945) เรื่องเลวร้ายคือผู้ชายเกาหลีถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานหนักในญี่ปุ่น ส่วนผู้หญิงเกาหลีต้องไปเป็นนางบำเรอให้ทหารญี่ปุ่น (Comfort women)

แต่หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองจนถอนกำลังออกไป วิบากกรรมของเกาหลียังไม่จบลง สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเข้ามาแบ่งเกาหลีออกเป็นฝั่งเหนือและใต้ ตามมาด้วยสงครามเกาหลี (1950-1953) ที่คนเกาหลีเหนือใต้ต้องฆ่ากันเอง นี่อาจเป็นเหตุผลที่ Exhuma จงใจให้พวกเศรษฐีอพยพไปอยู่อเมริกา แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นความแค้นของผีบรรพบุรุษที่ถูกลูกหลานทอดทิ้ง (ผีวาร์ปจากเกาหลีไปอเมริกาได้ ความอาฆาตนี่มันทรงพลังของแทร่)**

**ประเด็นที่น่าสนใจของ Exhuma คือการที่ผีสามารถวิวัฒนาการตัวเองให้อยู่รอดมาถึงยุคปัจจุบัน ราวกับเป็นอุปมาว่าอิทธิพลของการกดทับจากยุคอาณานิคมยังไม่จางหายไปไหน อันนี้อาจจะคล้ายกับหนังเรื่อง The Wailing (2016) ที่บรรยากาศคล้ายกันและหลายคนยกมาเปรียบเทียบ เรื่องหลังนั้นเล่าถึงหมู่บ้านที่คนพาล้มตายหลังจากคนญี่ปุ่นย้ายเข้ามาอยู่ ซึ่งอาจมีนัยถึงญี่ปุ่นบุกรุกเกาหลี ยิ่งไปกว่า The Wailing ยังบอกใบ้ว่าชายญี่ปุ่นนี้อาจร่วมมือกับคนเกาหลีบางคนด้วย ก็เป็นประเด็นการทรยศต่อชาติคล้ายกับ Exhuma

หลายคนอาจนึกสงสัยว่าดราม่าระหว่างเกาหลี-ญี่ปุ่นผ่านมาหลายสิบปีแล้ว ทำไมยังต้องพูดเรื่องนี้กันอยู่อีก หรือถ้าลองไล่เรียงดูจะพบว่าภาพยนตร์หรือซีรีส์ของเกาหลีบอกเล่าถึงยุคสมัยที่เกาหลีถูกญี่ปุ่นปกครองออกมาอยู่เรื่อยๆ อาทิ The Handmaiden (2016), The Age of Shadows (2016) หรือซีรีส์ Gyeongseong Creature (2023) ผู้เขียนคิดว่าหนึ่งในสาเหตุหลักคือญี่ปุ่นไม่เคยออกมาขอโทษเกาหลีอย่างเป็นทางการจากสิ่งที่กระทำลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งเรื่องการใช้แรงงานหนักหรือ Comfort women

แตกต่างจากการจัดการของเยอรมนีต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว อย่างน้อยที่สุดทั้งโลกก็จำได้ว่า วิลลี บรันดท์ (Willy Brandt) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีตะวันตก เคยคุกเข่าขอโทษตรงหน้าอนุสาวรีย์วีรชนชาวโปแลนด์ต่อต้านนาซี ณ กรุงวอร์ซอ เมื่อปี 1970 หรือในแง่การศึกษา เด็กๆ ชาวเยอรมันจะเรียนเรื่องความเลวร้ายของนาซี (ซึ่งอาจเป็นบรรพบุรุษพวกเขา) ตั้งแต่ชั้นประถม (ดูประเด็นนี้ได้ในสารคดี Where to Invade Next (2015)) ส่วนตำราเรียนของญี่ปุ่นกลับไม่มีพูดถึงความโหดร้ายของกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อีกทั้งคนญี่ปุ่นยังขึ้นชื่อเรื่องความเฉื่อยทางการเมือง ไม่ค่อยสนใจทั้งการเมืองภายในและภายนอกประเทศ เช่นว่า คนญี่ปุ่นออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันค่อนข้างน้อย

เช่นนั้นแล้วดราม่าระหว่างเกาหลีและญี่ปุ่นจึงลากยาวมาถึงปัจจุบัน ถ้าให้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ไม่ว่าจะเป็น

ในปี 2018 ศาลเกาหลีใต้ตัดสินบริษัทใหญ่ญี่ปุ่นต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับชายเกาหลีที่ถูกใช้เป็นแรงงานทาสในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่บริษัทเหล่านี้ปฏิเสธที่จะจ่าย อ้างว่ารัฐบาลญี่ปุ่นเคยให้เงินเยียวยาไปแล้วตั้งแต่ปี 1965 ต่อมาญี่ปุ่นตอบโต้เชิงเศรษฐกิจด้วยการลดการส่งออกสารเคมีที่ใช้ผลิตชิปแก่เกาหลี ฝั่งคนเกาหลีเลยออกแคมเปญงดซื้อสินค้าญี่ปุ่น ยอดขาย Uniqlo, Honda และ Toyota พากันตกฮวบ โอลิมปิก 2020 (ที่จัดปี 2021) มีภาพแผนที่วิ่งคบเพลิงทั่วประเทศญี่ปุ่น แต่ในแผนที่มีเกาะทาเคชิมะด้วย ซึ่งเกาะนี้เป็นพื้นที่พิพาทแย่งความเป็นเจ้าของกันระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลี (คนเกาหลีเรียกว่าเกาะด็อกโด) นอกจากนั้นหนังสือเรียนหลายเล่มของญี่ปุ่นยังระบุว่าเกาะทาเคชิมะเป็นของญี่ปุ่น คนเกาหลีใต้เรียกร้องให้งดใช้ธงชาติอาทิตย์อุทัย (Rising sun) ในโอลิมปิก 2020 เพราะเป็นธงที่ใช้ในช่วงล่าอาณานิคม แต่สุดท้ายก็มีคนญี่ปุ่นบางคนชูธงนี้อยู่ดี ทุกปีจะต้องมีดราม่าผู้นำญี่ปุ่นไปสักการะศาลเจ้ายาสุคุนิ ซึ่งมีป้ายสถิตวิญญาณของเหล่าทหารที่มีบทบาทในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (ซึ่งเกาหลีมองว่าคืออาชญากรสงคราม) หรือฝั่งเกาหลี คุณย่าคุณยายที่ถูกจับไปเป็น Comfort women ก็ไปยืนประท้วงหน้าสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงโซลอยู่เนืองๆ

สิ่งผู้เขียนคิดเล่นๆ ขึ้นมาและพบว่าน่าสนใจมากคือ Exhuma จะเข้าฉายในญี่ปุ่นหรือไม่ หรือถ้าได้ฉาย ค่ายหนังจะทำการโปรโมตอย่างไร เพราะนี่คือประเทศที่หนังเรื่อง Oppenheimer เพิ่งจะได้ฉายเมื่อ 29 มีนาคม 2024 พร้อมแถลงการณ์ยืดยาวจากค่ายหนัง ด้วยความละเอียดอ่อนเกี่ยวกับเหตุทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมะและนางาซากิ ทั้งที่ในหนัง Oppenheimer ไม่ได้มีภาพการทิ้งระเบิดที่ญี่ปุ่นเลยสักนิด และตัวหนังก็ไม่ได้เชิดชูว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม

ขนาดรับมือกับ Oppenheimer ภาพยนตร์ที่ตัวเองเป็น ‘เหยื่อ’ ญี่ปุ่นยังวุ่นวายขนาดนี้ น่าคิดว่าใน Exhuma ที่ญี่ปุ่นเป็น ‘ผู้กระทำ’ พวกเขาจะรับมืออย่างไร? อาจจะไม่ฉาย หรือฉายแบบเงียบๆ แล้วก็ปล่อยเบลอไป เหมือนที่เคยทำมาตลอดหลายปี
Graphic Designer: Sutanya Phattanasitubon
Editorial Staff: Paranee Srikham**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...