โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดรายงาน ทักษะทุนชีวิต แรงงานไทย ‘เขียนอ่าน - ดิจิทัล - อารมณ์’ ตกเกณฑ์

Khaosod

อัพเดต 23 ก.พ. 2567 เวลา 11.58 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. 2567 เวลา 11.58 น.

กสศ. ร่วมกับธนาคารโลก เปิดรายงาน ‘ทักษะทุนชีวิต’ ชี้ 3 ทักษะพื้นฐานวัยแรงงานไทย ‘เขียนอ่าน - ดิจิทัล - อารมณ์’ ตกเกณฑ์

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) เปิดผลวิจัยโครงการ สำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน(ASAT) ในประเทศไทยพ.. 2565’ ซึ่งเป็นการวิจัยว่าด้วยประเด็น ‘ทักษะทุนชีวิต’ (Foundational skills) ของเยาวชนและประชากรวัยแรงงานไทย ช่วงอายุ 15-64 ปี ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และ EEC

นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. ระบุว่า รายงานการวิจัยชิ้นนี้ เป็นการสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงานในประเทศไทยตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ใน 3 ด้าน ได้แก่ ทักษะการรู้หนังสือ ทักษะดิจิทิล ทักษะทางอารมณ์และสังคม

เป็นการประเมินขีดความสามารถของเยาวชนและประชากรแรงงานไทยมากกว่า 50 ล้านคนทั่วประเทศเป็นครั้งแรก เสมือนการประเมิน ‘PISA วัยแรงงาน’ โดยความร่วมมือกับธนาคารโลก เพื่อสร้างมาตรฐานการประเมินระดับสากล รวบรวมประเด็นปัญหาให้ตรงจุด เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหรือส่วนต่าง ๆ จะได้นำไปปรับใช้ในเชิงนโยบาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาทักษะทุนชีวิตคนไทย เพิ่มรายได้และหลุดออกจากกับดักความยากจนอย่างยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถของไทยในการแข่งขันระดับโลก

นายโคจิ มิยาโมโตะ (Koji Miyamoto) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้าน Global Practice จากธนาคารโลก เปิดผลวิจัยโดยเน้นยํ้าถึงความสำคัญของทักษะทุนชีวิตว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ เปรียบเสมือนการสร้างทรัพยากรมนุษย์ เหมือนรากฐานตึกที่มั่นคงแข็งแรง ซึ่งทักษะทุนชีวิตไม่เพียงนำไปสู่การเรียนรู้ทักษะอื่น ๆ แต่ยังรวมถึงการมีวุฒิภาวะของประชากรด้วย

ทั้งนี้ ทักษะทุนชีวิต (foundational skills) คือ ความสามารถด้านสมรรถนะที่เด็กและเยาวชน และประชากรวัยแรงงานจำเป็นต้องมี เพื่อเผชิญกับความท้าทายและใช้ประโยชน์จากโอกาสในศตวรรษที่ 21 อันประกอบไปด้วยลักษณะ 3 ประการคือ 1) พื้นฐาน (fundamental) 2) ก้าวหน้า (progressive) และ 3) ถ่ายทอดได้ (transformative)

การมีทักษะพื้นฐานของทุนชีวิตข้างต้นนั้น จะส่งผลต่อการทำงานในอนาคตด้วย โดยมี 3 องค์ประกอบดังนี้ 1) การอ่านออกเขียนได้ (literacy) 2) ทักษะด้านดิจิทัล (digital skill) และ 3) ทักษะทางสังคมและอารมณ์ (sociomotional skill)

เมื่อนำกรอบแนวคิดทักษะทุนชีวิตมาใช้ในการสำรวจเด็กและเยาวชน และประชากรวัยแรงงานตั้งแต่อายุ 15-64 ปี ในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย พบว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตด้านทักษะหลายอย่าง เหมือนที่พบในหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน คือมีทักษะทุนชีวิตที่ ‘ตํ่ากว่าเกณฑ์’

นายโคจิ ระบุว่า เกือบ 2 ใน 3 หรือ ร้อยละ 64.7 ของเยาวชนและประชากรวัยผู้ใหญ่ในประเทศไทยมีทักษะการรู้หนังสือขั้นพื้นฐาน การคำนวณอย่างง่ายต่ำกว่าเกณฑ์ (ไม่ใช่เพียงแค่อ่านออกเขียนได้ แต่ต้องทำความเข้าใจ ประเมิน วิเคราะห์ได้) ไม่สามารถอ่านและเข้าใจข้อความสั้นเพื่อแก้ปัญหาง่าย ๆ

เช่น การทำตามฉลากยา จำนวน 3 ใน 4 หรือร้อยละ 74.1 ประสบปัญหาในการใช้อุปกรณ์ชี้ตำแหน่ง (pointing device) และแป้นพิมพ์ (keyboard) บนคอมพิวเตอร์พกพา และไม่สามารถทำงานง่าย ๆ เช่น การค้นหาราคาที่ถูกต้องของสินค้าจากเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ ยิ่งไปกว่านั้น ร้อยละ 30.3 ไม่มีแนวโน้มที่จะคิดริเริ่มการมีส่วนร่วมกับผู้อื่นหรือเปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ ทำให้ไม่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ได้

นอกจากนี้ บริบทเบื้องหลังของวิกฤตทักษะทุนชีวิตของไทย วางอยู่บนปัญหา 3 ประการคือ 1) หลักสูตร/โปรแกรม/การเรียนรู้ ที่เน้นแนวทางที่ใช้แล้วได้ผล ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง 2) ครู/อาจารย์ ไม่ได้รับการฝึกฝน ขาดทักษะการสอน และ 3) โอกาสในการเรียนรู้ โดยยังมีกลุ่มเปราะบางเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้รับโอกาส และเข้าไม่ถึงมาตรฐานการศึกษาที่เท่าเทียม

ทั้งนี้ จุดเริ่มของวิกฤตทักษะทุนชีวิต เกิดขึ้นตั้งแต่การเรียนรู้ในระดับปฐมวัย ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ในช่วงวัยอื่น ๆ รวมถึงการเรียนรู้ในช่วงวัยแรงงาน ดังนั้นจำเป็นต้องเชื่อมโยงการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life-long learning) เน้นบูรณาการทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน รวมไปถึงท้องถิ่น เพื่อการดำเนินนโยบายที่มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

สุดท้าย นายโคจิเน้นยํ้าว่า“ทักษะทุนชีวิต ช่วยให้คนสามารถเอาชนะความท้าทาย และใช้ประโยชน์จากโอกาสในศตวรรษที่21 ได้” หากประชากรมีทักษะดังกล่าวแล้ว จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาประเทศ และจากตัวเลขที่พบในหลายประเทศ การเพิ่มขึ้นของการอ่านออกเขียนได้เพียง1 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ได้ถึง3 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดรายงาน ทักษะทุนชีวิต แรงงานไทย ‘เขียนอ่าน - ดิจิทัล - อารมณ์’ ตกเกณฑ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...