โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

มุน ซึงฮยอน เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ กับสัมพันธ์ไทย-เกาหลีและ 'ซอฟต์เพาเวอร์'

MATICHON ONLINE

อัพเดต 27 มิ.ย. 2565 เวลา 08.25 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2565 เวลา 08.00 น.
นายมุน ซึงฮยอน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ประจำประเทศไทย

มุน ซึงฮยอน เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ กับสัมพันธ์ไทย-เกาหลีและ ‘ซอฟต์เพาเวอร์’

เกาหลีใต้นับเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศไทย และมีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่สองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2501

หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของสองประเทศก็พัฒนาต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในวันที่ประชาชนชาวไทยได้รู้จักกับประเทศเกาหลีใต้ผ่านสื่อบันเทิงและวัฒนธรรมเค-ป็อป ขณะที่ประเทศไทยก็เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวของชาวเกาหลีใต้เป็นอันดับ 1 เทียบกับบรรดาประเทศในแถบอาเซียนไปแล้ว

ล่าสุด “มติชน” ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “นายมุน ซึงฮยอน” เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทย ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยนายมุนได้พูดถึงนโยบายการต่างประเทศ, โอกาสที่ความสัมพันธ์ของสองประเทศที่ยังพัฒนาต่อไปได้ รวมถึงแนวทางการใช้ “ซอฟต์เพาเวอร์” ที่ประเทศไทยอาจนำมาปรับใช้ได้ในอนาคตด้วย

การเข้ารับตำแหน่งของเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทยเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ประชาชนเกาหลีใต้เลือกนายยุน ซอกยอล ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งแน่นอนว่ามาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการต่างประเทศของเกาหลีใต้ด้วย

เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ระบุว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ชุดใหม่มีแนวนโยบายด้านการต่างประเทศที่แตกต่างไปทั้งเรื่อง “บทบาทในเวทีโลก” รวมไปถึงการให้ความสำคัญของเรื่อง “เสรีภาพ” เป็นหลัก

“รัฐบาลชุดนี้จะมีนโยบายที่เปลี่ยนไปคือประกาศจะเป็น “โกลบอล ไพวอทอล สเตต” (gobal pivotal state) จะเป็นประเทศที่มีความสำคัญในระดับโลก ให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศที่มีส่วนร่วมในระดับภูมิภาคและระดับโลกมากขึ้น” นายมุนกล่าว

นายมุนระบุว่า นอกจากนี้รัฐบาลชุดใหม่จะให้ความสำคัญกับ “เสรีภาพและอิสรภาพ” มากขึ้นทั้งในประเทศและในเวทีโลก ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนผ่านสุนทรพจน์ของประธานาธิบดียุน ที่พูดคำว่า “เสรีภาพ” มากถึง 30 ครั้ง พร้อมทั้งยืนยันว่า เกาหลีใต้จะสานสัมพันธ์กับภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยประธานาธาธิบดีเกาหลีใต้จะเดินทางมาร่วมประชุมระดับภูมิภาคในช่วงปลายปีนี้ทั้งการประชุมอาเซียน ที่กัมพูชา การประชุมกลุ่ม “จี20” ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงร่วมประชุม “เอเปค” ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายนนี้ด้วย

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเกาหลีใต้นั้น เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทยมองว่ายังสามารถพัฒนาต่อได้ โดยหากคะแนนเต็ม 10 ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะอยู่ที่ราว 8 คะแนน ภายใต้ 3 เสาหลักนั่นคือ 1.ด้านการเมืองความมั่นคง 2.ด้านวัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และ 3.ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

สำหรับด้าน“การเมืองและความมั่นคง” เอกอัครราชทูตมุน ระบุว่า ให้คะแนน เต็ม 10 เนื่องจากมีการแลกเปลี่ยนที่ดี นับตั้งแต่ไทยส่งทหารร่วมรบในสงครามเกาหลี ต่อเนื่องมาจนมีความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างกันที่จะครบรอบ 10 ปีในปีนี้ ขณะที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เองเดินทางเยือนไทยอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของความสัมพันธ์ด้าน“วัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน” นั้น นายมุน ให้คะแนนเต็ม 10 เช่นกัน
“ก่อนเจอโควิด ชาวเกาหลีเดินทางมาไทยถึง 1.9 ล้านคนในปีพ.ศ. 2562 เป็นลำดับที่ 4 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทย ขณะที่ย้อนไปปีพ.ศ. 2561 เกาหลีก็อยู่ในอันดับ 3 และในบรรดา 10 ประเทศอาเซียนนั้น คนเกาหลีชอบมาเที่ยวประเทศไทยมากที่สุด” นายมุนกล่าว

และว่า นอกจากนักท่องเที่ยวแล้ว ยังมีนักศึกษาไทยในระดับปริญญาตรี และปริญญาโท ที่ไปเรียนที่ประเทศเกาหลีใต้เป็นจำนวนมาก ขณะที่ไทยมีนักเรียนในระดับมัธยมต้น-ปลาย ที่เรียนภาษาเกาหลีจำนวนมากที่สุดในโลกด้วย

“ปีล่าสุดในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในวิชาภาษาต่างประเทศนั้นมีนักเรียนเลือกสอบภาษาเกาหลีมากเป็นอันดับที่ 2 เป็นรองแค่ภาษาจีน แต่แซงหน้าภาษาญี่ปุ่นและฝรั่งเศสขึ้นมาแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเค-ป็อป ศิลปินอย่าง “ลิซ่า” รวมถึง “นิชคุณ” จากวง 2 พีเอ็ม ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-เกาหลี แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น” เอกอัครราชทูตมุนบอก

สำหรับส่วนที่ยังสามารถพัฒนาต่อไปได้อีกนั้นก็คือ ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเอกอัครราชทูตมุนมองว่าเวลานี้ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 8 คะแนน เหตุเพราะยังสามารถแลกเปลี่ยนด้านการค้าการลงทุนเพิ่มขึ้นได้ โดยแม้ว่าเกาหลีใต้จะเป็นคู่ค้ากับไทยในลำดับที่ 9 แต่มูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2021 ก็เพิ่มขึ้นสูงถึง 15,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

“ผมคิดว่าจะสามารถพัฒนาไปได้ต่อ หลังจากไทย-เกาหลีสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปีพ.ศ. 2501 ก็มีการพัฒนาต่อเนื่อง ยังมีโอกาสดีๆ อีกมากมาย บริษัทในไทยก็มีบริษัทดีๆเช่น “ซีพี” หรือ “กัลฟ์” ที่ลงทุนในเกาหลี หรือบริษัทเกาหลีจะมาลงทุนก็ได้เช่นกัน ซึ่งผมก็อยากให้มีการลงทุนแลกเปลี่ยนที่เข้มข้นมากขึ้น” นายมุนระบุ

ในเรื่องนี้เอกอัครราชทูตมุนยังกล่าวต่อไปว่า เกาหลีใต้นั้นไม่สามารถมองข้ามอิทธิพลของ “ญี่ปุ่น” และ “จีน” ที่ลงทุนในไทยก่อนหน้านี้และเป็นอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมได้ ดังนั้นเกาหลีใต้จึงมองเห็นโอกาสจากอุตสาหกรรมอนาคตที่เรียกว่า “เอบีซีดีอี” ที่จะเน้นเรื่อง ความก้าวหน้า เรื่องชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาดให้มากขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยอย่าง “เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว” (บีซีจี) ของประเทศไทยด้วยนั่นเอง

นอกเหนือจากเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแล้ว ในฐานะที่เกาหลีใต้เป็นประเทศที่โดดเด่นในเรื่องของการใช้ “ซอฟต์เพาเวอร์” จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ถามถึงความสำเร็จของนโยบายนี้ของเกาหลีใต้ ซึ่งเอกอัครราชทูตมุน ระบุว่า “ซอฟต์เพาเวอร์” ของเกาหลีใต้นั้นไม่ใช่การส่งออกด้านศิลปวัฒนธรรมผ่านสื่อบันเทิงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง “คุณค่าภายในของแต่ละประเทศ” และ “บทบาทของประเทศนั้นๆ ที่มีต่อประชาคมโลก” ด้วย

นายมุนกล่าวว่า ในเรื่องคุณค่าภายในของแต่ละประเทศหมายถึง “ดีเอ็นเอ” ของประเทศที่จะแสดงออกให้โลกเห็น สำหรับเกาหลีใต้นั้นเป็นประเทศที่สามารถฟื้นฟูขึ้นมาจากสงครามด้วยเวลาเพียง 30-40 ปี ก้าวไปเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งเป็นอันดับที่ 10 ของโลก เป็นความสำเร็จที่มีที่มาจากความพยายามของคนในชาติ และความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง

ดังนั้น เรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ ความสุขของประชากร สิ่งอำนวยความสะดวกในประเทศ ก็เป็นอีกมุมมองของซอฟต์เพาเวอร์ด้วย

“ไทยมองแต่เรื่องวัฒนธรรมอย่างเดียวมากเกินไป ผมอยากให้มองคุณค่าภายในของประเทศด้วย จากที่ผมได้ไปพบกับนายกรัฐมนตรีไทย หรือผู้ใหญ่ผู้นำกระทรวงและหน่วยงานของรัฐไทยเองก็อยากให้มีการแลกเปลี่ยนด้านซอฟต์เพาเวอร์เยอะ ผมก็อยากให้ไทยให้ความสนใจเรื่องนี้นอกจากเรื่องวัฒนธรรมด้วย” เอกอัครราชทูตมุน ระบุ

นอกจากนี้ “ซอฟต์เพาเวอร์” ยังหมายถึงนโยบายของประเทศที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านและบทบาทในเวทีโลกด้วย เช่น นโยบายของประเทศยุโรปเหนืออย่าง สวีเดน นอร์เวย์ และฟินแลนด์ ที่มีภาพลักษณ์ของการเป็นชาติที่ให้ความช่วยเหลือ มีส่วนร่วมกับนานาชาติ ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมทางเพศ

นายมุนกล่าวว่า เกาหลีก็พยายามสร้างสิ่งนี้ด้วย จากเดิมที่เกาหลีเคยเป็นประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือหลังสงคราม แต่ปัจจุบันพัฒนาเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นการส่งกองกำลังไปร่วมภารกิจรักษาสันติภาพ การบริจาควัคซีนโควิด-19 รวมถึงการส่งทีมแพทย์ไปยังแอฟริกาเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการแพร่ระบาดของอีโบลาก็เคยมาแล้ว

“ดังนั้น ซอฟต์เพาเวอร์ก็คือ ศิลปวัฒนธรรม คุณค่าภายในของประเทศ และการมีส่วนร่วมในระดับนานาชาติ ต้องบรรจบรวมกันจึงจะสร้างซอฟต์เพาเวอร์ที่แท้จริงได้” นายมุน สรุป

สำหรับการใช้ “ซอฟต์เพาเวอร์นั้น” เอกอัครราชทูตมุนชี้ว่า “รัฐบาล” ก็มีส่วนสำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดความสำเร็จ แต่เอกอัครราชทูตมุน ก็เตือนว่า แม้จะต้องมีนโยบายและการสนับสนุนเรื่องงบประมาณที่ดี แต่รัฐบาลก็ไม่ควรแทรกแซงหรือใช้ซอฟต์เพาเวอร์เป็นเครื่องมือทางการเมืองของประเทศ

“อย่างกรณีของวงบีทีเอสนั้น ผมก็ได้รับคำถามมากมายเช่นกันว่ารัฐบาลเกาหลีมีวาระซ่อนเร้นผ่านวงบีทีเอสหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้มีการก้าวล่วงหรือพยายามใช้บีทีเอส ในการสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศ แต่รัฐบาลเพียงสนับสนุนงบประมาณให้เต็มที่เพื่อสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์อย่างอิสระ” นายมุนระบุ

และว่าในปี 2565 นี้รัฐบาลเกาหลีใต้มีงบสนับสนุนด้านศิลปะวัฒนธรรมและการสร้างคอนเทนต์รวม 3.5 ล้านล้านวอนหรือราว 94,000 ล้านบาทเพื่อส่งเสริมให้มีการสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่

นอกจากจะมั่นใจได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเกาหลีใต้จะดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะเมื่อนายมุน ซึงฮยอน เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้คนใหม่ก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แข่งแกร่งแล้ว ไทยยังได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับ “ซอฟต์เพาเวอร์” ที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์กับประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศต่อไปได้อีกด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...