มุน ซึงฮยอน เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ กับสัมพันธ์ไทย-เกาหลีและ 'ซอฟต์เพาเวอร์'
มุน ซึงฮยอน เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ กับสัมพันธ์ไทย-เกาหลีและ ‘ซอฟต์เพาเวอร์’
เกาหลีใต้นับเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศไทย และมีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่สองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2501
หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของสองประเทศก็พัฒนาต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในวันที่ประชาชนชาวไทยได้รู้จักกับประเทศเกาหลีใต้ผ่านสื่อบันเทิงและวัฒนธรรมเค-ป็อป ขณะที่ประเทศไทยก็เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวของชาวเกาหลีใต้เป็นอันดับ 1 เทียบกับบรรดาประเทศในแถบอาเซียนไปแล้ว
ล่าสุด “มติชน” ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “นายมุน ซึงฮยอน” เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทย ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยนายมุนได้พูดถึงนโยบายการต่างประเทศ, โอกาสที่ความสัมพันธ์ของสองประเทศที่ยังพัฒนาต่อไปได้ รวมถึงแนวทางการใช้ “ซอฟต์เพาเวอร์” ที่ประเทศไทยอาจนำมาปรับใช้ได้ในอนาคตด้วย
การเข้ารับตำแหน่งของเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทยเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ประชาชนเกาหลีใต้เลือกนายยุน ซอกยอล ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งแน่นอนว่ามาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการต่างประเทศของเกาหลีใต้ด้วย
เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ระบุว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ชุดใหม่มีแนวนโยบายด้านการต่างประเทศที่แตกต่างไปทั้งเรื่อง “บทบาทในเวทีโลก” รวมไปถึงการให้ความสำคัญของเรื่อง “เสรีภาพ” เป็นหลัก
“รัฐบาลชุดนี้จะมีนโยบายที่เปลี่ยนไปคือประกาศจะเป็น “โกลบอล ไพวอทอล สเตต” (gobal pivotal state) จะเป็นประเทศที่มีความสำคัญในระดับโลก ให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศที่มีส่วนร่วมในระดับภูมิภาคและระดับโลกมากขึ้น” นายมุนกล่าว
นายมุนระบุว่า นอกจากนี้รัฐบาลชุดใหม่จะให้ความสำคัญกับ “เสรีภาพและอิสรภาพ” มากขึ้นทั้งในประเทศและในเวทีโลก ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนผ่านสุนทรพจน์ของประธานาธิบดียุน ที่พูดคำว่า “เสรีภาพ” มากถึง 30 ครั้ง พร้อมทั้งยืนยันว่า เกาหลีใต้จะสานสัมพันธ์กับภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยประธานาธาธิบดีเกาหลีใต้จะเดินทางมาร่วมประชุมระดับภูมิภาคในช่วงปลายปีนี้ทั้งการประชุมอาเซียน ที่กัมพูชา การประชุมกลุ่ม “จี20” ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงร่วมประชุม “เอเปค” ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายนนี้ด้วย
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเกาหลีใต้นั้น เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทยมองว่ายังสามารถพัฒนาต่อได้ โดยหากคะแนนเต็ม 10 ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะอยู่ที่ราว 8 คะแนน ภายใต้ 3 เสาหลักนั่นคือ 1.ด้านการเมืองความมั่นคง 2.ด้านวัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และ 3.ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
สำหรับด้าน“การเมืองและความมั่นคง” เอกอัครราชทูตมุน ระบุว่า ให้คะแนน เต็ม 10 เนื่องจากมีการแลกเปลี่ยนที่ดี นับตั้งแต่ไทยส่งทหารร่วมรบในสงครามเกาหลี ต่อเนื่องมาจนมีความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างกันที่จะครบรอบ 10 ปีในปีนี้ ขณะที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เองเดินทางเยือนไทยอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของความสัมพันธ์ด้าน“วัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน” นั้น นายมุน ให้คะแนนเต็ม 10 เช่นกัน
“ก่อนเจอโควิด ชาวเกาหลีเดินทางมาไทยถึง 1.9 ล้านคนในปีพ.ศ. 2562 เป็นลำดับที่ 4 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทย ขณะที่ย้อนไปปีพ.ศ. 2561 เกาหลีก็อยู่ในอันดับ 3 และในบรรดา 10 ประเทศอาเซียนนั้น คนเกาหลีชอบมาเที่ยวประเทศไทยมากที่สุด” นายมุนกล่าว
และว่า นอกจากนักท่องเที่ยวแล้ว ยังมีนักศึกษาไทยในระดับปริญญาตรี และปริญญาโท ที่ไปเรียนที่ประเทศเกาหลีใต้เป็นจำนวนมาก ขณะที่ไทยมีนักเรียนในระดับมัธยมต้น-ปลาย ที่เรียนภาษาเกาหลีจำนวนมากที่สุดในโลกด้วย
“ปีล่าสุดในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในวิชาภาษาต่างประเทศนั้นมีนักเรียนเลือกสอบภาษาเกาหลีมากเป็นอันดับที่ 2 เป็นรองแค่ภาษาจีน แต่แซงหน้าภาษาญี่ปุ่นและฝรั่งเศสขึ้นมาแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเค-ป็อป ศิลปินอย่าง “ลิซ่า” รวมถึง “นิชคุณ” จากวง 2 พีเอ็ม ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-เกาหลี แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น” เอกอัครราชทูตมุนบอก
สำหรับส่วนที่ยังสามารถพัฒนาต่อไปได้อีกนั้นก็คือ ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเอกอัครราชทูตมุนมองว่าเวลานี้ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 8 คะแนน เหตุเพราะยังสามารถแลกเปลี่ยนด้านการค้าการลงทุนเพิ่มขึ้นได้ โดยแม้ว่าเกาหลีใต้จะเป็นคู่ค้ากับไทยในลำดับที่ 9 แต่มูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2021 ก็เพิ่มขึ้นสูงถึง 15,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
“ผมคิดว่าจะสามารถพัฒนาไปได้ต่อ หลังจากไทย-เกาหลีสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปีพ.ศ. 2501 ก็มีการพัฒนาต่อเนื่อง ยังมีโอกาสดีๆ อีกมากมาย บริษัทในไทยก็มีบริษัทดีๆเช่น “ซีพี” หรือ “กัลฟ์” ที่ลงทุนในเกาหลี หรือบริษัทเกาหลีจะมาลงทุนก็ได้เช่นกัน ซึ่งผมก็อยากให้มีการลงทุนแลกเปลี่ยนที่เข้มข้นมากขึ้น” นายมุนระบุ
ในเรื่องนี้เอกอัครราชทูตมุนยังกล่าวต่อไปว่า เกาหลีใต้นั้นไม่สามารถมองข้ามอิทธิพลของ “ญี่ปุ่น” และ “จีน” ที่ลงทุนในไทยก่อนหน้านี้และเป็นอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมได้ ดังนั้นเกาหลีใต้จึงมองเห็นโอกาสจากอุตสาหกรรมอนาคตที่เรียกว่า “เอบีซีดีอี” ที่จะเน้นเรื่อง ความก้าวหน้า เรื่องชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาดให้มากขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยอย่าง “เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว” (บีซีจี) ของประเทศไทยด้วยนั่นเอง
นอกเหนือจากเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแล้ว ในฐานะที่เกาหลีใต้เป็นประเทศที่โดดเด่นในเรื่องของการใช้ “ซอฟต์เพาเวอร์” จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ถามถึงความสำเร็จของนโยบายนี้ของเกาหลีใต้ ซึ่งเอกอัครราชทูตมุน ระบุว่า “ซอฟต์เพาเวอร์” ของเกาหลีใต้นั้นไม่ใช่การส่งออกด้านศิลปวัฒนธรรมผ่านสื่อบันเทิงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง “คุณค่าภายในของแต่ละประเทศ” และ “บทบาทของประเทศนั้นๆ ที่มีต่อประชาคมโลก” ด้วย
นายมุนกล่าวว่า ในเรื่องคุณค่าภายในของแต่ละประเทศหมายถึง “ดีเอ็นเอ” ของประเทศที่จะแสดงออกให้โลกเห็น สำหรับเกาหลีใต้นั้นเป็นประเทศที่สามารถฟื้นฟูขึ้นมาจากสงครามด้วยเวลาเพียง 30-40 ปี ก้าวไปเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งเป็นอันดับที่ 10 ของโลก เป็นความสำเร็จที่มีที่มาจากความพยายามของคนในชาติ และความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง
ดังนั้น เรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ ความสุขของประชากร สิ่งอำนวยความสะดวกในประเทศ ก็เป็นอีกมุมมองของซอฟต์เพาเวอร์ด้วย
“ไทยมองแต่เรื่องวัฒนธรรมอย่างเดียวมากเกินไป ผมอยากให้มองคุณค่าภายในของประเทศด้วย จากที่ผมได้ไปพบกับนายกรัฐมนตรีไทย หรือผู้ใหญ่ผู้นำกระทรวงและหน่วยงานของรัฐไทยเองก็อยากให้มีการแลกเปลี่ยนด้านซอฟต์เพาเวอร์เยอะ ผมก็อยากให้ไทยให้ความสนใจเรื่องนี้นอกจากเรื่องวัฒนธรรมด้วย” เอกอัครราชทูตมุน ระบุ
นอกจากนี้ “ซอฟต์เพาเวอร์” ยังหมายถึงนโยบายของประเทศที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านและบทบาทในเวทีโลกด้วย เช่น นโยบายของประเทศยุโรปเหนืออย่าง สวีเดน นอร์เวย์ และฟินแลนด์ ที่มีภาพลักษณ์ของการเป็นชาติที่ให้ความช่วยเหลือ มีส่วนร่วมกับนานาชาติ ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมทางเพศ
นายมุนกล่าวว่า เกาหลีก็พยายามสร้างสิ่งนี้ด้วย จากเดิมที่เกาหลีเคยเป็นประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือหลังสงคราม แต่ปัจจุบันพัฒนาเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นการส่งกองกำลังไปร่วมภารกิจรักษาสันติภาพ การบริจาควัคซีนโควิด-19 รวมถึงการส่งทีมแพทย์ไปยังแอฟริกาเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการแพร่ระบาดของอีโบลาก็เคยมาแล้ว
“ดังนั้น ซอฟต์เพาเวอร์ก็คือ ศิลปวัฒนธรรม คุณค่าภายในของประเทศ และการมีส่วนร่วมในระดับนานาชาติ ต้องบรรจบรวมกันจึงจะสร้างซอฟต์เพาเวอร์ที่แท้จริงได้” นายมุน สรุป
สำหรับการใช้ “ซอฟต์เพาเวอร์นั้น” เอกอัครราชทูตมุนชี้ว่า “รัฐบาล” ก็มีส่วนสำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดความสำเร็จ แต่เอกอัครราชทูตมุน ก็เตือนว่า แม้จะต้องมีนโยบายและการสนับสนุนเรื่องงบประมาณที่ดี แต่รัฐบาลก็ไม่ควรแทรกแซงหรือใช้ซอฟต์เพาเวอร์เป็นเครื่องมือทางการเมืองของประเทศ
“อย่างกรณีของวงบีทีเอสนั้น ผมก็ได้รับคำถามมากมายเช่นกันว่ารัฐบาลเกาหลีมีวาระซ่อนเร้นผ่านวงบีทีเอสหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้มีการก้าวล่วงหรือพยายามใช้บีทีเอส ในการสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศ แต่รัฐบาลเพียงสนับสนุนงบประมาณให้เต็มที่เพื่อสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์อย่างอิสระ” นายมุนระบุ
และว่าในปี 2565 นี้รัฐบาลเกาหลีใต้มีงบสนับสนุนด้านศิลปะวัฒนธรรมและการสร้างคอนเทนต์รวม 3.5 ล้านล้านวอนหรือราว 94,000 ล้านบาทเพื่อส่งเสริมให้มีการสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่
นอกจากจะมั่นใจได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเกาหลีใต้จะดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะเมื่อนายมุน ซึงฮยอน เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้คนใหม่ก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แข่งแกร่งแล้ว ไทยยังได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับ “ซอฟต์เพาเวอร์” ที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์กับประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศต่อไปได้อีกด้วย