โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ก๊าซเรือนกระจกแช่แข็ง’ รั่วไหลจากอาร์กติก ซ้ำเติมวิกฤตโลกร้อน

SpringNews

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นักวิทยาศาสตร์และนักนิเวศวิทยาจากสถาบันวิจัยชั้นนำระดับโลก ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญเกี่ยวกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อชั้นดินเยือกแข็งถาวร (Permafrost) ในแถบอาร์กติก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในอะแลสกา แคนาดา ไซบีเรีย และเขตขั้วโลก กำลังละลายอย่างรวดเร็วเนื่องจากอุณหภูมิแถบขั้วโลกเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าส่วนอื่นของโลกถึง 4 เท่า ส่งผลให้ก๊าซมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาลที่เคยถูกแช่แข็งอยู่ใต้ดินมานานหลายพันปี รั่วไหลออกสู่ชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถหยุดยั้งได้

ชั้นดินเยือกแข็งถาวรถือเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่ของโลก โดยมีปริมาณคาร์บอนที่ถูกแช่แข็งสะสมอยู่มากกว่าคาร์บอนในชั้นบรรยากาศถึง 3 เท่า จากการเน่าเปื่อยของซากพืชและสัตว์ยุคน้ำแข็งที่ถูกทับถม ในอดีต อาร์กติกทำหน้าที่เป็น ‘แหล่งดูดซับคาร์บอน’ ช่วยรักษาสมดุลภูมิอากาศโลก แต่ผลวิจัยล่าสุดระบุว่าระบบนี้เปรียบเสมือน ‘ยักษ์ที่กำลังตื่นขึ้น’ เมื่อความร้อนทำให้น้ำแข็งละลาย จนเปลี่ยนให้อาร์กติกกลายเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหม่ที่จะซ้ำเติมวิกฤตโลกร้อนร่วมกับการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลของมนุษย์

งานวิจัยคาดการณ์ว่า ก๊าซที่รั่วไหลจากชั้นดินเยือกแข็งจะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นอีกราว 0.25 องศาเซลเซียส หรือเร่งให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นถึง 20% ภายในสิ้นศตวรรษนี้ ซึ่งสร้างความกังวลแก่เหล่านักวิทยาศาสตร์เนื่องจากแบบจำลองทางภูมิอากาศและรายงานของสหประชาชาติ (UN) ในปัจจุบัน มักละเลยและไม่ได้นำตัวเลขการปล่อยก๊าซจากชั้นดินเยือกแข็งที่ละลายนี้ไปคำนวณรวมในเป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลก ส่งผลให้การประเมินวิกฤตโลกร้อนในอนาคตอาจต่ำกว่าความเป็นจริง

นอกจากกระทบต่ออุณหภูมิโลกแล้ว การละลายของชั้นดินเยือกแข็งยังทำลายความเสถียรของพื้นดิน จนเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่ (Sinkholes) กว่า 40,000 แห่งทั่วอาร์กติก ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐาน บ้านเรือน ถนน และท่อส่งน้ำมันทรุดตัวเสียหาย รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ภัยพิบัติดินและธารน้ำแข็งถล่มในพื้นที่สูง นักธรณีฟิสิกส์เน้นย้ำว่าการสะสมของคาร์บอนใต้ชั้นดินต้องใช้เวลานานหลายหมื่นปี และมีเพียงการเข้าสู่ยุคน้ำแข็งรอบใหม่เท่านั้นที่จะหยุดยั้งการรั่วไหลนี้ได้ นี่จึงไม่ใช่ภัยคุกคามในอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...