ผู้ว่าฯ ธปท. เผยคนไทยโอนพร้อมเพย์ 54 ล้านล้านบาท มากกว่า 2 เท่าของจีดีพีไทย ชู Bangkok Blueprint รับมือโกงดิจิทัลระดับโลก
ผู้ว่าฯ ธปท. เผยยอดธุรกรรมพร้อมเพย์ปี2568 ทะลุ 54 ล้านล้านบาท สูงกว่า 2 เท่าของจีดีพีไทย พร้อมชู Bangkok Blueprint กรอบความร่วมมือ IMF–ธนาคารโลก–ธปท. วางแนวทางรับมือภัยฉ้อโกงดิจิทัลข้ามพรมแดน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของ AI และเทคโนโลยีทางการเงิน
17 ต.ค. 2569 - นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในเวทีเสวนา G30 International Banking Seminar ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม IMF-World Bank 2026 เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ว่า การประชุมของ G30 ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ ระบบการเงินนอกภาคธนาคาร และการพึ่งพาเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น โดยประเด็นเหล่านี้เป็นบริบทสำคัญสำหรับการหารือในวันนี้ว่า AI และการเงินดิจิทัลกำลังเปลี่ยนแปลงตลาดการเงินอย่างไร การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลต่อธนาคารกลางและเสถียรภาพทางการเงินอย่างไร และเราจำเป็นต้องยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านใดบ้าง
สำหรับการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมทางการเงินกับเสถียรภาพทางการเงิน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานของธนาคารกลางในยุคปัจจุบัน ซึ่งในหลายประเทศ การเงินดิจิทัลกำลังขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินและเปลี่ยนแปลงวิธีที่ประชาชนใช้บริการเหล่านี้ ปัจจุบัน ผู้ใหญ่ทั่วโลกเกือบ 8 ใน 10 คนมีบัญชีทางการเงิน เพิ่มขึ้นจากประมาณครึ่งหนึ่งในปี 2011 โดยการเข้าถึงบริการผ่านโทรศัพท์มือถือและช่องทางออนไลน์เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้านี้
ขณะเดียวกันนวัตกรรมระลอกต่อไป โดยเฉพาะ AI นำมาซึ่งโอกาสที่กว้างไกลกว่าการทำให้บริการทางการเงินที่มีอยู่แล้วรวดเร็วขึ้นหรือมีต้นทุนต่ำลง เพราะ AI สามารถเพิ่มผลิตภาพด้วยการทำงานที่ซับซ้อนโดยอัตโนมัติ ช่วยปรับปรุงการตัดสินใจ และเอื้อให้เกิดผลิตภัณฑ์และรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ
ขณะที่ในภาคการเงิน AI สามารถช่วยประเมินสินเชื่อได้ดีขึ้น รวมถึงสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ SMEs และบุคคลที่มีประวัติเครดิตจำกัด ซึ่งจะช่วยจัดสรรเงินทุนไปสู่ภาคส่วนที่สร้างผลิตภาพได้มากขึ้น เมื่อทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล AI ยังอาจช่วยทำให้กระบวนการทางการเงินเป็นระบบอัตโนมัติ และเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินข้ามพรมแดนและการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ได้อีกด้วย
นายวิทัย กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัลของไทยสามารถสนับสนุนนวัตกรรมเหล่านี้ได้ เมื่อ 10 ปีก่อน เราได้เปิดตัวพร้อมเพย์ ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินทันทีของประเทศไทย ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้งานมากกว่า 83 ล้านราย และในปี 2025 (ปี 2568) มูลค่าธุรกรรมผ่านระบบพร้อมเพย์อยู่ที่ 54 ล้านล้านบาท หรือมากกว่า 2 เท่าของ GDP ประเทศไทย โดยสามารถโอนเงินได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมสำหรับการโอนเงินสูงสุด 2 ล้านบาท
“พร้อมเพย์ได้เปลี่ยนแปลงระบบการชำระเงินรายย่อยของไทย และช่วยขยายบริการทางการเงินดิจิทัลให้เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่สุด รวมถึงร้านค้าขนาดเล็กที่สุด”
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีก็นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ ๆ เช่นกัน ความรวดเร็ว ขนาดธุรกรรม และการเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้น ทำให้การฉ้อโกงแพร่กระจายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะที่การหยุดชะงักทางไซเบอร์และการดำเนินงานอาจส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินหลายแห่งและหลายประเทศพร้อมกัน
ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราพบว่าการฉ้อโกงและเหตุการณ์ด้านไซเบอร์ในภาคการเงินเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ AI และ Tokenization ยังนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบเงินและระบบการเงิน ทั้งความเสี่ยงรูปแบบเดิมและความเสี่ยงรูปแบบใหม่
“ความรับผิดชอบของเราในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล คือการเปิดทางให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกันก็ต้องวางมาตรการป้องกันเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รักษาการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง ตลอดจนธำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเงินและความเชื่อมั่นของสาธารณชน”
ธปท.มุ่งดำเนินการผ่านกรอบนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Innovation Framework) ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีที่มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือ (Sound Technology) ธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง (Sound Governance) และ เศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสมและยั่งยืน (Sound Economics)
ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันคือการฉ้อโกงทางดิจิทัล ซึ่งกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายมหาศาล และเกิดขึ้นในระดับโลก เนื่องจากการฉ้อโกงทางดิจิทัลดำเนินการข้ามพรมแดน การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยแนวทางระดับโลก มิฉะนั้น กิจกรรมเหล่านี้ก็จะย้ายไปดำเนินการในส่วนของระบบที่มีมาตรการป้องกันอ่อนแอกว่า
ด้วยเหตุนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก โดยร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย จึงได้เปิดตัว Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services หรือกรอบแนวทางกรุงเทพฯ เพื่อระบบบริการทางการเงินที่ทนทานต่อการฉ้อโกง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
เอกสารฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ผมขอขอบคุณนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF อีกครั้ง สำหรับการสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อโครงการริเริ่มนี้ รวมถึงขอบคุณเพื่อนร่วมงานจากทุกสถาบันที่ร่วมกันเปลี่ยนเป้าหมายที่เรามีร่วมกันให้กลายเป็นกรอบการดำเนินงานที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดย Bangkok Blueprint กำหนดข้อพิจารณาสำคัญ 12 ประการ ครอบคลุม 5 เสาหลัก ได้แก่ การป้องกัน การตรวจจับ การตอบสนอง การแลกเปลี่ยนข้อมูล และความรับผิดชอบ
อย่างไรก็ดี กรอบแนวทางนี้เป็นต้นแบบอ้างอิงที่แต่ละประเทศสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เกิดความสอดคล้องและความร่วมมือข้ามพรมแดนมากขึ้น การกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจน การแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม จะช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานประสานกันได้อย่างเป็นระบบและขยายผลได้ในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม การนำกรอบแนวทางดังกล่าวไปปฏิบัติจริงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และความเสี่ยงยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง