โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผู้ว่าฯ ธปท. เผยคนไทยโอนพร้อมเพย์ 54 ล้านล้านบาท มากกว่า 2 เท่าของจีดีพีไทย ชู Bangkok Blueprint รับมือโกงดิจิทัลระดับโลก

ไทยโพสต์

อัพเดต 18 ตุลาคม 2569 เวลา 0.44 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผู้ว่าฯ ธปท. เผยยอดธุรกรรมพร้อมเพย์ปี2568 ทะลุ 54 ล้านล้านบาท สูงกว่า 2 เท่าของจีดีพีไทย พร้อมชู Bangkok Blueprint กรอบความร่วมมือ IMF–ธนาคารโลก–ธปท. วางแนวทางรับมือภัยฉ้อโกงดิจิทัลข้ามพรมแดน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของ AI และเทคโนโลยีทางการเงิน

17 ต.ค. 2569 - นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในเวทีเสวนา G30 International Banking Seminar ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม IMF-World Bank 2026 เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ว่า การประชุมของ G30 ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ ระบบการเงินนอกภาคธนาคาร และการพึ่งพาเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น โดยประเด็นเหล่านี้เป็นบริบทสำคัญสำหรับการหารือในวันนี้ว่า AI และการเงินดิจิทัลกำลังเปลี่ยนแปลงตลาดการเงินอย่างไร การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลต่อธนาคารกลางและเสถียรภาพทางการเงินอย่างไร และเราจำเป็นต้องยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านใดบ้าง

สำหรับการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมทางการเงินกับเสถียรภาพทางการเงิน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานของธนาคารกลางในยุคปัจจุบัน ซึ่งในหลายประเทศ การเงินดิจิทัลกำลังขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินและเปลี่ยนแปลงวิธีที่ประชาชนใช้บริการเหล่านี้ ปัจจุบัน ผู้ใหญ่ทั่วโลกเกือบ 8 ใน 10 คนมีบัญชีทางการเงิน เพิ่มขึ้นจากประมาณครึ่งหนึ่งในปี 2011 โดยการเข้าถึงบริการผ่านโทรศัพท์มือถือและช่องทางออนไลน์เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้านี้

ขณะเดียวกันนวัตกรรมระลอกต่อไป โดยเฉพาะ AI นำมาซึ่งโอกาสที่กว้างไกลกว่าการทำให้บริการทางการเงินที่มีอยู่แล้วรวดเร็วขึ้นหรือมีต้นทุนต่ำลง เพราะ AI สามารถเพิ่มผลิตภาพด้วยการทำงานที่ซับซ้อนโดยอัตโนมัติ ช่วยปรับปรุงการตัดสินใจ และเอื้อให้เกิดผลิตภัณฑ์และรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ

ขณะที่ในภาคการเงิน AI สามารถช่วยประเมินสินเชื่อได้ดีขึ้น รวมถึงสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ SMEs และบุคคลที่มีประวัติเครดิตจำกัด ซึ่งจะช่วยจัดสรรเงินทุนไปสู่ภาคส่วนที่สร้างผลิตภาพได้มากขึ้น เมื่อทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล AI ยังอาจช่วยทำให้กระบวนการทางการเงินเป็นระบบอัตโนมัติ และเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินข้ามพรมแดนและการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ได้อีกด้วย

นายวิทัย กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัลของไทยสามารถสนับสนุนนวัตกรรมเหล่านี้ได้ เมื่อ 10 ปีก่อน เราได้เปิดตัวพร้อมเพย์ ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินทันทีของประเทศไทย ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้งานมากกว่า 83 ล้านราย และในปี 2025 (ปี 2568) มูลค่าธุรกรรมผ่านระบบพร้อมเพย์อยู่ที่ 54 ล้านล้านบาท หรือมากกว่า 2 เท่าของ GDP ประเทศไทย โดยสามารถโอนเงินได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมสำหรับการโอนเงินสูงสุด 2 ล้านบาท

“พร้อมเพย์ได้เปลี่ยนแปลงระบบการชำระเงินรายย่อยของไทย และช่วยขยายบริการทางการเงินดิจิทัลให้เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่สุด รวมถึงร้านค้าขนาดเล็กที่สุด”

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีก็นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ ๆ เช่นกัน ความรวดเร็ว ขนาดธุรกรรม และการเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้น ทำให้การฉ้อโกงแพร่กระจายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะที่การหยุดชะงักทางไซเบอร์และการดำเนินงานอาจส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินหลายแห่งและหลายประเทศพร้อมกัน

ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราพบว่าการฉ้อโกงและเหตุการณ์ด้านไซเบอร์ในภาคการเงินเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ AI และ Tokenization ยังนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบเงินและระบบการเงิน ทั้งความเสี่ยงรูปแบบเดิมและความเสี่ยงรูปแบบใหม่

“ความรับผิดชอบของเราในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล คือการเปิดทางให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกันก็ต้องวางมาตรการป้องกันเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รักษาการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง ตลอดจนธำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเงินและความเชื่อมั่นของสาธารณชน”

ธปท.มุ่งดำเนินการผ่านกรอบนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Innovation Framework) ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีที่มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือ (Sound Technology) ธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง (Sound Governance) และ เศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสมและยั่งยืน (Sound Economics)

ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันคือการฉ้อโกงทางดิจิทัล ซึ่งกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายมหาศาล และเกิดขึ้นในระดับโลก เนื่องจากการฉ้อโกงทางดิจิทัลดำเนินการข้ามพรมแดน การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยแนวทางระดับโลก มิฉะนั้น กิจกรรมเหล่านี้ก็จะย้ายไปดำเนินการในส่วนของระบบที่มีมาตรการป้องกันอ่อนแอกว่า

ด้วยเหตุนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก โดยร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย จึงได้เปิดตัว Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services หรือกรอบแนวทางกรุงเทพฯ เพื่อระบบบริการทางการเงินที่ทนทานต่อการฉ้อโกง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

เอกสารฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ผมขอขอบคุณนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF อีกครั้ง สำหรับการสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อโครงการริเริ่มนี้ รวมถึงขอบคุณเพื่อนร่วมงานจากทุกสถาบันที่ร่วมกันเปลี่ยนเป้าหมายที่เรามีร่วมกันให้กลายเป็นกรอบการดำเนินงานที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดย Bangkok Blueprint กำหนดข้อพิจารณาสำคัญ 12 ประการ ครอบคลุม 5 เสาหลัก ได้แก่ การป้องกัน การตรวจจับ การตอบสนอง การแลกเปลี่ยนข้อมูล และความรับผิดชอบ

อย่างไรก็ดี กรอบแนวทางนี้เป็นต้นแบบอ้างอิงที่แต่ละประเทศสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เกิดความสอดคล้องและความร่วมมือข้ามพรมแดนมากขึ้น การกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจน การแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม จะช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานประสานกันได้อย่างเป็นระบบและขยายผลได้ในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม การนำกรอบแนวทางดังกล่าวไปปฏิบัติจริงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และความเสี่ยงยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...