“สส.เอกภพ” เสนอปรับ “อาสาพยาบาลชุมชน” เปลี่ยนชื่อเป็น “นักบริบาลชุมชน” ลดแรงต้านวิชาชีพ
เชื่อรัฐบาลยังมีโอกาสปรับรูปแบบโครงการให้เหมาะสมมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องยุติโครงการทั้งหมด ชี้ 8 จุดต่าง “อาสาพยาบาล” เทียบโมเดลนักบริบาลชุมชน เตือนตัดหลักการสำคัญ เสี่ยงโครงการไม่ยั่งยืน ขณะที่เครือข่ายพยาบาลวิชาชีพ เสนอพัฒนาทักษะ อสม. กังวลนโยบายใหม่ สร้างความเหลื่อมล้ำ เพิ่มภาระงบประมาณระยะยาว
วันนี้ (17 ต.ค. 69) จากกรณีสมาคมพยาบาลเริ่มรวบรวมรายชื่อ คัดค้านโครงการอาสาพยาบาลชุมชน โดยแสดงความกังวลต่อการฝึกอบรมเพียง 240 ชั่วโมง เพื่อให้เข้าไปดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยงและผู้ที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษนั้น
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และรองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ The Active ว่า รัฐบาลยังมีโอกาสปรับรูปแบบโครงการให้เหมาะสมมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องยุติโครงการทั้งหมด แต่ควรพิจารณาทบทวนกลุ่มผู้ปฏิบัติงาน ชื่อเรียก และขอบเขตหน้าที่ให้ชัดเจน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและลดความขัดแย้งกับบุคลากรในวิชาชีพพยาบาล
เอกภพ กล่าวว่า “ผมคิดว่ามีโอกาสถอยนะ โอกาสปรับดีกว่า” โดยเห็นว่าโครงการยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ เนื่องจากการดำเนินงานที่ผ่านมาใช้เวลาค่อนข้างมาก และยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการดำเนินงานในแต่ละกลุ่มของผู้เข้าร่วมโครงการ มีโอกาสปรับนะ เพราะว่าจากตัวปฏิทินในการดำเนินงาน มันก็ล่าช้าอยู่เหมือนกัน
เอกภพ อธิบายว่า โครงการอาสาพยาบาลชุมชนแบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็น 3 กลุ่ม แต่ในระยะที่ผ่านมา การอบรมสามารถดำเนินการได้เฉพาะกลุ่มที่ 3 หรือกลุ่ม C ซึ่งเป็นพยาบาลวิชาชีพ ขณะที่กลุ่ม A และ B ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทั้งสายสุขภาพและสาขาอื่น ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในการดำเนินงาน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า รัฐบาลจะปรับรูปแบบการดำเนินโครงการอย่างไร โดยเอกภพมองว่า การดำเนินงานที่ยังมีข้อจำกัดและความไม่ชัดเจน อาจเป็นสัญญาณให้ผู้เกี่ยวข้องกลับมาทบทวนว่า รูปแบบที่กำหนดไว้มีความเหมาะสมกับการปฏิบัติงานจริงหรือไม่
ก็เป็นไปได้ที่จะปรับนะ แต่ว่าพยาบาลที่จบวิชาชีพเดินหน้าต่อ ซึ่งอันนี้มันก็เป็นพยาบาลแคทซี ตรงกับนโยบายที่หาเสียงไว้ แล้วก็ปัญหาน้อย
สำหรับกลุ่มพยาบาลวิชาชีพ เอกภพเห็นว่าสามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ เนื่องจากมีความสอดคล้องกับนโยบายที่ประกาศไว้ และมีข้อกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานน้อยกว่าอีก 2 กลุ่ม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเสียดาย คือ จำนวนผู้สมัครในกลุ่มนี้ยังมีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
“น่าเสียดาย คือ คนที่สมัครในแทร็กซี คือ พยาบาลวิชาชีพ มีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ก็สมัคร 500 คนเอง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ประมาณสัก 8%”
เอกภพจึงเสนอว่า หากรัฐบาลกำหนดให้กลุ่มพยาบาลวิชาชีพเป็นองค์ประกอบหลักของโครงการอาสาพยาบาลชุมชน ก็มีแนวโน้มที่จะเดินหน้าต่อได้ โดยมีปัญหาและแรงต้านน้อยกว่า
ผมคิดว่าถ้าพยาบาลในกลุ่มแทร็ก C ให้เป็นองค์ประกอบหลักของโครงการพยาบาลอาสา ซึ่งชื่อมันจะเป็นชื่อนี่แหละ พยาบาลอาสา ก็จะไปต่อได้ไม่มีปัญหา คือ ปัญหาน้อย
ขณะที่กลุ่ม A และ B เป็นส่วนที่ควรนำกลับมาทบทวนอย่างจริงจัง เนื่องจากมีข้อกังวลเกี่ยวกับคุณสมบัติ การฝึกอบรม และขอบเขตการปฏิบัติงาน ตลอดจนความเข้าใจของสังคมต่อบทบาทของผู้ปฏิบัติงานเมื่อใช้ชื่อที่เชื่อมโยงกับวิชาชีพพยาบาล
เสนอเปลี่ยนชื่อเป็น “นักบริบาลชุมชน” เน้นดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง
เอกภพเสนอว่า หากต้องการให้โครงการตอบโจทย์วัตถุประสงค์และมีรูปแบบการทำงานที่ใกล้เคียงกับข้อเสนอที่เคยเผยแพร่ไว้ ควรพิจารณาเปลี่ยนชื่อจาก “อาสาพยาบาลชุมชน” เป็น “นักบริบาลชุมชน” ซึ่งเป็นชื่อที่มีการใช้อยู่แล้ว
เหตุผลสำคัญคือคำว่า “อาสาพยาบาล” อาจทำให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับขอบเขตวิชาชีพ รวมถึงสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทและความสามารถของผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะเมื่อผู้เข้าร่วมบางกลุ่มไม่ได้จบการศึกษาด้านพยาบาลวิชาชีพ
“การเปลี่ยนชื่อ แทนที่จะใช้คำว่าอาสาพยาบาล ซึ่งก็จะติดปัญหาเรื่องขอบเขตวิชาชีพ แล้วก็การใช้แบรนด์เนมของวิชาชีพพยาบาล ถ้าสร้างความเข้าใจผิด ปัญหาก็จะน้อยลง ก็คือไปเรียกให้ตรงกับขอบเขตงานและความต้องการของชุมชน ก็คือนักบริบาลชุมชน ซึ่งเป็นชื่อที่มีอยู่แล้ว”
เอกภพเห็นว่า การปรับชื่อควรดำเนินควบคู่กับการกำหนดภารกิจให้ชัดเจน โดยเน้นการทำงานด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงแบบเต็มเวลา หรือ Caregiver (CG) เป็นหลัก พร้อมเพิ่มศักยภาพผ่านการฝึกอบรมเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติงานควรทำงานร่วมกับหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ รวมถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และมีระบบประเมินความรู้ความสามารถที่เข้มข้นขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนและครอบครัวของผู้ที่ต้องได้รับการดูแล
“ทำงานกับหน่วยปฐมภูมิ รพ.สต.ได้ แล้วก็มีการประเมินที่เข้มข้นขึ้น อันนี้หมายว่าชุมชนก็เข้าใจได้ แล้วก็เป็นความต้องการของผู้สูงอายุบ้านติดเตียง”
ส่วนการขยายขอบเขตการทำงานไปยังกลุ่มประชาชนอื่น ๆ เอกภพเห็นว่าสามารถพิจารณาได้เช่นกัน เนื่องจากแต่ละชุมชนมีปัญหาและความต้องการด้านสุขภาพแตกต่างกัน แต่ไม่ควรกำหนดภารกิจจากส่วนกลางโดยไม่พิจารณาสถานการณ์จริงในพื้นที่ ขอบเขตงานด้านอื่น ผมคิดว่าก็ขยายได้ เพราะว่ามันก็มีความต้องการอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าอันนี้ต้องยกให้ทางพื้นที่เขาเป็นคนประเมิน
ตัวอย่างเช่น การดูแลแม่และเด็ก ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจมีความต้องการไม่เท่ากัน รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหาสุขภาพจิต ผู้ใช้สารเสพติด หรือกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเฉพาะด้าน โดยควรพิจารณาว่าผู้ปฏิบัติงานในโครงการจะสามารถสนับสนุนการทำงานของบุคลากรที่เกี่ยวข้องได้อย่างไร
เอกภพมองว่า การกำหนดบทบาทให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน จะช่วยให้โครงการมีทิศทางชัดเจนขึ้น ทั้งยังช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับการทำงานทับซ้อนกับบุคลากรวิชาชีพ และทำให้การพัฒนาศักยภาพผู้ปฏิบัติงานตรงกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
เอกภพย้ำว่า ช่วงเวลานี้ยังเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะทบทวนขอบเขตงานและปรับรูปแบบโครงการให้เหมาะสม โดยหากยอมปรับแก้ ก็จะช่วยให้โครงการตอบสนองความต้องการของประชาชนในชุมชนได้มากขึ้น แต่หากยังเดินหน้าต่อโดยไม่รับฟังข้อกังวล อาจต้องเผชิญแรงต้านที่เพิ่มขึ้น
“ก็คิดว่ามันก็เป็นโอกาสที่จะปรับขอบเขตงานในช่วงที่มันยังพอจะปรับได้ ซึ่งถ้ารัฐบาลยอมปรับ ก็จะเป็นประโยชน์ ตอบโจทย์ชุมชนมากขึ้น แต่ถ้าไม่ยอมปรับก็จะเจอแรงต้าน”
เอกภพระบุว่า ปัญหาที่น่ากังวลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงข้อถกเถียงเรื่องชื่อโครงการหรือระยะเวลาการฝึกอบรม แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่างผู้เข้าร่วมโครงการกับพยาบาลวิชาชีพ ซึ่งต้องทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลหรือ Supervisor
หากพยาบาลวิชาชีพมีทัศนคติที่ไม่เห็นด้วยกับรูปแบบการดำเนินงานของอาสาพยาบาลในกลุ่ม A และ B ก็อาจทำให้การประสานงานและการทำงานร่วมกันเป็นไปได้ยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันดูแลประชาชนในระบบสุขภาพปฐมภูมิ
“มันก็จะเกิดปัญหาแรงเสียดทานในชุมชน แรงเสียดทานกับพยาบาล ซึ่งต้องทำหน้าที่เป็น supervisor แล้วพอมีทัศนคติที่ไม่โอเคกับอาสาพยาบาลกลุ่ม A-B มันก็ยากที่จะทำงานร่วมกัน”
เอกภพกล่าวเพิ่มเติมว่า ความขัดแย้งดังกล่าวอาจส่งผลต่อความยั่งยืนของโครงการในระยะยาว ทำให้การขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทำได้ยาก และอาจกระทบต่อการดำเนินโครงการในรุ่นถัดไป มันก็จะโอกาสที่จะขยายผลเรื่องนี้มันก็จะยากขึ้น แล้วก็อาจจะเหลือแค่รุ่นเดียว ไม่ถูกต่อโครงการ”
เครือข่ายพยาบาลเรียกร้องรัฐบาล ยกเลิกโครงการ “อาสาพยาบาลชุมชน” (อสพ.)
ก่อนหน้านี้ สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ พร้อมภาคีเครือข่ายวิชาชีพทางการแพทย์ เปิดแคมเปญรวบรวม 100,000 รายชื่อ เพื่อยื่นคำขาดเรียกร้องให้รัฐบาลยุติและระงับโครงการ “อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.)”
ประกาศชูธงเตือนสติสังคมว่า ชีวิตและสุขภาพของประชาชนไม่ใช่ห้องทดลองนโยบาย พร้อมกันนั้นยังได้ตั้งข้อสงสัยเชิงนโยบายว่าการจัดตั้ง อสพ. ซึ่งได้รับการผลักดันอย่างรวดเร็วโดยรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข มีวาระซ่อนเร้นในการสร้างหัวคะแนนทางการเมืองระดับรากหญ้าให้แก่ค่ายการเมืองสีน้ำเงินหรือไม่
ความกังวลลำดับแรกที่สมาคมพยาบาลฯ และสภาการพยาบาลยกขึ้นมาเป็นข้อคัดค้านหลัก คือ ความเหลื่อมล้ำทางสมรรถนะและความปลอดภัยของผู้ป่วย
ความแตกต่างของโครงสร้างการผลิตบุคลากร
มิติการเปรียบเทียบ พยาบาลวิชาชีพ (RN) อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) ระยะเวลาการศึกษา/อบรม ศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา 4 ปีเต็ม(มากกว่า3,000 ชั่วโมง) การอบรมระยะสั้นเร่งด่วนเพียง 240 ชั่วโมง การประเมินและรับรอง ต้องสอบผ่านการวัดผลและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ผ่านเกณฑ์การอบรมตามหลักสูตรเฉพาะกิจ สมรรถนะทางคลินิก วิเคราะห์ภาวะวิกฤต, ประเมินความเสี่ยง, ทำหัตถการซับซ้อน งานสนับสนุนและติดตามอาการพื้นฐาน สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย มี พ.ร.บ. วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์รองรับ ไม่มีกฎหมายวิชาชีพรองรับ เสี่ยงกระทำผิดอาญา
สมาคมพยาบาลฯ เน้นย้ำว่า การดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้สูงอายุ, ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (NCDs), หญิงตั้งครรภ์ และเด็ก ต้องอาศัยทักษะการประเมินสัญญาณอันตรายทางคลินิกอย่างเที่ยงตรง ความล่าช้าหรือความผิดพลาดในการประเมินอาการเพียงเสี้ยวนาทีจากการขาดความเชี่ยวชาญ อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ความพิการ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้
ดังนั้น การส่งผู้ผ่านการอบรมระยะสั้นเพียง 240 ชั่วโมงเข้าไปปฏิบัติงานที่ต้องใช้ทักษะทางวิชาชีพ จึงเป็นการเปรียบเสมือนการนำชีวิตของประชาชนไปเสี่ยงบนห้องทดลองเชิงนโยบายอย่างสิ้นเชิง
นอกจากมิติความปลอดภัยทางคลินิกแล้ว ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2525 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) หัตถการทางการพยาบาล เช่น
- การล้างแผลกดทับระดับรุนแรง
- การฉีดยาและการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
- การเจาะเลือด
- การเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะ หรือสายอาหาร
งานเหล่านี้เป็นสิทธิและหน้าที่โดยเฉพาะของผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หาก อสพ. ได้รับมอบหมายหรือเข้าไปดำเนินการหัตถการเหล่านี้โดยไม่มีใบอนุญาต ย่อมเข้าข่ายความผิดทางอาญาฐานประกอบวิชาชีพการพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตทันที
หากเกิดเหตุผิดพลาดจนทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ภาระความรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง และทางอาญา กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือรับอันตรายสาหัส จะตกอยู่กับตัว อสพ. ผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนพยาบาลวิชาชีพผู้ทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” หรือผู้สั่งการมอบหมายงาน ในขณะที่ผู้กำหนดนโยบายระดับกระทรวงกลับลอยตัวอยู่เหนือความรับผิดชอบทางกฎหมายเหล่านี้
นายแพทย์ชาติชัย อติชาติ จากกลุ่มประชาคมแพทย์ ตั้งข้อสังเกตนโยบายนำอาสาพยาบาลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุข เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร อาจไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด และควรพิจารณาความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่มีอยู่แล้วในระบบ
“นโยบายดังกล่าว หากทำตามแผนระยะยาว ที่ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน จะมีภาระงบประมาณผูกพันสูงถึงปีละ 13,000 ล้านบาท”
ขณะที่บทบาทของอาสาพยาบาลชุมชน อาจจำกัดอยู่ในงานบางประเภท เช่น การทำแผล เจาะเลือด และติดตามผู้ป่วย จึงต้องพิจารณาว่า การลงทุนในรูปแบบนี้ จะช่วยแก้ปัญหากำลังคนได้มากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มจำนวนพยาบาลวิชาชีพ และบุคลากรประจำให้เพียงพอต่อความต้องการ
อีกประเด็นที่น่ากังวล คือความเหลื่อมล้ำด้านค่าตอบแทน ระหว่างอาสาพยาบาล ซึ่งมีข้อเสนอค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท กับ อสม. ที่ทำงานดูแลสุขภาพประชาชนในชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ได้รับค่าตอบแทนแตกต่างกันอย่างมาก อาจนำไปสู่ความรู้สึกไม่เป็นธรรม และความขัดแย้งระหว่างบุคลากรในระบบ
แม้กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า อาสาพยาบาลชุมชนไม่ได้มีขึ้นเพื่อทดแทนพยาบาลวิชาชีพ แต่เป็นกำลังเสริม ดูแลผู้ป่วยในชุมชนแต่นายแพทย์ชาติชัย เสนอให้พิจารณาพัฒนาทักษะ อสม. และบุคลากรที่มีอยู่เดิม ให้สามารถมีส่วนร่วม ดูแลผู้ป่วยในชุมชนได้มากขึ้น ควบคู่กับการจัดสรรกำลังคนวิชาชีพให้เพียงพอ และควรประเมินความจำเป็น และความคุ้มค่าของนโยบายอาสาพยาบาลชุมชนอย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำและภาระด้านงบประมาณในระยะยาว
นอกจากนี้เอกภพ ยังโพสต์ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายอาสาพยาบาลลงในเฟซบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่าโครงการอาสาพยาบาลมีความจำเป็น โดยยกโมเดลต้นแบบนักบริบาลชุมชนว่า เป็นโปรแกรมที่ช่วยดูแลผู้สูงอายุในชุมชนได้ดี ผมศึกษาเปรียบเทียบโมเดลต้นแบบกับโครงการอาสาพยาบาล พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า อสพ. นำเอาต้นแบบมาไม่หมด โดยทิ้งส่วนสำคัญไปดังนี้
1. โมเดลต้นแบบ ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกนักบริบาลโดยชุมชน ขณะที่โครงการ อสพ. กลับพบว่าสมาชิกในชุมชนไม่มีอำนาจคัดเลือกเลย
จะสมัครเป็นนักบริบาลชุมชนได้ ผู้สมัครต้องหยั่งเสียงสมาชิกชุมชนว่าเห็นชอบหรือไม่ ดังนั้น นักบริบาลที่เรียนจบมาเป็นผู้ปฏิบัติงานจึงได้รับความไว้วางใจจากชุมชน ได้รับอนุญาตให้เข้าบ้านไปดูแลสมาชิกในครอบครัว
2. ผู้ปฏิบัติงานในโมเดลต้นแบบไม่เน้นวุฒิปริญญา เพียงมีทักษะพื้นฐาน ชุมชนยอมรับ มียานพาหนะ ขณะที่ อสพ. ใช้วุฒิปริญญามาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการจ้างงาน โมเดลต้นแบบจึงสร้างงานสร้างอาชีพสำหรับคนทุกระดับการศึกษา
3. โมเดลต้นแบบ นักบริบาลเน้นบริการคนในหมู่บ้าน จึงดูแลได้ค่อนข้างทั่วถึง ขณะที่ อสพ. 1 คนดูแลคนทั้งตำบล ทำให้การดูแลเสี่ยงที่จะไม่ทั่วถึง
4. โมเดลต้นแบบเน้นการบริบาลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ช่วยเหลือการใช้ชีวิตประจำวัน แล้วขยายบริการเพิ่มความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน บริการฟื้นฟู ดูแลโภชนาการ ในขณะที่ อสพ. มีขอบเขตงานกว้าง ไม่เน้นการช่วยเหลือการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อขอบเขตงานจะได้ไม่ทับซ้อนกับนักบริบาลหรือ CG
5. โมเดลต้นแบบ เน้นการตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน ทำงานร่วมกับ รพ.สต. รพช. และท้องถิ่น เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียพึงพอใจในการปฏิบัติงาน จนท้องถิ่นตัดสินใจจัดสรรงบประมาณระยะยาวเพื่อจ้างงาน ขณะที่โครงการ อสพ. ใช้งบประมาณจากส่วนกลาง โมเดลต้นแบบใช้เงินจากท้องถิ่นจ่าย ขณะที่โครงการ อสพ. ใช้เงินจากประชาชนทั่วประเทศจ่าย
6. โมเดลต้นแบบ มองนักบริบาลเป็น “อาชีพ” โดยท้องถิ่นเป็นนายจ้าง ขณะที่โครงการ อสพ. มองผู้ปฏิบัติงานเป็น “อาสา” เพื่อจะได้เลี่ยงความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง
7. โมเดลต้นแบบจ่ายค่าตอบแทนนักบริบาลตั้งแต่ช่วงฝึกอบรม เพราะยอมรับความจริงที่ว่า ช่วงเวลาการฝึกอบรม นักบริบาลก็ต้องการรายได้เพื่อจุนเจือตนเองและครอบครัว ขณะที่โครงการ อสพ. รัฐบาลไม่จ่ายค่าตอบแทนระหว่างฝึกอบรม
8. โมเดลต้นแบบ นักบริบาลฝึกอบรม 6 เดือน ขณะที่ อสพ.ฝึกอบรม 1-2 เดือน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เหมือนกันของทั้ง 2 โครงการ คือ ข้อกำหนดที่ อสพ. ต้องทำงานเต็มเวลา ได้รับค่าจ้างที่พอจะเลี้ยงชีพได้
ผมเห็นว่าท่านปลัดควรระมัดระวังในการอ้างว่าโครงการนักบริบาลชุมชนเป็นโมเดลต้นแบบของโครงการอาสาพยาบาล เพราะกระทรวงตัดหลักการสำคัญทิ้งไปพอสมควร
หากโครงการไม่ประสบความสำเร็จ ผมเกรงว่าโมเดลต้นแบบจะเสียชื่อไปด้วย