“ราคาน้ำมันโลก” พุ่ง เบรนท์ทะลุ 105 ดอลลาร์ หลังสหรัฐโจมตีเกาะเกชม์ของอิหร่าน
"ราคาน้ำมันโลก" พุ่ง เบรนท์ทะลุ 105 ดอลลาร์ หลังสหรัฐโจมตีเกาะเกชม์ของอิหร่าน แม้ทั้งสองฝ่ายส่งสัญญาณพร้อมเจรจายุติสงคราม ท่ามกลางความกังวลเงินเฟ้อ
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เวลา 13.40 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังมีรายงานว่าสหรัฐเปิดปฏิบัติการโจมตีเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ของอิหร่านเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ
*ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.97% อยู่ที่ 105.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) เพิ่มขึ้น 0.97% อยู่ที่ 97.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล*
การฟื้นตัวของราคาน้ำมันเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากราคาน้ำมันร่วงลงมากกว่า 7% เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังประธานาธิบดีสหรัฐและอิหร่านส่งสัญญาณเปิดกว้างต่อการใช้แนวทางการทูตเพื่อยุติสงครามระหว่างสองประเทศ
ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 ท่ามกลางความวิตกว่าสหรัฐฯ อาจเพิ่มปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอม
หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า รัฐบาลวอชิงตันได้โจมตีเกาะเกชม์ของอิหร่านเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และสหรัฐฯ ยังดำเนินปฏิบัติการโจมตีทางทหารในวงจำกัดต่ออิหร่านอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
รายงานระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวถูกดำเนินการอย่างไม่เปิดเผยมากนัก เพื่อหลีกเลี่ยงการส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ กำลังเตรียมยกระดับความขัดแย้งครั้งใหญ่ โดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รายหนึ่งที่ไม่เปิดเผยชื่อ
อย่างไรก็ตาม แม้สหรัฐฯ ยังคงดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน แต่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการหาทางออกผ่านการเจรจาทางการทูตควบคู่กันไป
เจ.ดี. แวนซ์ (JD Vance) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า ทั้งเขาและประธานาธิบดีทรัมป์มีความเชื่อมั่นต่อโอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงผ่านการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง
ขณะที่ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ระบุเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการยุติสงครามกับอิหร่านด้วยวิธีทางการทูต และไม่ประสงค์ใช้กำลังทหารหากสามารถหลีกเลี่ยงได้
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันอัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ให้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลทรัมป์ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายน
นอกจากนี้ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นยังเพิ่มความท้าทายต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาภูมิภาค 2 แห่ง ส่งสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยอาจจำเป็นต้องปรับเพิ่มขึ้นอีก เพื่อควบคุมแรงกดดันเงินเฟ้อ
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแม้จะช่วยชะลอเงินเฟ้อ แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มภาระต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและผู้บริโภค
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดน้ำมันโลกยังคงอ่อนไหวต่อพัฒนาการของสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน โดยนักลงทุนต้องติดตามทั้งความคืบหน้าของการเจรจาทางการทูตและความเสี่ยงจากการยกระดับปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในระยะต่อไป
อ้างอิง : www.cnbc.com