โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก Acromegaly โรคพบได้ยากแทบไม่แสดงอาการ หลังนักดนตรีโพสต์ตามหาหมอเขียนโน้ตทักป่วย

News In Thailand

เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • oum
นักดนตรีมือเบสโพสต์ตามหาหมอเขียนโน้ตเตือนสงสัยป่วย โรคอะโครเมกาลี กลางคอนเสิร์ต ล่าสุดผ่าตัดปลอดภัย ได้ขอบคุณหมอส่วนตัวแล้ว

นักดนตรีมือเบสโพสต์ตามหาแพทย์ผู้มีพระคุณ หลังได้รับกระดาษโน้ตเตือนสงสัยป่วยภาวะ "โรคอะโครเมกาลี" กลางงานคอนเสิร์ต เผยตรวจพบโรคจริงและเข้ารับการผ่าตัดรักษาจนปลอดภัยแล้ว

กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก "ฟอร์ด เอซ โซ่" ซึ่งเป็นนักดนตรีมือเบส ได้ออกมาโพสต์ตามหาแพทย์ที่ส่งกระดาษโน้ตมาให้ในงาน Cat เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน โดยข้อความในโน้ตระบุว่า "ขอโทษนะคะ เป็นหมอนะคะ พอดีสังเกตเห็นมือเบส ไม่แน่ใจว่ามีตรวจสุขภาพ หรือพบหมอเป็นประจำหรือเปล่าคะ สงสัยอยากให้ตรวจเพิ่ม ภาวะ acromegaly ค่ะ"

เจ้าของโพสต์ระบุว่า ตัวเองไม่มีอาการแสดงใดๆ แต่ได้ไปเข้ารับการตรวจตามคำทักทายของหมอ จนพบโรคและเข้ารับการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี ขณะนี้กลับมาพักฟื้นที่บ้านแล้ว จึงอยากตามหาเพื่อขอบคุณแพทย์ท่านนี้เป็นการส่วนตัว ซึ่งล่าสุดได้อัปเดตว่าได้ติดต่อขอบคุณหมอเรียบร้อยแล้ว

ทีมข่าวจะพาไปรู้จัก “โรคอะโครเมกาลี” พร้อมเปิดสาเหตุ วิธีสังเกตอาการ แนวทางการรักษาที่ควรรู้ เพราะถ้าหากไม่ได้รับการรักษา ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ และสิทธิในการรักษา

Acromegaly คือโรคอะไร
โรคอะโครเมกาลี (Acromegaly) คือ โรคเรื้อรังที่พบได้ยาก เกิดจากร่างกายผลิตโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) มากเกินไป ส่งผลให้กระดูกและเนื้อเยื่อบางส่วนเจริญเติบโตผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณมือ เท้า และใบหน้า มักเกิดขึ้นในผู้ใหญ่ที่กระดูกหยุดเจริญเติบโตด้านความยาวแล้ว

สาเหตุของโรค Acromegaly (อะโครเมกาลี)
โรคอะโครเมกาลีเกิดจากเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงบริเวณต่อมใต้สมอง (Pituitary Adenoma) เป็นสาเหตุหลักถึงกว่า 98% ซึ่งเป็นเนื้องอกชนิดไม่ใช่มะเร็ง (Benign tumor) เป็นต่อมขนาดเล็กบริเวณฐานสมอง มีหน้าที่ผลิตและควบคุมฮอร์โมนสำคัญหลายชนิดในร่างกาย

เมื่อเกิดเนื้องอกที่ผลิตโกรทฮอร์โมนมากเกินไป จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างฮอร์โมน IGF-1 (Insulin-like Growth Factor 1) เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้กระดูกและเนื้อเยื่อเจริญเติบโตผิดปกติอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ หากเนื้องอกมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจกดเบียดเส้นประสาทตาบริเวณใกล้เคียง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะหรือการมองเห็นผิดปกติร่วมด้วย

วิธีสังเกตอาการโรค Acromegaly (อะโครเมกาลี)
โรคอะโครเมกาลีมีลักษณะเด่นคือ ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่ค่อยๆ เกิดขึ้นเป็นเวลาหลายปี โดยอาการที่เกิดขึ้นได้ในกลุ่มผู้ป่วย ประกอบด้วย ดังนี้

มือและเท้าใหญ่ขึ้นผิดปกติ นิ้วมือหนาขึ้น แหวนที่เคยสวมได้เริ่มคับ หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนรองเท้าเป็นขนาดใหญ่ขึ้น
ใบหน้าและขากรรไกรเปลี่ยนแปลง โหนกคิ้วเด่นชัด คางยื่น จมูกและริมฝีปากใหญ่ขึ้น รวมถึงฟันเริ่มห่าง
เหงื่อออกมากผิดปกติ ผู้ป่วยอาจมีเหงื่อออกมากกว่าปกติ แม้ไม่ได้ออกกำลังกายหรืออยู่ในสภาพอากาศร้อน
ปวดข้อ มีอาการปวดตามข้อต่างๆ จากความผิดปกติของกระดูก กระดูกอ่อน และเนื้อเยื่อรอบข้อ
ปวดศีรษะ อาจเกิดจากเนื้องอกบริเวณต่อมใต้สมอง หรือกลไกอื่นที่เกี่ยวข้องกับโรค
อาการจากฮอร์โมนเพศทำงานลดลง ประจำเดือนผิดปกติในผู้หญิง หรือความต้องการทางเพศลดลง
การมองเห็นภาพผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อเนื้องอกมีขนาดใหญ่จนกดเบียดเส้นประสาทตา
อ่อนเพลียรู้สึกเหนื่อยล้าหรือไม่มีแรงมากกว่าปกติ
น้ำหนักเพิ่มขึ้น อาจพบร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อและระบบเผาผลาญ
นอกจากความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายแล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจร่วมด้วย ซึ่งอาจทำให้การวินิจฉัยโรคอะโครเมกาลีล่าช้า เนื่องจากอาการเหล่านี้พบได้ในโรคทั่วไปเช่นกัน

อาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์
หากสังเกตว่ามือ เท้า หรือใบหน้ามีขนาดเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อ ซึ่งอาจพิจารณาตรวจเลือดเพื่อวัดระดับฮอร์โมน IGF-1 ตรวจการตอบสนองของโกรทฮอร์โมน

แนวทางการรักษาโรค Acromegaly (อะโครเมกาลี)
โรคอะโครเมกาลีสามารถรักษาและควบคุมโรคได้ โดยผู้ป่วยบางรายอาจเข้าสู่ภาวะโรคสงบหลังการรักษา ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของเนื้องอก ระดับฮอร์โมน และการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย โดยการรักษามี 3 วิธี ได้แก่

-การผ่าตัดเนื้องอก เป็นวิธีรักษาหลักสำหรับผู้ป่วยจำนวนมาก เพื่อช่วยลดการผลิตโกรทฮอร์โมนที่มากผิดปกติ
-การใช้ยา ช่วยลดการหลั่งโกรทฮอร์โมนหรือยับยั้งการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน
-การฉายรังสี อาจใช้ในผู้ป่วยบางรายที่การผ่าตัดและการใช้ยา แต่ยังไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างเพียงพอ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...