ทส. เคาะ 5 มาตรการสู้ฝุ่น PM2.5 ปี 2570 ลุยจัดการต้นทาง ตั้งเป้าลดพื้นที่เผาไหม้และมลพิษ 10%
วานนี้(5 พฤศจิกายน) รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สั่งการทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในปี 2570 โดยเน้นการจัดการมลพิษตั้งแต่ต้นทาง ครอบคลุมการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรและป่าไม้ การตรวจเข้มรถควันดำ และการกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรม ก่อนเข้าสู่ฤดูกาลฝุ่น
การสั่งการดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 และพิจารณามาตรการรับมือไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2570 เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ณ กรมควบคุมมลพิษ โดยมี สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือ
สุรินทร์เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการต่อร่างมาตรการรับมือฝุ่นละออง ซึ่งครอบคลุมการดำเนินงาน 5 ด้านหลัก ได้แก่
- ควบคุมการเผาในภาคเกษตร: ส่งเสริมการทำเกษตรปลอดการเผา สนับสนุนเครื่องจักรจัดการเศษวัสดุ เปิดโอกาสให้เอกชนร่วมสนับสนุนผ่านแพลตฟอร์ม และจัดทำแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงระดับจังหวัด
- ป้องกันไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง 14 กลุ่มป่า: ใช้กำลังพลและโดรนเฝ้าระวัง พร้อมร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำเทคโนโลยีกล้องตรวจจับความร้อนติดตั้งในพื้นที่ป่าเพื่อระบุพิกัดอย่างแม่นยำ ช่วยให้เข้าดับไฟได้รวดเร็วขึ้น
- ลดฝุ่นในเขตเมือง: ตรวจเข้มรถควันดำ อู่รถโดยสาร พื้นที่ก่อสร้าง และโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงขยายเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) และส่งเสริมโครงการ Greenlist Plus
- แก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน: บูรณาการความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน
- สื่อสารแจ้งเตือนและดูแลสุขภาพ: แจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นอย่างรวดเร็วและดูแลรักษาสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
สำหรับเป้าหมายการลดมลพิษในปี 2570 ทส. กำหนดเป้าหมายลดพื้นที่เผาไหม้ในป่าไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ลดพื้นที่เผาในภาคเกษตรร้อยละ 10–15 ลดค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ร้อยละ 5–10 และลดจำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐานร้อยละ 5–15 เมื่อเทียบกับฐานข้อมูลปี 2569 พร้อมกันนี้ได้เร่งเตรียมงบประมาณสนับสนุนการป้องกันไฟป่า การปฏิบัติการฝนหลวงหรือดัดแปรสภาพอากาศ รวมถึงการจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่นและอุปกรณ์ป้องกันสำหรับประชาชน
ร่างมาตรการดังกล่าวจะถูกนำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทันต่อสถานการณ์ และลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม