“จีน” โต้ยุโรป ปมค่าเงินหยวน ยันไม่เคยกดค่าเงินหวังได้เปรียบการค้า
"จีน" ปฏิเสธกดค่าเงินหยวนหวังได้เปรียบการค้า หลังยุโรปกดดันให้หยวนแข็งค่า ท่ามกลางยอดเกินดุลการค้าทุบสถิติเกือบ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์
วันที่ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 10.52 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ธนาคารกลางจีน (People's Bank of China: PBOC) ออกมาปกป้องนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศ โดยยืนยันว่า จีนไม่เคยดำเนินนโยบายลดค่าเงินหยวนเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า หลังประเทศในยุโรปเพิ่มแรงกดดันให้จีนปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดดุลการค้าและการทะลักเข้ามาของสินค้าส่งออกจากจีน
ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลของผู้นำยุโรปต่อการขยายตัวของยอดเกินดุลการค้าจีน ซึ่งอาจนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “China Shock 2.0” หรือผลกระทบระลอกใหม่จากการส่งออกสินค้าจีนจำนวนมหาศาลเข้าสู่ตลาดโลก จนเพิ่มแรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศคู่ค้า
ธนาคารกลางจีนระบุในแถลงการณ์ด้านนโยบาย ว่า จีนไม่มีความจำเป็นและไม่มีเจตนาใช้การอ่อนค่าของเงินหยวนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า พร้อมยืนยันว่าไม่เคยดำเนินนโยบายลดค่าเงินเพื่อแข่งขันกับประเทศอื่น (Competitive Currency Depreciation)
นอกจากนี้ PBOC ยังวิจารณ์แนวคิดที่กล่าวโทษอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศอื่นว่าเป็นสาเหตุของปัญหาความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรมที่ลดลง วินัยทางการคลังและการเงินที่อ่อนแอ ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยมองว่าการกล่าวโทษดังกล่าวเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในการปรับตัวและแก้ไขปัญหาภายในประเทศของตนเอง
การออกแถลงการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่มารอส เซฟโควิช (Maros Sefcovic) กรรมาธิการยุโรปด้านการค้า เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เพื่อหารือแนวทางลดการขาดดุลการค้าของสหภาพยุโรป (EU) กับจีน
จีนมียอดเกินดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์เกือบ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 คิดเป็นประมาณ 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่า การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ จะช่วยรักษาระดับการเกินดุลการค้าของจีนให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในปี 2569
อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางจีนยืนยันว่า ความแข็งแกร่งด้านการส่งออกของประเทศเป็นผลจากความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมจีนในตลาดโลก ไม่ใช่การใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างความได้เปรียบ
PBOC ระบุว่าประเทศที่มีการเกินดุลการค้าจำนวนมากในอดีตมักเป็นประเทศที่มีภาคการผลิตแข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนว่าความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเป็นปัจจัยสำคัญต่อดุลการค้า
ด้าน EU แสดงความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับความไม่สมดุลทางการค้ากับจีน หลังข้อมูลของสหภาพยุโรประบุว่า ยอดขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นแตะ 3.606 แสนล้านยูโร หรือประมาณ 4.04 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อนหน้า
คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เคยเรียกร้องเมื่อเดือนมิถุนายนให้ผู้นำประเทศต่าง ๆ หารือเกี่ยวกับประเด็นการประเมินค่าเงินหยวนที่ต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม โดยมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก
ขณะที่ ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ระบุว่า เงินหยวนอาจมีมูลค่าต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมประมาณ 25–30% พร้อมเรียกร้องให้มีการหารือกับจีนเกี่ยวกับนโยบายการเงิน
นอกจากนี้Goldman Sachs ประเมินเมื่อเดือนสิงหาคมว่า เงินหยวนมีมูลค่าต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมอย่างน้อย 20% ตามแบบจำลองการประเมินมูลค่าบางรูปแบบของธนาคาร โดยมองว่าการแข็งค่าของเงินหยวนจะช่วยลดการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงบรรเทาแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า
อย่างไรก็ตาม PBOC ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าว โดยระบุว่าอัตราแลกเปลี่ยนได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเงินหลายด้าน จึงไม่สามารถใช้ผลการประเมินจากแบบจำลองเพียงบางรูปแบบมาตัดสินว่าเงินหยวนมีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงได้
ธนาคารกลางจีน ระบุว่า กลไกตลาดมีบทบาทสำคัญในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน โดยธนาคารกลางไม่ได้กำหนดเป้าหมายระดับค่าเงินไว้ล่วงหน้า และไม่เข้าแทรกแซงแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนในระยะยาว
PBOC ยืนยันว่าจะรักษาความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน และเปิดให้เงินหยวนสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งในทิศทางแข็งค่าและอ่อนค่าตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและภาวะตลาด
ทั้งนี้ เงินหยวนแข็งค่าขึ้นประมาณ 4% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ต้นปี 2569 แม้ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะขยายตัวก็ตาม
ธนาคารกลางจีน ยังระบุว่า นับตั้งแต่การปฏิรูประบบอัตราแลกเปลี่ยนในปี 2548 เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐประมาณ 23% โดยเปลี่ยนจากระดับ 8.27 หยวนต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ประมาณ 6.7 หยวนต่อดอลลาร์ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม PBOC เตือนว่า แนวโน้มค่าเงินหยวนในระยะข้างหน้ายังคงมีความไม่แน่นอน เนื่องจากมีปัจจัยทั้งที่สนับสนุนการแข็งค่าและการอ่อนค่า ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนได้
นอกจากนี้ธนาคารกลางจีน เปิดเผยว่าจีนจะเริ่มรายงานข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับตลาดเงินตราต่างประเทศต่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
นอกเหนือจากการปกป้องนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ธนาคารกลางจีนยังเปิดเผยแนวทางปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะปี 2569–2573 โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ภายในประเทศมากขึ้น
แนวทางดังกล่าวประกอบด้วยการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ การขยายการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ และการยกระดับการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจภายในประเทศ
PBOC ระบุว่าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสมดุลของเศรษฐกิจจีน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้มีความสมดุลมากขึ้นในระยะยาว
ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับยุโรปที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมาตรการภาษีและการเข้าถึงตลาด แต่ยังขยายไปสู่ประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนและความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม
ขณะที่ยุโรปมองว่าการแข็งค่าของเงินหยวนอาจช่วยบรรเทาความไม่สมดุลทางการค้า จีนกลับยืนยันว่าความแข็งแกร่งด้านการส่งออกเกิดจากศักยภาพของภาคการผลิต และการแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลกจำเป็นต้องอาศัยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของแต่ละประเทศควบคู่กันไป
อ้างอิง : www.reuters.com