โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“จีน” โต้ยุโรป ปมค่าเงินหยวน ยันไม่เคยกดค่าเงินหวังได้เปรียบการค้า

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 09 ต.ค. เวลา 06.38 น.

"จีน" ปฏิเสธกดค่าเงินหยวนหวังได้เปรียบการค้า หลังยุโรปกดดันให้หยวนแข็งค่า ท่ามกลางยอดเกินดุลการค้าทุบสถิติเกือบ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์

วันที่ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 10.52 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ธนาคารกลางจีน (People's Bank of China: PBOC) ออกมาปกป้องนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศ โดยยืนยันว่า จีนไม่เคยดำเนินนโยบายลดค่าเงินหยวนเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า หลังประเทศในยุโรปเพิ่มแรงกดดันให้จีนปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดดุลการค้าและการทะลักเข้ามาของสินค้าส่งออกจากจีน

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลของผู้นำยุโรปต่อการขยายตัวของยอดเกินดุลการค้าจีน ซึ่งอาจนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “China Shock 2.0” หรือผลกระทบระลอกใหม่จากการส่งออกสินค้าจีนจำนวนมหาศาลเข้าสู่ตลาดโลก จนเพิ่มแรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศคู่ค้า

ธนาคารกลางจีนระบุในแถลงการณ์ด้านนโยบาย ว่า จีนไม่มีความจำเป็นและไม่มีเจตนาใช้การอ่อนค่าของเงินหยวนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า พร้อมยืนยันว่าไม่เคยดำเนินนโยบายลดค่าเงินเพื่อแข่งขันกับประเทศอื่น (Competitive Currency Depreciation)

นอกจากนี้ PBOC ยังวิจารณ์แนวคิดที่กล่าวโทษอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศอื่นว่าเป็นสาเหตุของปัญหาความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรมที่ลดลง วินัยทางการคลังและการเงินที่อ่อนแอ ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยมองว่าการกล่าวโทษดังกล่าวเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในการปรับตัวและแก้ไขปัญหาภายในประเทศของตนเอง

การออกแถลงการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่มารอส เซฟโควิช (Maros Sefcovic) กรรมาธิการยุโรปด้านการค้า เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เพื่อหารือแนวทางลดการขาดดุลการค้าของสหภาพยุโรป (EU) กับจีน

จีนมียอดเกินดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์เกือบ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 คิดเป็นประมาณ 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่า การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ จะช่วยรักษาระดับการเกินดุลการค้าของจีนให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในปี 2569

อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางจีนยืนยันว่า ความแข็งแกร่งด้านการส่งออกของประเทศเป็นผลจากความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมจีนในตลาดโลก ไม่ใช่การใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างความได้เปรียบ

PBOC ระบุว่าประเทศที่มีการเกินดุลการค้าจำนวนมากในอดีตมักเป็นประเทศที่มีภาคการผลิตแข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนว่าความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเป็นปัจจัยสำคัญต่อดุลการค้า

ด้าน EU แสดงความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับความไม่สมดุลทางการค้ากับจีน หลังข้อมูลของสหภาพยุโรประบุว่า ยอดขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นแตะ 3.606 แสนล้านยูโร หรือประมาณ 4.04 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อนหน้า

คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เคยเรียกร้องเมื่อเดือนมิถุนายนให้ผู้นำประเทศต่าง ๆ หารือเกี่ยวกับประเด็นการประเมินค่าเงินหยวนที่ต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม โดยมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก

ขณะที่ ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ระบุว่า เงินหยวนอาจมีมูลค่าต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมประมาณ 25–30% พร้อมเรียกร้องให้มีการหารือกับจีนเกี่ยวกับนโยบายการเงิน

นอกจากนี้Goldman Sachs ประเมินเมื่อเดือนสิงหาคมว่า เงินหยวนมีมูลค่าต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมอย่างน้อย 20% ตามแบบจำลองการประเมินมูลค่าบางรูปแบบของธนาคาร โดยมองว่าการแข็งค่าของเงินหยวนจะช่วยลดการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงบรรเทาแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า

อย่างไรก็ตาม PBOC ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าว โดยระบุว่าอัตราแลกเปลี่ยนได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเงินหลายด้าน จึงไม่สามารถใช้ผลการประเมินจากแบบจำลองเพียงบางรูปแบบมาตัดสินว่าเงินหยวนมีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงได้

ธนาคารกลางจีน ระบุว่า กลไกตลาดมีบทบาทสำคัญในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน โดยธนาคารกลางไม่ได้กำหนดเป้าหมายระดับค่าเงินไว้ล่วงหน้า และไม่เข้าแทรกแซงแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนในระยะยาว

PBOC ยืนยันว่าจะรักษาความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน และเปิดให้เงินหยวนสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งในทิศทางแข็งค่าและอ่อนค่าตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและภาวะตลาด

ทั้งนี้ เงินหยวนแข็งค่าขึ้นประมาณ 4% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ต้นปี 2569 แม้ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะขยายตัวก็ตาม

ธนาคารกลางจีน ยังระบุว่า นับตั้งแต่การปฏิรูประบบอัตราแลกเปลี่ยนในปี 2548 เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐประมาณ 23% โดยเปลี่ยนจากระดับ 8.27 หยวนต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ประมาณ 6.7 หยวนต่อดอลลาร์ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม PBOC เตือนว่า แนวโน้มค่าเงินหยวนในระยะข้างหน้ายังคงมีความไม่แน่นอน เนื่องจากมีปัจจัยทั้งที่สนับสนุนการแข็งค่าและการอ่อนค่า ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนได้

นอกจากนี้ธนาคารกลางจีน เปิดเผยว่าจีนจะเริ่มรายงานข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับตลาดเงินตราต่างประเทศต่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

นอกเหนือจากการปกป้องนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ธนาคารกลางจีนยังเปิดเผยแนวทางปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะปี 2569–2573 โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ภายในประเทศมากขึ้น

แนวทางดังกล่าวประกอบด้วยการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ การขยายการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ และการยกระดับการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจภายในประเทศ

PBOC ระบุว่าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสมดุลของเศรษฐกิจจีน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้มีความสมดุลมากขึ้นในระยะยาว

ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับยุโรปที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมาตรการภาษีและการเข้าถึงตลาด แต่ยังขยายไปสู่ประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนและความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม

ขณะที่ยุโรปมองว่าการแข็งค่าของเงินหยวนอาจช่วยบรรเทาความไม่สมดุลทางการค้า จีนกลับยืนยันว่าความแข็งแกร่งด้านการส่งออกเกิดจากศักยภาพของภาคการผลิต และการแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลกจำเป็นต้องอาศัยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของแต่ละประเทศควบคู่กันไป

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจจีน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...