ชาตินี้ข้าไม่ขอเป็นสตรีตัวแทน
ข้อมูลเบื้องต้น
♦️ชาตินี้ข้าไม่ขอเป็นสตรีตัวแทน♦️
สถานะ : จบ
คำโปรย
เพื่อตอบแทนบุญคุณเลี้ยงดู นางจึงยินยอมสวมนามออกเรือนแทนพี่สาวที่ป่วยหนัก
เพื่อตอบแทนรักของสามี นางจึงยินยอมสวมนามออกรบแทนสามีที่อ่อนแอ
ห้าปีในสนามรบนางสู้สุดชีวิตต้านสุดกำลังจนได้เกียรติยศเป็นถึงรองแม่ทัพไร้พ่าย สินรางวัล บรรณาการต่างๆ ส่งคืนมาดูแลสามีและครอบครัว ทว่ายามหวนคืนจากสงครามกลับได้รับคำว่า "ทรยศ" เป็นผลตอบแทนจากพี่สาวและสามี
"เจ้าเป็นตัวแทนพวกเรามา 5 ปีแล้ว ตอนนี้ก็สมควรส่งคืนเสียที"
คมดาบที่ทะลุผ่านกายยังไม่เจ็บเท่าความจริงที่ได้ยินผ่านหู เปลวเพลิงที่โหมแรงยังไม่เท่าเพลิงแค้นที่ปะทุในอก
ชีวิตนี้ข้าช่างโง่งม หากมีโอกาสอีกครั้งข้าจะไม่ยอมเป็นสตรีตัวแทนผู้ใด
ราวสวรรค์เมตตา มอบกาลเวลาหวนคืน ยามที่เมิ่งหว่านชิงเปิดดวงตาขึ้นอีกครั้งกลับพบว่าตนเองยืนอยู่ที่หน้าประตูเรือนเถาฮวา ของตระกูลกู้
“นายท่าน อนุเสวี่ยกับคุณหนูเมิ่ง มาถึงแล้วขอรับ”
เกิดใหม่ชาตินี้ข้าไม่ขอเป็นสตรีตัวแทนของผู้ใด ความแค้นในชาติก่อนข้าจะทวงคืนกลับในชาตินี้ทั้งต้น ทั้งดอก!
……………………..
นิยายเรื่อง ชาตินี้ข้าไม่ขอเป็นสตรีตัวแทน เป็นหนึ่งในเซต #ยอดสตรี
♦️ชาตินี้ข้าไม่ขอเป็นสตรีงามล่มเมือง ♦️
♦️ชาตินี้ข้าไม่ขอเป็นสตรีตาบอด♦️Scince
♦️ชาตินี้ข้าไม่ขอเป็นสตรีตัวแทน ♦️ ชงเมิ่ง
……………………..
นิยายเรื่องนี้สรรค์สร้างจากจินตนาการของผู้เขียน
เพื่อความบันเทิงเท่านั้น
บุคคล สถานที่ วัฒนธรรม หรือเหตุการณ์ใดๆ ล้วนสร้างขึ้นมา
และบางช่วงมีเนื้อหาการใช้ความรุนแรง ข่มขู่ บังคับให้จำยอม
*** ควรมีวิจารณญาณในการอ่าน**
บทนำ หวนคืน
บทนำ
หวนคืน
“เกาอู๋ฮั่น ท่าน… แค่ก!”
น้ำเสียงแผ่วเบาสั่นเครือเอ่ยถาม ก่อนที่จะกระอักเลือดออกมา แต่แม้จะบาดเจ็บปางตายนางก็ยังคงจดจ้องรอคอย… รอคอยคำอธิบายจากชายผู้เป็นสามี ดวงตาคมแดงก่ำจดจ้องใบหน้าของเขาด้วยความปวดร้าวผิดหวัง ในขณะที่สองมือสองเท้าถูกมัดเอาไว้
หากแต่อีกฝ่ายกลับทำเพียงยกยิ้มดูแคลน สาวเท้าเข้ามาประชิดแล้วใช้ดาบในมือแทงเข้าที่กลางอกของนาง ด้วยสายตาเยือกเย็น
“อั๊ก! ทะ… ทำไมถึงได้…”
“ทำไมน่ะหรือ… เมิ่งหว่านชิง สตรีใจทรามหยาบช้าเช่นเจ้า กล้าถามคำถามนี้กับข้าอย่างนั้นหรือ”
สตรีใจทรามหยาบช้า คิ้วเรียวเล็กขมวดมุ่น ความเจ็บปวดจากคมดาบเมื่อครู่เทียบกับประโยคนี้ของเขาแล้ว กลับสร้างความเจ็บปวดให้นางมากกว่านับร้อยนับพันเท่า
“เกาอู๋ฮั่น เจ้ามันคนไร้คุณธรรม สามปีก่อนข้าก้าวเท้าเข้าจวน ยังไม่ทันเข้าประตูเรือนหอ มารดาของเจ้าก็ร้องขอให้ข้าออกรบแทนเจ้า เจ้าไม่เพียงไม่สำนึกบุญคุณของข้า ยังกล้าร่วมมือกับสตรีหน้าหนาผู้นี้ทรยศข้า!”
เมิ่งหว่านชิงตวัดสายตามองไปทางสตรีที่ยืนข้างกายเขา กู้ฮวาหลัน พี่สาวบุญธรรมของนาง
“ก่อนหน้านี้เป็นข้าที่ตาบอด ถึงได้มองสตรีงูพิษเช่นเจ้าไม่ออก”
“สตรีงูพิษ คำเรียกขานนี้เกรงว่าท่านจะเรียกผิดคนแล้ว”
“น้องหญิงเหตุใดจึงพูดเช่นนี้ เจ้าลืมไปแล้วหรือไรว่าข้าดูแลเจ้ากับแม่ดีแค่ไหน”
ดูแล ก่อนหน้านี้ตัวนางไม่เพียงตาบอด ยังโง่งม มานึกย้อนดูตอนนี้คำว่าดูแลที่อีกฝ่ายพูดถึง ทุกครั้งกลับจบด้วยความทุกข์ทรมานมากกว่าที่ควร
“พี่อู๋ฮั่น ข้าว่าพวกเราปล่อยน้องสาวไปเถิด”
ปากบอกปล่อย แต่มือกลับดันดาบของเกาอู๋ฮั่นจนสุดแรง ฉึก! คมดาบทะลุผ่านร่างกายของเมิ่งหว่านชิง ความเจ็บปวดแผ่ซ่าน ทว่ายังไม่อาจเทียบเท่าความจริงที่เมิ่งหว่านชิงได้ยินผ่านหู
“เมิ่งหว่านชิง เจ้ารู้หรือไม่ในคืนแต่งงานของเจ้า พี่สาวคนนี้ดูแลมารดาของเจ้าอย่างไร”
“เจ้าทำอะไรท่านแม่ของข้า!”
ตอนนี้เมิ่งหว่านชิงรู้ซึ้งถึงธาตุแท้ของกู้ฮวาหลันแล้ว ย่อมไม่เชื่อในคำว่าดูแลของอีกฝ่าย
“ข้าก็ให้นางได้เล่นสนุกกับคนงานในสวนประมาณสัก… เก้าคนสิบคนก็แค่นั้น”
“กู้ฮวาหลัน! เจ้ามันคนอำมหิต!”
“ข้าอำมหิตอะไรกัน แม่ของเจ้าน่ะเก่งมากทีเดียว มอบความสุขให้คนงานเหล่านั้นถึงสามวันสามคืน ได้ยินว่าแม้แต่ตอนที่นางขาดใจตายคาเตียงไปแล้วพวกเขายังสนุกกันต่ออีกหลายรอบเลยทีเดียว”
ดวงตาของเมิ่งหว่านชิงปูดโปนไปด้วยโทสะ แม้แต่น้ำตาที่ไหลรินออกมาก็กลายเป็นสีแดงฉาน เกาอู๋ฮั่นยกยิ้มเย้ยหยันดึงดาบในมือของตนเองออก แล้วใช้เท้ายันร่างที่อาบไปด้วยโลหิตจนล้มลงไปกองกับพื้น
“กู้ฮวาหลัน! เกาอู๋ฮั่น! ต่อให้วันนี้ข้าตายเป็นผีก็จะไม่มีวันปล่อยพวกเจ้า!”
“หึ! สตรีอย่างเจ้ากล้าข่มขู่พวกข้าหรือ! เช่นนั้นวันนี้ข้าจะทำให้เจ้าทุกข์ทรมานอยู่ในเปลวเพลิง อยากตายก็ไม่ได้ตายง่าย ๆ”
มือหนาหันไปหยิบคบเพลิงจากคนติดตามแล้วโยนลงบนพื้นฟางเบื้องหน้าเมิ่งหว่านชิง
“เจ้าสวมรอยเป็นตัวแทนพวกเรามาสามปีแล้ว วันนี้ก็สมควรส่งคืนเสียที”
เปลวไฟลุกโหมกระหน่ำโอบล้อมเผาไหม้เมิ่งหว่านชิงในทันที เพียงแต่สำหรับนางแล้วเปลวเพลิงที่โหมแรงนี้ยังไม่อาจเทียบเท่าเพลิงแค้นที่ปะทุในอก ดวงตาเรียวปิดลงด้วยหัวใจที่ไม่ยินยอม
ชีวิตนี้ข้าช่างโง่งม หากมีโอกาสอีกครั้งข้าจะไม่ยอมเป็นสตรีตัวแทนผู้ใด
ราวสวรรค์เมตตา มอบกาลเวลาหวนคืน ยามที่เมิ่งหว่านชิงเปิดดวงตาขึ้นอีกครั้งกลับพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูเรือนเถาฮวา ของตระกูลเสวี่ย
“เสวี่ยชิงเยี่ยนพาบุตรสาวกลับบ้านเดิม คารวะพี่ใหญ่ พี่สะใภ้”
…………………………………
เรื่องนี้เนื้อหาค่อนข้างหนัก ตัวพระนางร้ายกาจ และ รุนแรงมาก
หากใครชอบแนวเบาๆ สบายๆ ไรต์แนะนำกดผ่านเรื่องนี้ได้เลยนะคะ
บทที่ 1.1 กลับบ้านเดิม
บทที่ 1.1
กลับบ้านเดิม
เมิ่งหว่านชิง มองดูภาพเบื้องหน้าที่ค่อย ๆ ชัดเจน แล้วแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง
“เสวี่ยชิงเยี่ยนพาบุตรสาวกลับบ้านเดิม คารวะพี่ใหญ่ พี่สะใภ้”
กลับบ้านเดิม นี่ไม่ใช่เหตุการณ์เมื่อสองปีก่อนที่นางจะแต่งเข้าจวนตระกูลเกาหรืออย่างไร ริมฝีปากของเมิ่งหว่านชิงในวัยสิบสี่ปียกยิ้มกว้าง
ดูเหมือนข้าจะย้อนเวลามาอย่างนั้นสินะ
หัวใจของนางเต้นระรัวความยินดีเอ่อล้นอยู่ในอก ได้เกิดใหม่อีกครั้ง ชาตินี้ข้าไม่ขอเป็นสตรีตัวแทนผู้ใด ความแค้นในชาติก่อนข้าจะทวงคืนกลับทั้งต้น ทั้งดอก!
หากแต่ไม่ทันได้รื้อฟื้นความทรงจำในอดีตเพิ่มเติมเสียงของสตรีเบื้องหน้าก็ดังขึ้น
“ชิงเยี่ยน รีบลุกขึ้นเถิด เดินทางไกลเหนื่อยหรือไม่ เสี่ยวถิงยังไม่รีบรินน้ำชาให้น้องสามีข้าอีก โอ้ว! นี่คงเป็นชิงเอ๋อร์ของพวกเราใช่หรือไม่ งดงามแต่เยาว์วัยเหมือนเจ้าไม่มีผิด”
เมิ่งหว่านชิงถูกพาดพิงถึงก็จดจำได้ในทันที สองสามีภรรยาตรงหน้านี้ก็คือ เสวี่ยเกาเยี่ยน และ จ้าวซูซิน ลุงและป้าสะใภ้ของนางนั่นเอง
หึ! ล้วนเป็นพวกหน้าซื่อใจคด
ในอดีตสองสามีภรรยาบ้านเสวี่ยคู่นี้แสร้งทำดี ตีสองหน้า จนมารดาของนางไว้วางใจนำสมบัติเก้ารุ่นของตระกูลเมิ่งมอบให้อีกฝ่ายช่วยดูแล สุดท้ายไม่เพียงถูกคดโกงไปจนหมดสิ้น แม้แต่ตัวของมารดาก็ยังถูกจ้าวซูซินวางอุบายขายไปเป็นอนุของกู้เฉินโม่ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความแค้นทั้งหมดในอดีตของนาง
“เมิ่งหว่านชิง คารวะท่านลุง ท่านป้าสะใภ้ เจ้าค่ะ”
เด็กหญิงย่อตัวก้มหน้ากล่าวคำนับ ทว่ากลับลอบขบกรามแน่น หากสามารถทำลายจุดเริ่มต้นวันนี้ได้ ก็จะสกัดกั้นเหตุการณ์ในอนาคตได้ทั้งหมด ไม่เพียงช่วยเหลือมารดาให้รอดพ้นจากการแต่งไปเป็นอนุของกู้เฉินโม่ ชีวิตในวันหน้าของนางก็ไม่ต้องเป็นตัวแทนของกู้ฮวาหลันแต่งงานกับเกาอู๋ฮั่น
คำพูดของกู้ฮวาหลันในชาติก่อนพลันผุดขึ้นมาในความคิด จนเด็กสาวเผลอขบกรามแน่น
“เมิ่งหว่านชิง เจ้ารู้หรือไม่ในคืนแต่งงานของเจ้า พี่สาวคนนี้ดูแลมารดาของเจ้าอย่างไร… ข้าก็แค่ให้นางได้เล่นสนุกกับคนงานในสวนประมาณสักเก้าคนสิบคนก็แค่นั้น… แม่ของเจ้าน่ะเก่งมากทีเดียว มอบความสุขให้คนงานเหล่านั้นถึงสามวันสามคืน ได้ยินว่าแม้แต่ตอนที่นางขาดใจตายคาเตียงไปแล้วพวกเขายังสนุกกันต่ออีกหลายรอบเลยทีเดียว”
“ชิงเอ๋อร์ช่างเป็นเด็กดี มา ๆ ป้าสะใภ้มีของขวัญพบหน้ามอบให้ จากวันนี้ไปพวกเราก็นับเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว”
พูดจบจ้าวซูซินก็หยิบถุงหอมใบหนึ่งออกมามอบให้เด็กหญิงตรงหน้า
“ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ไร้ราคาหวังว่าเจ้ากับลูกจะไม่รังเกียจ”
“พี่สะใภ้กล่าวอะไรเช่นนี้ ของขวัญจากท่านจะประเมินค่าได้อย่างไรกัน”
เสวี่ยชิงเยี่ยนนั้นเป็นคนซื่อตรงไร้เล่ห์เหลี่ยมจึงมองแผนการชั่วของผู้อื่นไม่ออก ทว่าเมิ่งหว่านชิงใช้ชีวิตมาถึงสองชาติจะไม่รู้ทันคนได้อย่างไร ดังนั้นในขณะที่มารดากำลังจะล้วงกำไลหยกออกมาจากแขนเสื้อมอบให้อีกฝ่ายเป็นของตอบแทน เด็กหญิงก็รีบคลานเข่าไปกอดคนเป็นป้า พร้อมกับแสร้งร้องไห้จนตัวสั่น
“ท่านป้าสะใภ้ช่างดีเหลือเกิน ข้ากับท่านแม่ตอนนี้หมดตัวแล้ว โชคดีที่มีท่านกับลุงใหญ่ให้เป็นที่พึ่ง”
ได้ยินคำพูดของลูกสาวเสวี่ยชิงเยี่ยนก็ตกใจจนตาโต แม้ว่าเมิ่งชิงหยวนผู้เป็นสามีจะตายไปแล้ว แต่เขาเป็นถึงทายาทแม่ทัพเก้ารุ่น ไม่พูดถึงที่ดิน อาคาร ร้านค้า เพียงแค่คลังเก็บสมบัติก็มีขนาดใหญ่กว่าจวนขุนนางขั้นสามเสียอีก จะกล่าวว่าหมดตัวได้อย่างไร
“ชิงเอ๋อร์ เจ้าพูดเรื่องอะไรกันพวกเรา…”
“อะไรนะ หมดตัวแล้ว! นี่หมายความว่าอย่างไร!!!”
จ้าวซูซินไม่รอให้คนพูดจบก็ลุกขึ้นโวยวาย สีหน้าที่อ่อนโยนเปี่ยมไปด้วยเมตตาพลันแปรเปลี่ยนเป็นขึงขังบึ้งตึง
“ชิงเอ๋อร์!”
เมิ่งหว่านชิงฉวยโอกาสที่จ้าวซูซินลุกขึ้นแสร้งล้มหงายหลัง มารดาที่รักนางดั่งชีวิตก็รีบย่อตัวมาดูนางด้วยความห่วงใยในทันที
“พี่สะใภ้ เหตุใดต้องทำรุนแรงถึงเพียงนี้ด้วย ชิงเอ๋อร์บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”
“รุนแรงอะไรกัน ข้าก็แค่ลุกขึ้น เป็นลูกสาวของเจ้าที่อ่อนแอทรงตัวไม่อยู่เอง”
“น้องสาวเรื่องอื่นยังไม่ต้องเอ่ยถึง ตอนนี้ข้าต้องการคำอธิบายสมบัติเก้ารุ่นของตระกูลเมิ่งอยู่ที่ใดกัน”
เสวี่ยเกาเยี่ยนถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปราวพลิกฝ่ามือของคนทั้งสอง เสวี่ยชิงเยี่ยนแม้เป็นคนซื่อตรงก็ไม่ใช่คนโง่งม ย่อมมองจุดประสงค์อีกฝ่ายออกในทันที
“สมบัติของตระกูลสามีจะอยู่ที่ใดแล้วอย่างไร ล้วนไม่เกี่ยวกับพวกท่าน”
“ท่านแม่ เราอย่าปิดบังท่านลุงใหญ่กับท่านป้าสะใภ้เลยนะเจ้าคะ”
“ชิงเอ๋อร์ เจ้า…”
“ที่ผ่านมาตระกูลเมิ่งนำทัพออกศึก ทหารมากมายที่ล้มตายในสนามรบ ท่านพ่อ ท่านปู่ ต่างก็ชดเชยและเลี้ยงดูครอบครัวของพวกเขา ทำให้เงินในจวนแทบไม่พอใช้ แม้แต่อาหารก็มีให้กินแค่วันละมื้อเท่านั้น ในสงครามครั้งสุดท้ายนี้ยังถึงกับเอาจวนไปจำนองแล้ว…”
“อะไรนะ!”
เสียงของสองสามีภรรยาด้านหน้าร้องอย่างตกใจ เช่นเดียวกับเสวี่ยชิงเยี่ยนที่มองลูกสาวปั้นเรื่องใหญ่ด้วยความตื่นตระหนก
“ท่านลุงใหญ่ ท่านป้าสะใภ้ เมื่อครู่ท่านบอกว่าพวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน เช่นนั้นพวกท่านช่วยไถ่จวนแม่ทัพคืนให้พวกเราได้หรือไม่เจ้าคะ ท่านแม่บอกว่าตอนท่านตามีชีวิตอยู่มีตำแหน่งใหญ่โตเป็นถึงท่านราชครู อาจารย์ขององค์ฮ่องเต้ เงินแค่สามพันตำลึงทองคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
“ครอบครัวเดียวกันอะไร น้องสามีเจ้าแต่งออกไปแล้วก็นับเป็นคนนอก อย่าได้มาคิดยุ่งเกี่ยวกับเงินทองในบ้านเชียว ไม่อย่างนั้นแม้แต่ที่ซุกหัวนอนพวกเราก็ไม่อนุญาตให้เจ้าอยู่”
……………………………………
มีคำกล่าวว่า หากเรามัวแต่คิดให้อภัย เมื่อใดจักได้แก้แค้น
หวนคืนกลับมาชาตินี้ไม่เพียงไม่ยินยอมเป็นตัวแทนผู้ใด
ชิงชิงของพวกเรายังจะฟาดคืนทุกเม็ด เก็บคืนทุกดอกอีกด้วย
บทที่ 1.2 กลับบ้านเดิม
บทที่ 1.2
กลับบ้านเดิม
“ครอบครัวเดียวกันอะไร น้องสามีเจ้าแต่งออกไปแล้วก็นับเป็นคนนอก อย่าได้มาคิดยุ่งเกี่ยวกับเงินทองในบ้านเชียว ไม่อย่างนั้นแม้แต่ที่ซุกหัวนอนพวกเราก็ไม่อนุญาตให้เจ้าอยู่”
เสวี่ยชิงเยี่ยนได้ยินคำดูแคลนของจ้าวซูซินก็กำมือแน่น สองตาแดงก่ำ ตั้งแต่เล็กเพราะนางเป็นบุตรีของภรรยาเอก ส่วนพี่ชายเป็นบุตรชายของภรรยารอง ทำให้ไม่คุ้นเคยสนิทสนมกันอย่างที่พี่น้องควรจะเป็น แต่ที่ผ่านมานางก็มองอีกฝ่ายเป็นพี่ชายเสมอ แม้แต่ตำแหน่งขุนนางขั้นห้าของเขาในตอนนี้ก็เป็นนางที่ร้องขอสามีให้ทูลขอพระราชทานมาให้ ไม่คิดว่าสุดท้ายกลับได้รับผลตอบแทนเช่นนี้
“ตามกฎหมายของต้าเซี่ยเล่มที่สามสิบสอง บทที่หก กล่าวว่าหากสามีตาย ไร้ญาติผู้ใหญ่ให้พึ่งพา ไร้บุตรชายให้พึ่งพิง สตรีต้องกลับคืนตระกูลเดิม สัดส่วนสมบัติและมรดกก็จะถูกจัดแบ่งอย่างเหมาะสมเท่าเทียมกับบุตรคนอื่น ๆ พี่สะใภ้เล่าเรียนในหอเฟยเซียนมาหลายปีเรื่องพวกนี้หลงลืมไปหมดแล้วหรือ”
เสวี่ยชิงเยี่ยนในอดีตไม่เพียงเป็นบุตรีภรรยาเอกของท่านราชครู ยังนับเป็นสตรีอันดับหนึ่งที่ผู้คนยกย่อง ด้วยเพียบพร้อมทั้งศักดิ์ฐานะ มารยาท คุณธรรม และความรู้ หากไม่เพราะมีใจรักมั่นเพียงแม่ทัพเมิ่ง ตำแหน่งฮองเฮาในวันนี้นางก็สามารถครอบครองได้
“บังอาจ!”
เพียะ!!! เสียงฝ่ามือหนาของเสวี่ยเกาเยี่ยนฟาดลงบนใบหน้าของน้องสาวต่างมารดาจนคนล้มลง เมิ่งหว่านชิงรีบเข้าไปประคองคนเป็นแม่ ให้ลุกขึ้น ในใจอยากชักกระบี่สั้นในอกออกมาแทงคนตรงหน้าให้ตกตายเสียเดี๋ยวนี้ แต่เพื่อการใหญ่และอิสรภาพอันแท้จริงของนางและมารดา ความคับแค้นใจนี้จึงจำต้องอดทนเอาไว้
“เสวี่ยชิงเยี่ยน! เจ้ากล้าพูดจาใหญ่โตใส่ภรรยาของข้าผู้เป็นหัวหน้าตระกูลเชียวหรือ”
“เมื่อเป็นเช่นนี้ ในฐานะที่ท่านเป็นหัวหน้าตระกูลคนปัจจุบัน ก็ทำหนังสือขับข้าออกจากตระกูลเถิด ข้า… เสวี่ยชิงเยี่ยนให้สัญญาว่าสมบัติแม้แต่ชิ้นเดียวของตระกูลเสวี่ยข้าก็จะไม่หยิบเอาไป”
“เสวี่ยชิงเยี่ยน!!! เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าหรือ!”
ตั้งแต่เล็กเพราะเสวี่ยชิงเยี่ยนมีฐานะเป็นลูกสาวของฮูหยินเอก ส่วนเขาเป็นเพียงบุตรชายของฮูหยินรอง ทั้งที่เป็นบุตรชายคนโตเพียงคนเดียวของตระกูล ทว่ายามพบหน้านางกลับต้องก้มหัวไว้หน้าให้ถึงแปดส่วน เป็นที่น่าอับอายต่อผู้คน ฝังใจเสวี่ยเกาเยี่ยนมาหลายปี ครั้งนี้ได้เห็นนางตกต่ำต้องก้มหัวให้ตนแม้ในใจจะเสียดายสมบัติตระกูลเมิ่ง แต่ก็รู้สึกสมใจอยู่ไม่น้อย
“เสวี่ยชิงเยี่ยน วันนี้ข้าขอใช้ฐานะของผู้นำตระกูลเสวี่ยขับเจ้า…”
“ไม่ได้!”
ในจังหวะที่เสวี่ยเกาเยี่ยนกำลังจะเอ่ยประโยคที่เมิ่งหว่านชิงรอคอย จ้าวซูซินก็เข้ามารั้งแขนเอ่ยขัดเขาขึ้น ก่อนจะกระซิบเสียงเบาสองสามประโยค สีหน้าของเสวี่ยเกาเยี่ยนก็เปลี่ยนไปในทันที
“ได้! เห็นแก่ที่พี่สะใภ้ของเจ้าขอร้อง เรื่องขับออกจากตระกูลข้าก็จะละเว้นให้ แต่เมื่อครู่เจ้าไม่เคารพผู้อาวุโสนับว่าทำผิดกฎบ้าน ลงโทษให้คุกเข่าที่หอบรรพชนสามวัน เพื่อสำนึกผิด!”
พูดจบสองสามีภรรยาก็เดินจากไป เมิ่งหว่านชิงแม้จะหงุดหงิดที่แผนการไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจ แต่อย่างน้อยก็ได้ทำให้มารดาของนางตาสว่างเห็นธาตุแท้ของสองสามีภรรยาคู่นี้เร็วขึ้น กล่าวได้ว่าลงแรงไปครั้งนี้ไม่ได้กำไรแต่ก็ไม่นับว่าขาดทุน
ยังเหลือเวลาอีกสามเดือนนางจะต้องหาทางช่วยมารดาให้รอดพ้นจากแผนการร้ายของจ้าวซูซินให้ได้
เสวี่ยชิงเยี่ยนประคองบุตรีเข้าไปที่โถงบรรพชน ทันทีที่ดวงตากลมโตมองเห็นป้ายวิญญาณของบิดาและมารดาผู้ล่วงลับไปแล้ว สองตาก็พลันแดงก่ำแสบร้อน หยาดน้ำตาไหลลงอาบแก้ม
“ท่านแม่”
เมิ่งหว่านชิงสัมผัสได้ถึงความเศร้าใจของมารดาจึงเอ่ยเรียกเสียงปลอบโยน เสวี่ยชิงเยี่ยนยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนหน้าออก ก่อนจะประคองบุตรสาวนั่งลงคุกเข่าบนฟูกรองด้านหน้า
“ธูปเจ้าค่ะฮูหยิน”
เจียงซิน เป็นสาวใช้ติดตามจากบ้านเดิม เติบโตมาพร้อมกับเสวี่ยชิงเยี่ยน ดังนั้นจึงรู้ใจผู้เป็นนายมากที่สุด ไม่ต้องเอ่ยปากธูปก็ถูกจุดมาให้คนทั้งสอง
เมิ่งหว่านชิงมองสาวใช้คนสนิทของมารดาแล้วชวนให้คิดถึงฮูหยินเอกตระกูลกู้ด้วยความคับแค้นใจ
เพราะมารดาของนางกับสาวใช้เจียงซินผู้นี้มีความผูกพันรู้ใจกันอย่างลึกซึ้ง หลังจากที่มารดาแต่งเข้าจวนตระกูลกู้ เจียงซินจึงถูกเหลียงฮุ่ยหลินภรรยาเอกของกู้เฉินโม่นำมาใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่เสวี่ยชิงเยี่ยนอยู่เสมอ
สุดท้ายเพราะไม่อยากเป็นภาระให้ผู้เป็นนายเจียงซินจึงได้ปลิดชีพกระโดดน้ำตาย กลายเป็นความเสียใจของเสวี่ยชิงเยี่ยนตลอดชีวิต
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกพาชิงเอ๋อร์มากราบไหว้พวกท่าน”
เมิ่งหว่านชิงก้มลงกราบไหว้บรรพบุรุษพลางขมวดคิ้วขบคิด ในอดีตเพราะต้องการทรัพย์สินของตระกูลเมิ่ง ดังนั้นในช่วงแรกเสวี่ยเกาเยี่ยนและภรรยาจึงดูแลนางกับมารดาเป็นอย่างดี เหตุการณ์ในวันนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นและไม่รู้ว่าจะกระทบต่อเรื่องราวใดในภายหน้าบ้าง
ทว่ากระทบแล้วอย่างไร นางรู้อนาคตก็เพื่อเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เดินซ้ำหนทางเดิม
…………………………………………..
จริงค่ะลูกสาว รู้อนาคตเพื่อแก้ไข และล้างแค้น
ไม่ใช่เพื่อหลบเลี่ยง และเดินตามทางเดิน
เพียงแต่ป้าสะใภ้คิดจะรังแกท่านแม่ของชิงชิง
ก็เตรียมรับแรงปะทะได้เลย