มหากาพย์ “เนสกาแฟ” เนสท์เล่ เตรียมเดินเครื่องผลิต มหากิจศิริ ซัดกลับบิดเบือนศาล
ศึก “เนสกาแฟ” ยังคุกรุ่น 2 ฝ่าย แลกหมัดต่อ “มหากิจศิริ” ออกแถลงการซัด เนสท์เล่ บิดเบือนคำสั่งศาลทำสังคมเข้าใจผิด ชี้ทางออกควรให้สิทธิ QCP ผลิตต่อโดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิอีก เพราะที่ผ่านมาจ่ายไปหลาย “หมื่นล้าน” หลัง “เนสท์เล่” งัดคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้เนสท์เล่ทำธุรกิจเนสกาแฟต่อ พร้อมเดินเครื่องผลิต “เนสกาแฟ”
กลายเป็นปมร้อนที่ไม่มีใครยอมใครสำหรับประเด็นข้อพิพาท “เนสกาแฟ” ระหว่างตระกูล “มหากิจศิริ” และ “เนสท์เล่” ที่เคยลงแรงปลุกปั้น“เนสกาแฟ” ด้วยกันมากว่า 30 ปี ภายใต้บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ที่ “มหากิจศิริ” และ “เนสท์เล่” ร่วมทุนในสัดส่วน 50:50 ในปี 2533
จุดเริ่มต้นของดราม่านี้เกิดขึ้นเมื่อ QCP ยุติสัญญาในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมาแต่ผู้ถือหุ้นของบริษัททั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงเรื่องการดำเนินงานในอนาคตของ QCP ได้ นำมาซึ่งการที่เนสท์เล่ยื่นคำร้องต่อ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์สฯ
ต่อมา นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ QCP ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งมีนบุรีเพื่อให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และศาลแพ่งมีนบุรี ได้ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามมิให้ เนสท์เล่ ผลิต ว่าจ้างผลิต จำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูป โดยใช้เครื่องหมายการค้า Nescafé ในประเทศไทยวันที่ 3 เมษายน 2568
ด้าน เนสท์เล่ โต้กลับทันทีด้วย 2 แถลงการณ์คือ ฉบับที่ 1 ในวันที่ 13 เม.ย. 68 ระบุว่า“ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ ทป 58/2568 ได้มีคำสั่งยืนยันว่า บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้า “Nescafé” และ “เนสกาแฟ” ในประเทศไทย และสามารถใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ ซึ่งคำสั่งศาลนี้มีผลตั้งแต่วันศุกร์ที่ 11 เมษายน 2568 ทำให้ เนสท์เล่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจเนสกาแฟในประเทศไทยได้ตามปกติ
พร้อมตบท้ายแถลงการณ์ว่า “เนสท์เล่เคารพกฎหมายเสมอมาและได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญากับ บริษัทควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักส์ อย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด และมีหลักฐานของการปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาอย่างครบถ้วน ก่อนหน้านี้ เราได้ชนะคดีที่ศาลอนุญาโตตุลาการสากล โดยที่ คุณประยุทธ มหากิจศิริ และครอบครัว ได้แก่ คุณเฉลิมชัย มหากิจศิริ และ คุณอุษณา มหากิจศิริ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น QCP ได้เข้าร่วมในกระบวนการไต่สวนของศาลอนุญาโตตุลาการสากลด้วยตนเอง”
ก่อนจะตามมาด้วยแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ในวันที่ 16 เม.ย. 68 ที่ระบุว่า เนสท์เล่ ยืนยันจะลงทุนเพื่อผลิตเนสกาแฟในประเทศไทยต่อไป และในขณะนี้ เนสท์เล่ กำลังเตรียมการเพื่อกลับมาดำเนินการผลิต เนสกาแฟ ในประเทศ หลังจากที่ได้รับคำสั่งจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยในระหว่างที่เรากำลังเตรียมการเพื่อผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย
พร้อมตบท้ายแถลงการณ์ว่า “ก่อนหน้านี้ เนสท์เล่ได้รับคำตัดสินจากศาลอนุญาโตตุลาการสากลว่า เนสท์เล่ ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาการร่วมทุนอย่างครบถ้วน และการสิ้นสุดสัญญากับบริษัท QCP เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ถูกต้องและมีผลสมบูรณ์ทางกฎหมาย แต่ผู้ถือหุ้นของบริษัท QCP คือ นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ และครอบครัว กลับยื่นขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจากศาลแพ่งมีนบุรี และต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ ทป 58/2568 มีคำสั่งว่า บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้า “Nescafé” ในประเทศไทย ซึ่งมีผลให้เนสท์เล่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจเนสกาแฟในประเทศได้ตามปกติตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568”
ล่าสุดวันที่ 17 เม.ย. 68 ฟากของ “มหากิจศิริ” ได้ออกแถลงการณ์โต้กลับแบบเดือด ๆ ว่า เนสท์เล่ ไม่ยอมรับคำสั่งศาลไทยแต่ไปฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2568 ยืนยันว่าเนสท์เล่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า "Nescafé" และบิดเบือนคำสั่งศาลเพื่อให้สังคมเข้าใจผิดว่าสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ
พร้อมกับยืนยันข้อเท็จจริงกรณีข้อพิพาททางกฎหมายกับบริษัทเนสท์เล่ ว่า การร่วมทุนระหว่าง ตระกูลมหากิจศิริ กับ เนสท์เล่ เริ่มต้นเมื่อ นายประยุทธ มหากิจศิริ ร่วมลงทุนกับ เนสท์เล่ โดยถือหุ้นในสัดส่วน 50:50 ตั้งโรงงานผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย ซึ่งแม้ เนสท์เล่ จะเป็นเจ้าของแบรนด์และสูตรการผลิต แต่บริษัท QCP ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ เนสท์เล่ เป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
เมื่อสัญญาร่วมทุนหมดอายุ เนสท์เล่ ตัดสินใจไม่ต่อสัญญา โดยศาลอนุญาโตตุลาการสากลได้ตัดสินในเดือนธันวาคม 2567 ว่า เนสท์เล่ เลิกสัญญาร่วมทุนกับ นายประยุทธ มหากิจศิริ เพียงผู้เดียว ซึ่งไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายไทยเนื่องจาก คุณประยุทธ ถือหุ้นเพียง 3% ขณะที่ คุณเฉลิมชัย มหากิจศิริ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ 47%
เพื่อปกป้องสิทธิ นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ และครอบครัว จึงฟ้องร้องต่อศาลแพ่งมีนบุรี จนศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2568 ห้ามเนสท์เล่ “ผลิต ขาย นำเข้าสินค้าเนสกาแฟมาจำหน่ายในประเทศไทย” ทำให้ เนสท์เล่ ไม่สามารถนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาจำหน่ายในไทย
“เนสท์เล่กำลังพยายามทุกวิถีทางเพื่อนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศมาจำหน่ายในไทย เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ 100% และไม่ได้มีความห่วงใยผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งศาล
และยังต้องการ “ฆ่าลูกทิ้ง” โดยฟ้องให้บริษัท QCP ล้มละลาย ทั้งที่บริษัทมีทรัพย์สินกว่าหมื่นล้านบาท และมีเงินสดกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการทำลายทรัพย์สินของคนไทยและกลั่นแกล้งบริษัทในประเทศไทย ความเป็นจริงในเมื่อเนสท์เล่และมหากิจศิริมีความเห็นต่างในเชิงธุรกิจ ก็หย่ากันได้ แยกทางกันได้ แต่จะฆ่าลูกไม่ได้”
พร้อมกันนี้ฝ่าย “มหากิจศิริ” ได้เสนอทางออกว่า ควรให้บริษัทสามารถผลิตเนสกาแฟต่อหรือผลิตกาแฟภายใต้แบรนด์ QCP เองก็ได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในราคาที่ถูกลง โดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับเนสท์เล่อีก