โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

มหากาพย์ “เนสกาแฟ” เนสท์เล่ เตรียมเดินเครื่องผลิต มหากิจศิริ ซัดกลับบิดเบือนศาล

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 เม.ย. 2568 เวลา 18.30 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. 2568 เวลา 11.30 น.

ศึก “เนสกาแฟ” ยังคุกรุ่น 2 ฝ่าย แลกหมัดต่อ “มหากิจศิริ” ออกแถลงการซัด เนสท์เล่ บิดเบือนคำสั่งศาลทำสังคมเข้าใจผิด ชี้ทางออกควรให้สิทธิ QCP ผลิตต่อโดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิอีก เพราะที่ผ่านมาจ่ายไปหลาย “หมื่นล้าน” หลัง “เนสท์เล่” งัดคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้เนสท์เล่ทำธุรกิจเนสกาแฟต่อ พร้อมเดินเครื่องผลิต “เนสกาแฟ”

กลายเป็นปมร้อนที่ไม่มีใครยอมใครสำหรับประเด็นข้อพิพาท “เนสกาแฟ” ระหว่างตระกูล “มหากิจศิริ” และ “เนสท์เล่” ที่เคยลงแรงปลุกปั้น“เนสกาแฟ” ด้วยกันมากว่า 30 ปี ภายใต้บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ที่ “มหากิจศิริ” และ “เนสท์เล่” ร่วมทุนในสัดส่วน 50:50 ในปี 2533

จุดเริ่มต้นของดราม่านี้เกิดขึ้นเมื่อ QCP ยุติสัญญาในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมาแต่ผู้ถือหุ้นของบริษัททั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงเรื่องการดำเนินงานในอนาคตของ QCP ได้ นำมาซึ่งการที่เนสท์เล่ยื่นคำร้องต่อ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์สฯ

ต่อมา นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ QCP ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งมีนบุรีเพื่อให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และศาลแพ่งมีนบุรี ได้ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามมิให้ เนสท์เล่ ผลิต ว่าจ้างผลิต จำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูป โดยใช้เครื่องหมายการค้า Nescafé ในประเทศไทยวันที่ 3 เมษายน 2568

ด้าน เนสท์เล่ โต้กลับทันทีด้วย 2 แถลงการณ์คือ ฉบับที่ 1 ในวันที่ 13 เม.ย. 68 ระบุว่า“ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ ทป 58/2568 ได้มีคำสั่งยืนยันว่า บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้า “Nescafé” และ “เนสกาแฟ” ในประเทศไทย และสามารถใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ ซึ่งคำสั่งศาลนี้มีผลตั้งแต่วันศุกร์ที่ 11 เมษายน 2568 ทำให้ เนสท์เล่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจเนสกาแฟในประเทศไทยได้ตามปกติ

พร้อมตบท้ายแถลงการณ์ว่า “เนสท์เล่เคารพกฎหมายเสมอมาและได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญากับ บริษัทควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักส์ อย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด และมีหลักฐานของการปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาอย่างครบถ้วน ก่อนหน้านี้ เราได้ชนะคดีที่ศาลอนุญาโตตุลาการสากล โดยที่ คุณประยุทธ มหากิจศิริ และครอบครัว ได้แก่ คุณเฉลิมชัย มหากิจศิริ และ คุณอุษณา มหากิจศิริ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น QCP ได้เข้าร่วมในกระบวนการไต่สวนของศาลอนุญาโตตุลาการสากลด้วยตนเอง”

ก่อนจะตามมาด้วยแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ในวันที่ 16 เม.ย. 68 ที่ระบุว่า เนสท์เล่ ยืนยันจะลงทุนเพื่อผลิตเนสกาแฟในประเทศไทยต่อไป และในขณะนี้ เนสท์เล่ กำลังเตรียมการเพื่อกลับมาดำเนินการผลิต เนสกาแฟ ในประเทศ หลังจากที่ได้รับคำสั่งจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยในระหว่างที่เรากำลังเตรียมการเพื่อผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย

พร้อมตบท้ายแถลงการณ์ว่า “ก่อนหน้านี้ เนสท์เล่ได้รับคำตัดสินจากศาลอนุญาโตตุลาการสากลว่า เนสท์เล่ ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาการร่วมทุนอย่างครบถ้วน และการสิ้นสุดสัญญากับบริษัท QCP เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ถูกต้องและมีผลสมบูรณ์ทางกฎหมาย แต่ผู้ถือหุ้นของบริษัท QCP คือ นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ และครอบครัว กลับยื่นขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจากศาลแพ่งมีนบุรี และต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ ทป 58/2568 มีคำสั่งว่า บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้า “Nescafé” ในประเทศไทย ซึ่งมีผลให้เนสท์เล่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจเนสกาแฟในประเทศได้ตามปกติตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568”

ล่าสุดวันที่ 17 เม.ย. 68 ฟากของ “มหากิจศิริ” ได้ออกแถลงการณ์โต้กลับแบบเดือด ๆ ว่า เนสท์เล่ ไม่ยอมรับคำสั่งศาลไทยแต่ไปฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2568 ยืนยันว่าเนสท์เล่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า "Nescafé" และบิดเบือนคำสั่งศาลเพื่อให้สังคมเข้าใจผิดว่าสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ

พร้อมกับยืนยันข้อเท็จจริงกรณีข้อพิพาททางกฎหมายกับบริษัทเนสท์เล่ ว่า การร่วมทุนระหว่าง ตระกูลมหากิจศิริ กับ เนสท์เล่ เริ่มต้นเมื่อ นายประยุทธ มหากิจศิริ ร่วมลงทุนกับ เนสท์เล่ โดยถือหุ้นในสัดส่วน 50:50 ตั้งโรงงานผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย ซึ่งแม้ เนสท์เล่ จะเป็นเจ้าของแบรนด์และสูตรการผลิต แต่บริษัท QCP ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ เนสท์เล่ เป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

เมื่อสัญญาร่วมทุนหมดอายุ เนสท์เล่ ตัดสินใจไม่ต่อสัญญา โดยศาลอนุญาโตตุลาการสากลได้ตัดสินในเดือนธันวาคม 2567 ว่า เนสท์เล่ เลิกสัญญาร่วมทุนกับ นายประยุทธ มหากิจศิริ เพียงผู้เดียว ซึ่งไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายไทยเนื่องจาก คุณประยุทธ ถือหุ้นเพียง 3% ขณะที่ คุณเฉลิมชัย มหากิจศิริ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ 47%

เพื่อปกป้องสิทธิ นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ และครอบครัว จึงฟ้องร้องต่อศาลแพ่งมีนบุรี จนศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2568 ห้ามเนสท์เล่ “ผลิต ขาย นำเข้าสินค้าเนสกาแฟมาจำหน่ายในประเทศไทย” ทำให้ เนสท์เล่ ไม่สามารถนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาจำหน่ายในไทย

“เนสท์เล่กำลังพยายามทุกวิถีทางเพื่อนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศมาจำหน่ายในไทย เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ 100% และไม่ได้มีความห่วงใยผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งศาล

และยังต้องการ “ฆ่าลูกทิ้ง” โดยฟ้องให้บริษัท QCP ล้มละลาย ทั้งที่บริษัทมีทรัพย์สินกว่าหมื่นล้านบาท และมีเงินสดกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการทำลายทรัพย์สินของคนไทยและกลั่นแกล้งบริษัทในประเทศไทย ความเป็นจริงในเมื่อเนสท์เล่และมหากิจศิริมีความเห็นต่างในเชิงธุรกิจ ก็หย่ากันได้ แยกทางกันได้ แต่จะฆ่าลูกไม่ได้”

พร้อมกันนี้ฝ่าย “มหากิจศิริ” ได้เสนอทางออกว่า ควรให้บริษัทสามารถผลิตเนสกาแฟต่อหรือผลิตกาแฟภายใต้แบรนด์ QCP เองก็ได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในราคาที่ถูกลง โดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับเนสท์เล่อีก

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...