โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ Data Center ไทย ปี'68 คาดโต 8% จากการขยายตัว 3 ตลาดหลัก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 เม.ย. 2568 เวลา 08.45 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. 2568 เวลา 08.45 น.

ธุรกิจ Data Center-กระแส AI มาแรง คาดปี 2568 รายได้ธุรกิจขยายตัวขึ้น 8% ‘การเงิน-ค้าส่ง-ปลีก-สุขภาพ’ 3 ตลาดหลัก ดันเติบโต พร้อมรายละเอียด ลงทุน Data Center เศรษฐกิจไทย ได้อะไร ?

ธุรกิจ Data Center หนึ่งในธุรกิจที่เติบโตพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการทำงาน การให้บริการ ที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับช่องทางดิจิทัลมากขึ้น และประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจจากบริษัทต่างชาติในการเข้ามาลงทุนสร้าง Data Center

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ตลาดบริการดาต้าเซ็นเตอร์ในปี 2568 คาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึง 43.3% ของตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ไทยโดยรวม ทั้งนี้ องค์กรธุรกิจไทยมีแนวโน้มหันมาเลือกใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์แทนการลงทุนเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเข้าถึง Solution AI สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลที่ผู้ให้บริการนำเสนอควบคู่กับการจัดเก็บข้อมูล

ในปี 2568 รายได้ธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์ไทยคาดว่าจะขยายตัว 8% ตามความต้องการใช้งานที่มากขึ้นใน 3 ตลาดหลัก ได้แก่ ตลาดภาคการเงิน และตลาดภาคค้าส่ง-ค้าปลีก ที่ขยายตัวได้ดีตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้จ่ายออนไลน์มากขึ้น ในขณะที่ตลาดภาคบริการสุขภาพ จะขยายตัวตามกระแสรักสุขภาพและการเข้าสู่สังคมสูงอายุ

พร้อมทั้งระบุว่าธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์ไทยกำลังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รายได้รวมมีทิศทางเติบโตเฉลี่ย 12.6% ต่อปี ความต้องการบริการจัดเก็บข้อมูลในไทยส่วนใหญ่ราว 94% มาจากองค์กรธุรกิจเอกชน

โดยเติบโตตามความเปลี่ยนแปลงในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในธุรกิจ ทั้งเพื่อการวางแผนและการเข้าถึงลูกค้า โดยเฉพาะในปัจจุบันที่หลายองค์กรธุรกิจไทยเริ่มทดลองและนำเทคโนโลยี AI มาใช้ ส่งผลให้ปริมาณข้อมูลที่ต้องประมวลผลและจัดเก็บขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มสูงขึ้น

ธุรกิจไทยเลือกใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์แทนการลงทุนเอง

ปัจจุบัน องค์กรธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดเล็ก หันมาเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอกแทนการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เอง ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรและเงินลงทุนสูง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคคลากร และเทคโนโลยี สำหรับปี 2568 คาดว่าตลาดบริการดาต้าเซ็นเตอร์จะมีสัดส่วนสูงถึง 43.3% ของมูลค่าตลาดโดยรวม

นอกจากนี้ องค์กรธุรกิจยังเลือกใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากผู้ให้บริการในปัจจุบันมักเปิดให้บริการ Solution สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI ควบคู่ไปกับบริการจัดเก็บข้อมูล ทั้งนี้ ในปี 2567 องค์กรไทยกว่า 17.8% ได้นำ AI มาใช้แล้ว และอีกกว่า 73.3% มีแผนจะนำมาใช้ในอนาคต

คาดปี 2568 รายได้รวมเติบโต 8%

รายได้รวมธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยราว 72% มาจาก 3 ตลาดหลัก ได้แก่ ภาคการเงินที่มีสัดส่วนตลาดสูงสุดราว 27% รองลงมาคือ ภาคค้าส่งและค้าปลีก 25% และภาคบริการสุขภาพ 20%

รายได้ธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์ยังคงเติบโตได้ดีในปี 2568 โดยได้แรงหนุนหลักจากภาคการเงิน และภาคค้าส่ง-ค้าปลีกที่ขยายตัวต่อเนื่องตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้จ่ายออนไลน์เพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคบริการสุขภาพเติบโตตามกระแสรักสุขภาพและการเข้าสู่สังคมสูงอายุ

รายได้ตลาดภาคการเงินคาดว่าจะขยายตัว 8.1%

ธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับภาคการเงิน มีแนวโน้มเติบโตตามความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลของธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบชำระเงินสมัยใหม่ ได้แก่ PromptPay และ e-Wallet ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 90% ของจำนวนธุรกรรมชำระเงินของไทยในปัจจุบัน และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยในปี 2568 จำนวนธุรกรรมโดยรวมผ่านระบบชำระเงินทั้งสองดังกล่าว คาดว่าจะเติบโตราว 13.6%

นอกจากนี้ การเข้ามามีบทบาทในการตรวจพิสูจน์บุคคลของ AI ผ่านการแสกนใบหน้า ทำให้ความต้องการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์จากภาคการเงินขยายตัว เพื่อจัดเก็บข้อมูลภาพใบหน้าสำหรับยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรม

รายได้ตลาดภาคค้าส่งและค้าปลีกคาดว่าจะขยายตัว 9.0%

ธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับภาคค้าส่งและค้าปลีก มีแนวโน้มเติบโตตามการขยายตัวของโมเดิร์นเทรดและอีคอมเมิร์ซ ที่คาดว่าจะขยายตัว 4.8% และไม่น้อยกว่า 8% ในปี 2568 ทำให้ความต้องการใช้งานบริการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นที่ต้องการมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่มีปริมาณการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นสูงในระยะเวลาอันสั้น เช่น เทศกาลวันหยุดหรือแคมเปญลดราคาครั้งใหญ่ เพราะบริการดังกล่าวมีความยืดหยุ่นในการเพิ่มพื้นที่จัดเก็บตามความต้องการได้ทันที

การนำ AI มาช่วยในระบบแนะนำสินค้าสำหรับภาคค้าส่ง-ค้าปลีก ถือเป็นอีกปัจจัยที่ส่งเสริมการเติบโตของความต้องการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากธุรกิจจำเป็นต้องจัดเก็บข้อมูลพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าแต่ละราย เพื่อให้สามารถทำกลยุทธ์การตลาดได้เฉพาะเจาะจงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

รายได้ตลาดภาคบริการสุขภาพคาดว่าจะขยายตัว 5.1%

ธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับภาคบริการสุขภาพ มีแนวโน้มเติบโตตามความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลผู้ป่วย ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากจำนวนผู้ป่วยคนไทยที่มีทิศทางเติบโตราว 7.4% ต่อปี หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามกระแสรักสุขภาพ และการเข้าสู่สังคมสูงอายุของไทย รวมถึงผู้ป่วยชาวต่างชาติ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 5% ในปี 2568 โดยเฉพาะกลุ่ม Medical Tourism ที่ยังเข้ามาใช้บริการรักษาพยาบาลในไทยต่อเนื่อง

นอกจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น เทคโนโลยี AI เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งที่ทำให้ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์จากภาคบริการสุขภาพขยายตัว เช่น AI Chatbot ที่ต้องเก็บข้อมูลบทสนทนาและสุขภาพเพื่อการวินิจฉัยและติดตามผล เป็นต้น ส่งผลให้ปริมาณข้อมูลที่ต้องจัดเก็บเพิ่มขึ้น

เปิดความเสี่ยงระยะกลาง-ยาว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมองความเสี่ยงระยะกลางถึงระยะยาว ของธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์ ใน 4 ประเด็น ดังนี้

การบังคับใช้ พ.ร.บ. Climate Change อาจกดดันให้ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ต้องหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลในการประมวลผลข้อมูล โดยดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่อาจใช้พลังงานไฟฟ้าเทียบเท่ากับหลายแสนครัวเรือนต่อปี ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะอยู่ในระดับสูงหากต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ

การแข่งขันของตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ระดับภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้น โดยผู้ให้บริการไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ครอบคลุมทั้งภูมิภาคอาเซียน

ปัญหาขาดแคลนแรงงานดิจิทัลขั้นสูงเป็นความท้าทายต่อธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่ไทยยังผลิตบุคลากรเหล่านี้ไม่เพียงพอ สะท้อนจากการที่ผู้ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ข้ามชาติริเริ่มโครงการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้กับบุคลากรไทย เพื่อตอบสนองความต้องการแรงงานที่ยังสูงกว่าที่มีในตลาด

เทคโนโลยีด้านวิเคราะห์ข้อมูลโดยเฉพาะ AI และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไว ทำให้ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์มีความจำเป็นต้องติดตามและลงทุนเพิ่มเติมเพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการอยู่เสมอ
การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ต้องพิจารณาถึง Internet Bandwidth ที่สามารถรองรับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของปริมาณข้อมูลที่ต้องเชื่อมต่อเข้ามาจัดเก็บในอนาคต ทำให้สถานที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ต้องอยู่ใกล้ชุมสายอินเทอร์เน็ต

ลงทุน Data Center เศรษฐกิจไทยได้อะไร ?

ก่อนหน้านี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดข้อมูลระบุว่า การลงทุนใน Data Center เพิ่มขึ้นหลังจากสถานการณ์โควิด-19 โดยข้อมูลล่าสุด ช่วงมกราคม-กันยายน 2567 มีเงินลงทุนสำหรับโครงการที่ได้รับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนด้าน Data Center มากถึง 36,920 ล้านบาท

ขณะที่การจ้างงานจากโครงการด้าน Data Center ปี 2567 อยู่ที่ 307 ตำแหน่ง และแม้จะสร้างงานโดยตรงเป็นจำนวนที่น้อย แต่ต้องการทักษะเฉพาะทางและให้ผลตอบแทนที่สูง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ในการลงทุน Data Center ทุก 1,000 ล้านบาท เศรษฐกิจไทยจะได้อะไรบ้าง โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

  • การก่อสร้าง – การก่อสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน โดยใช้วัสดุและแรงงานในประเทศเป็นหลัก จำนวน 400 ล้านบาท
  • การบริการ – รายได้จากการให้บริการต่อปี คาดว่าจะอยู่ที่ราว 240 ล้านบาท
  • การจ้างงาน – มีการจ้างงาน 10 ตำแหน่ง (คนไทย 9 ตำแหน่ง ชาวต่างชาติ 1 ตำแหน่ง) สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการจ้างงานต่อปี ประมาณ 10-13 ล้านบาท

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธุรกิจ Data Center ไทย ปี’68 คาดโต 8% จากการขยายตัว 3 ตลาดหลัก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...